บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
28.75
0.25 (0.86%)
สรุปสั้น
สาเหตุที่ส่งผลให้กำไรของบริษัทปรับตัวลดลง เกิดจากต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ปรับตัวสูงขึ้น 43%YoY และ 20%QoQ ผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจากค่าระวางเรือที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก การฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง
ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 34%YoY โดยส่วนใหญ่เกิดจาก สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร หลายประเทศได้ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายการป้องกันการแพร่ระบาด โดยใช้แนวทาง Living with COVID ซึ่งทําให้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอยในภูมิภาคอาเซียนเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในปี 2565 SCGP ตั้งเป้าที่จะลงทุนเพื่อขยายธุรกิจตามแผนการเติบโตระยะยาวอย่างต่อเนื่อง มีงบประมาณการลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท รวมถึงในปี 2565 SCGP จะสามารถรับรู้รายได้เต็มปีจากการควบรวมกิจการที่เสร็จสิ้นแล้ว
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=12112 out_tok=3202 at=2026-07-26T04:03:12 -->
# SCGP Q1/65 กำไรสุทธิหด 22% ต้นทุนพุ่งฉุด GPM วูบ
## รายได้รวมโต 34% รับแรงหนุนควบรวมกิจการ-ความต้องการบรรจุภัณฑ์ฟื้นตัว ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ-พลังงานพุ่งกดดันกำไร
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2565 บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP มีรายได้จากการขายรวม 36,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรวมผลประกอบการของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการใหม่ และการเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร รวมถึงความต้องการเยื่อกระดาษที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับลดลง 22% มาอยู่ที่ 1,658 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ SCGP ในไตรมาส 1/2565 ลดลง 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาจาก **ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 43%** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจาก 22% ในปีก่อน เหลือ 17% ในไตรมาสนี้ แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโตถึง 34% ก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายมีสาเหตุหลักมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่
* **ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น:** โดยเฉพาะกระดาษรีไซเคิลที่หาได้ยากขึ้นในช่วงที่การระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น
* **ค่าระวางเรือและต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง:** จากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ต้นทุนการขนส่งและพลังงานปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก
* **การขยายธุรกิจ:** การรวมผลประกอบการของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการใหม่ (Duy Tan, Intan Group, Deltalab) และการขยายกำลังการผลิตในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรและสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ ทำให้ปริมาณต้นทุนขายเพิ่มขึ้นตามการดำเนินงานที่ขยายตัว
แม้ว่าบริษัทจะมีการบริหารจัดการต้นทุนเชิงรุก เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลภายในประเทศ การจัดตั้งศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิล และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อและส่งออก รวมถึงการปรับราคาสินค้าให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นได้อย่างเต็มที่
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** สถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุถึงมาตรการบริหารจัดการต้นทุน แต่ความผันผวนของราคา commodity และค่าระวางเรือที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การปรับราคาสินค้าและการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในบางภูมิภาคอาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้บ้าง
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการขายรวม 36,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% YoY** จากการรวมผลประกอบการของ Duy Tan, Intan Group, Deltalab และการเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร
* **กำไรสุทธิ 1,658 ล้านบาท ลดลง 22% YoY** และ **Core Profit 1,722 ล้านบาท ลดลง 24% YoY**
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 22% เป็น 17%** และ **EBITDA Margin ลดลงจาก 19% เป็น 13%**
* **ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 43% YoY** เป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าระวางเรือที่สูงขึ้น
* **สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPB) มีรายได้เพิ่มขึ้น 35% YoY** แต่ EBITDA Margin ลดลงจาก 20% เป็น 14%
* **สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FB) มีรายได้เพิ่มขึ้น 32% YoY** และ EBITDA เพิ่มขึ้น 4% YoY จากราคาเยื่อกระดาษที่ปรับสูงขึ้น
* **การลงทุนขยายกำลังการผลิต** ในฟิลิปปินส์ (กระดาษบรรจุภัณฑ์) และไทย/เวียดนาม (บรรจุภัณฑ์อาหารจากกระดาษ) คืบหน้าตามแผน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1/2565 SCGP มีรายได้จากการขายรวม 36,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการรวมผลการดำเนินงานของ Duy Tan, Intan Group และ Deltalab รวมถึงการเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค การส่งออกอาหาร และปริมาณความต้องการและราคาของเยื่อกระดาษที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม EBITDA เท่ากับ 4,887 ล้านบาท ลดลง 7% YoY และลดลง 10% QoQ โดยมี EBITDA margin ที่ 13% ส่วนกำไรสำหรับงวดเท่ากับ 1,658 ล้านบาท ลดลง 22% YoY และลดลง 22% QoQ โดยมีอัตรากำไรสุทธิที่ 5% ผลการดำเนินงานที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นผลมาจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น แม้บริษัทจะมีการบริหารจัดการต้นทุนและปรับราคาสินค้าแล้วก็ตาม ส่วนผลการดำเนินงานที่ลดลงจากไตรมาสก่อนมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากรายการพิเศษจากการปรับลดประมาณการเงินค่าหุ้นที่คาดว่าจะต้องจ่าย (Earn-Out) ของ Go-Pak ในไตรมาสก่อน
เมื่อพิจารณา Core EBITDA เท่ากับ 4,988 ล้านบาท ลดลง 9% YoY แต่เพิ่มขึ้น 9% QoQ และ Core Profit เท่ากับ 1,722 ล้านบาท ลดลง 24% YoY แต่เพิ่มขึ้น 27% QoQ ซึ่งผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนมีสาเหตุหลักมาจากการปรับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น และปริมาณความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
## โอกาส
* **การเติบโตจากการควบรวมกิจการ (M&P) และการขยายกำลังการผลิต (Organic Growth):** SCGP ยังคงเดินหน้าตามแผนการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรวมผลประกอบการเต็มปีของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการใหม่ และการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจากกระดาษและเยื่อธรรมชาติในไทยและเวียดนาม รวมถึงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในเวียดนาม
* **การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ:** การผ่อนคลายมาตรการ COVID-19 ในหลายประเทศส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเดินทางท่องเที่ยว การรับประทานอาหารนอกบ้าน และการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อความต้องการบรรจุภัณฑ์
* **ความหลากหลายของสินค้าและบริการ:** SCGP มีสินค้าและบริการที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งบรรจุภัณฑ์กระดาษและพอลิเมอร์ในภูมิภาคอาเซียน ทำให้มีความยืดหยุ่นในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า
* **การมุ่งสู่ความยั่งยืน (ESG):** การยื่นเข้าร่วม Science Based Targets initiative (SBTi) และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ผันผวนสูง:** สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบบางชนิดอยู่ในระดับสูงและผันผวน ซึ่งอาจกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัท
* **การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน:** มาตรการ Zero COVID ของประเทศจีน และความกังวลด้านสงคราม อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่ง ทำให้การเข้าถึงวัตถุดิบและการส่งออกสินค้าอาจล่าช้าหรือมีต้นทุนสูงขึ้น
* **การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน:** การล็อกดาวน์ในเมืองเศรษฐกิจสำคัญของจีนส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว และปริมาณความต้องการนำเข้าสินค้าลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อยอดขายและการส่งออกของ SCGP
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในไตรมาสนี้จะไม่มีผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อกำไรมากนัก แต่ความผันผวนของค่าเงินบาทยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบและพลังงาน:** ติดตามทิศทางราคา commodity และค่าระวางเรือว่าจะปรับตัวลดลงหรือยังคงอยู่ในระดับสูง
* **ผลกระทบจากมาตรการ Zero COVID ของจีน:** ประเมินผลกระทบต่อการส่งออกและความต้องการสินค้าในภูมิภาค
* **ความคืบหน้าการขยายกำลังการผลิต:** ติดตามการเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ของโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง
* **การปรับราคาสินค้า:** ประเมินความสามารถของบริษัทในการผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค
* **การควบรวมและซื้อกิจการ (M&P):** ติดตามแผนการลงทุนและการควบรวมกิจการเพิ่มเติมของบริษัท
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข utilization โดยตรง แต่การขยายกำลังการผลิตในหลายโครงการบ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุตัวเลข order book ชัดเจน แต่ระบุว่ายอดขายในกลุ่มลูกค้าผู้ผลิตสินค้าส่งออกในกลุ่มอาหารแปรรูปและอาหารแช่แข็งไปที่ประเทศที่เริ่มมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เช่น ยุโรปและอเมริกา รวมถึงการเริ่มเตรียมสต๊อกสินค้าของผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับเทศกาลวันหยุด
* **ราคาวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและเยื่อกระดาษปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 22% ใน Q1/64 เป็น 17% ใน Q1/65
* **ส่งออก:** ยอดขายในกลุ่มลูกค้าผู้ผลิตสินค้าส่งออกในกลุ่มอาหารแปรรูปและอาหารแช่แข็งไปยังยุโรปและอเมริกาฟื้นตัว แต่การส่งออกกระดาษบรรจุภัณฑ์ชะลอตัวลงเนื่องจากเศรษฐกิจจีนอ่อนตัวลง
* **ค่าเงิน:** มีการกล่าวถึงผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนจากการแปลงค่างบการเงิน 800 ล้านบาทจากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับธันวาคม 2564 แต่ไม่ได้ระบุผลกระทบต่อกำไรโดยตรง
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0% จากเดือนธันวาคม 2564
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** 198,399 ล้านบาท ลดลง 4% จากเดือนธันวาคม 2564 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น
* **หนี้สินรวม:** 77,193 ล้านบาท ลดลง 9% จากเดือนธันวาคม 2564 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเงินกู้ยืมรวม
* **ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม:** 121,206 ล้านบาท ลดลง 1% จากเดือนธันวาคม 2564 จากการจ่ายปันผลและผลต่างอัตราแลกเปลี่ยน
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น:** 0.6 เท่า ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน
* **อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA:** เพิ่มขึ้นจาก 0.8 เท่า เป็น 1.7 เท่า
* **กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน:** 2,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
* **กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน:** 10,404 ล้านบาท (รับสุทธิ) จากการขายเงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น
* **กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน:** (10,316) ล้านบาท (ใช้สุทธิ) จากการลดลงของเงินกู้ยืม
## สรุปท้าย
SCGP ในไตรมาส 1/2565 เผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าระวางเรือ ซึ่งส่งผลให้ GPM และกำไรสุทธิปรับตัวลดลง แม้ว่ารายได้จะเติบโตได้ดีจากการรวมกิจการใหม่และการฟื้นตัวของความต้องการบรรจุภัณฑ์ แต่การบริหารจัดการต้นทุนและการปรับราคาสินค้ายังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องจับตาในระยะต่อไป ท่ามกลางโอกาสจากการขยายธุรกิจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SCGP ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
31,709.02
ล้านบาท
↑ 1% YoY
กำไรขั้นต้น
5,248.89
ล้านบาท
↑ 22.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
16.55
%
กำไรสุทธิ
1,206.60
ล้านบาท
↓ 2232.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.81
%
D/E Ratio
0.96
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
31,709
↑ + 1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
5,249
↑ + 22.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,207
↓ -2232.6%
YoY
D/E Ratio
0.96
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SCGP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.96
ROE (%)
5.39
ROA (%)
4.57
Book Value/หุ้น
18.14
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SCGP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-6,970
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+3,743
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SCGP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-6,970.08
+111.16%
|
-3,300.78
-66.33%
|
-9,802.64
+125.87%
|
-4,339.86
+36.37%
|
-3,182.35
-54.56%
|
-7,002.85
-143.73%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
3,743.13
-133.93%
|
-11,032.70
-183.07%
|
13,281.87
-158.75%
|
-22,607.15
-171.19%
|
31,757.56
-6,598.77%
|
-488.67
-98.47%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
6,270.34
-253.34%
|
-4,089.14
-145.37%
|
9,012.57
-61.06%
|
23,145.52
+334.93%
|
5,321.68
-81.42%
|
28,642.55
+56.89%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
4,177.25
-122.67%
|
-18,422.61
-247.48%
|
12,491.80
-428.60%
|
-3,801.49
-111.21%
|
33,896.88
+60.26%
|
21,151.03
+788.40%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
9,849.02
+719.17%
|
1,202.32
-87.94%
|
9,965.93
+36.33%
|
7,310.31
-76.61%
|
31,255.70
+611.35%
|
4,393.85
+109.70%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
6,463.62
+1,393.93%
|
432.66
-95.62%
|
9,888.59
-0.78%
|
9,965.93
+36.33%
|
7,310.31
-76.61%
|
31,255.70
+611.35%
|