บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
28.75
0.25 (0.86%)
สรุปสั้น
สาเหตุที่ส่งผลให้กำไรของบริษัทปรับตัวลดลง เกิดจากต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ปรับตัวสูงขึ้น 43%YoY และ 20%QoQ ผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจากค่าระวางเรือที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก การฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง
ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 34%YoY โดยส่วนใหญ่เกิดจาก สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร หลายประเทศได้ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายการป้องกันการแพร่ระบาด โดยใช้แนวทาง Living with COVID ซึ่งทําให้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอยในภูมิภาคอาเซียนเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในปี 2565 SCGP ตั้งเป้าที่จะลงทุนเพื่อขยายธุรกิจตามแผนการเติบโตระยะยาวอย่างต่อเนื่อง มีงบประมาณการลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท รวมถึงในปี 2565 SCGP จะสามารถรับรู้รายได้เต็มปีจากการควบรวมกิจการที่เสร็จสิ้นแล้ว
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=13285 out_tok=2610 at=2026-07-26T04:07:48 -->
# SCGP Q3/64 กำไรสุทธิพุ่ง 33% รับแรงหนุน M&P-อุปสงค์ฟื้น
## รายได้โต 37% จากการควบรวมกิจการ-ผ่อนคลายล็อกดาวน์ ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ-ค่าระวางเรือยังกดดันมาร์จิ้น
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้จากการขาย 31,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,781 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% โดยปัจจัยหลักมาจากการควบรวมกิจการและการฟื้นตัวของอุปสงค์ในบางประเทศ แม้จะเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
เลนส์ sector: utilization, order book, ราคาวัตถุดิบ, GPM, ส่งออก, ค่าเงิน, สินค้าคงคลัง
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SCGP ในไตรมาส 3 ปี 2564 คือ **การเติบโตจากการควบรวมกิจการ (Mergers and Partnership - M&P)** ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิเติบโต 33% อย่างไรก็ตาม **แรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง** เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ EBITDA margin ลดลงจาก 17% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 15% ในไตรมาสนี้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของรายได้หลักมาจาก **การเข้าลงทุนในกลุ่มบริษัท Intan Group และ Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation** ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ชั้นนำในอินโดนีเซียและเวียดนามตามลำดับ การควบรวมกิจการเหล่านี้ช่วยเพิ่มฐานลูกค้า ขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์ และเสริมความแข็งแกร่งในตลาดอาเซียน นอกจากนี้ การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาดในประเทศอินโดนีเซียยังส่งผลให้อุปสงค์ของผู้บริโภคกลับมาขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ในทางกลับกัน ต้นทุนที่สูงขึ้นเกิดจาก **ภาวะตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนทั่วโลก** ทำให้อัตราค่าระวางเรือสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจาก 20% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 17% ในไตรมาสนี้ แม้บริษัทจะมีความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุนเชิงรุกและกระจายแหล่งวัตถุดิบ แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นได้อย่างเต็มที่
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่องในแง่รายได้จากการควบรวมกิจการ แต่แรงกดดันด้านต้นทุนยังคงต้องจับตา** การลงทุนใน Intan Group และ Duy Tan จะเริ่มส่งผลต่อรายได้ในระยะยาว ขณะที่โครงการขยายกำลังการผลิตใหม่ในเวียดนามและไทยที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565-2567 จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในอนาคต อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการระบุว่า **ต้นทุนค่าระวางเรือ ต้นทุนพลังงาน และต้นทุนวัตถุดิบในภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง** ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทตลอดทั้งอุตสาหกรรม ปัญหาภาวะเงินเฟ้อและปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการขาย Q3/64 เติบโต 37% YoY** แตะ 31,930 ล้านบาท จากการควบรวมกิจการ (M&P) และการฟื้นตัวของอุปสงค์ในบางประเทศ
* **กำไรสุทธิ Q3/64 เพิ่มขึ้น 33% YoY** อยู่ที่ 1,781 ล้านบาท
* **EBITDA margin Q3/64 ลดลง** จาก 17% ในปีก่อน เป็น 15% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น
* **การลงทุน M&P ยังคงเดินหน้า** โดยเข้าลงทุนใน Intan Group (อินโดนีเซีย) และ Duy Tan (เวียดนาม)
* **การลงทุนในเวียดนามเหนือ** เพื่อขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์อีก 370,000 ตันต่อปี คาดแล้วเสร็จต้นปี 2567
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง** จาก 1.2 เท่า ในปีก่อน เป็น 0.7 เท่า ในไตรมาสนี้
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดเก้าเดือนแรกปี 2564 SCGP มีรายได้จากการขาย 89,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% YoY และมีกำไรสุทธิ 6,179 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% YoY โดย EBITDA margin อยู่ที่ 18% ซึ่งสะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนเชิงรุก
ในไตรมาส 3 ปี 2564 รายได้จากการขายอยู่ที่ 31,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% YoY และ 7% QoQ ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,781 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% YoY แต่ลดลง 21% QoQ อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 20% ในปีก่อนเป็น 17% และ EBITDA margin ลดลงจาก 17% เป็น 15%
## โอกาส
* **การเติบโตจากการควบรวมกิจการ (M&P)** SCGP ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าและขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์
* **การขยายกำลังการผลิต** โครงการลงทุนสร้างฐานการผลิตใหม่ในเวียดนามและโครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารในไทยและเวียดนาม จะช่วยรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
* **การขยายธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและการแพทย์** การควบรวมกิจการกับ Deltalab จะช่วยให้ SCGP เข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการแพทย์ที่มีการเติบโตสูง
* **การฟื้นตัวของอุปสงค์ในบางประเทศ** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาดในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ส่งผลให้อุปสงค์ของผู้บริโภคกลับมาขยายตัว
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง** เป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
* **ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน** สถานการณ์โรคระบาดและปัญหาโลจิสติกส์ยังคงส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขนส่ง
* **ภาวะเงินเฟ้อ** แรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและต้นทุนการผลิต
* **ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ COVID-19** การระบาดระลอกใหม่หรือการกลายพันธุ์ของไวรัสอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและอุปสงค์
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบและค่าระวางเรือ:** จะเป็นปัจจัยสำคัญต่ออัตรากำไรของ SCGP ในระยะถัดไป
* **ความคืบหน้าของการควบรวมกิจการ Deltalab:** จะเป็นก้าวสำคัญในการขยายสู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและการแพทย์
* **ผลการดำเนินงานของธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหาร:** การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเพื่อเร่งขยายสัดส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหาร
* **อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate):** โดยเฉพาะในธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำที่อาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านแรงงานและการขนส่ง
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPC):** รายได้ Q3/64 เติบโต 35% YoY เป็น 27,256 ล้านบาท จาก M&P และการส่งออกกระดาษบรรจุภัณฑ์ไปยังภูมิภาคใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม EBITDA margin ลดลงเหลือ 13% จากผลกระทบต้นทุนที่สูงขึ้นและการจำกัดการทำงานของแรงงานในเวียดนาม
* **สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FC):** รายได้ Q3/64 เติบโต 50% YoY เป็น 5,315 ล้านบาท จากการขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหารและการเพิ่มขึ้นของราคาเยื่อเคมีละลายได้ EBITDA margin อยู่ที่ 18% แต่กำไรสุทธิลดลง 44% QoQ จากความต้องการกระดาษพิมพ์เขียนที่ลดลงและ Utilization rate ที่ลดลงของบรรจุภัณฑ์อาหารในเวียดนาม
* **การบริหารจัดการวัตถุดิบ:** บริษัทมีการกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัตถุดิบจากหลายแหล่งทั่วโลก รวมถึงการเพิ่มเครือข่ายจุดรับกระดาษรีไซเคิลภายในประเทศ เพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอต่อการใช้งานและคงกำลังการผลิตไว้ได้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 สินทรัพย์รวมของ SCGP อยู่ที่ 202,183 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากสิ้นปี 2563 โดยส่วนใหญ่มาจากการควบรวมกิจการ หนี้สินรวมอยู่ที่ 81,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากสิ้นปี 2563 ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 120,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากสิ้นปี 2563
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจาก 1.2 เท่า ในปีก่อนเป็น 0.7 เท่า ในไตรมาสนี้ และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงจาก 3.0 เท่า เป็น 1.6 เท่า
ในงวดเก้าเดือนแรกปี 2564 มีกระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุนจำนวน 26,130 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการซื้อกิจการและการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น
## สรุปท้าย
SCGP ในไตรมาส 3 ปี 2564 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเติบโตของรายได้จากการควบรวมกิจการและการฟื้นตัวของอุปสงค์ในบางตลาด แม้จะเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร การลงทุนในโครงการขยายกำลังการผลิตและการเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านต้นทุนและภาวะเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SCGP ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
31,709.02
ล้านบาท
↑ 1% YoY
กำไรขั้นต้น
5,248.89
ล้านบาท
↑ 22.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
16.55
%
กำไรสุทธิ
1,206.60
ล้านบาท
↓ 2232.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.81
%
D/E Ratio
0.96
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
31,709
↑ + 1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
5,249
↑ + 22.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,207
↓ -2232.6%
YoY
D/E Ratio
0.96
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SCGP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.96
ROE (%)
5.39
ROA (%)
4.57
Book Value/หุ้น
18.14
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SCGP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-6,970
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+3,743
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SCGP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-6,970.08
+111.16%
|
-3,300.78
-66.33%
|
-9,802.64
+125.87%
|
-4,339.86
+36.37%
|
-3,182.35
-54.56%
|
-7,002.85
-143.73%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
3,743.13
-133.93%
|
-11,032.70
-183.07%
|
13,281.87
-158.75%
|
-22,607.15
-171.19%
|
31,757.56
-6,598.77%
|
-488.67
-98.47%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
6,270.34
-253.34%
|
-4,089.14
-145.37%
|
9,012.57
-61.06%
|
23,145.52
+334.93%
|
5,321.68
-81.42%
|
28,642.55
+56.89%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
4,177.25
-122.67%
|
-18,422.61
-247.48%
|
12,491.80
-428.60%
|
-3,801.49
-111.21%
|
33,896.88
+60.26%
|
21,151.03
+788.40%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
9,849.02
+719.17%
|
1,202.32
-87.94%
|
9,965.93
+36.33%
|
7,310.31
-76.61%
|
31,255.70
+611.35%
|
4,393.85
+109.70%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
6,463.62
+1,393.93%
|
432.66
-95.62%
|
9,888.59
-0.78%
|
9,965.93
+36.33%
|
7,310.31
-76.61%
|
31,255.70
+611.35%
|