บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน)
SET · พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
23.50
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=24585 out_tok=3004 at=2026-07-25T07:58:18 -->
# MBK Q2/2566 กำไรสุทธิพุ่ง 1,897% รับส่วนแบ่งเงินลงทุน-รายได้อื่นโต
## ส่วนแบ่งเงินลงทุน TCAP หนุนกำไร MBK Q2/2566 โตแรง ขณะที่รายได้รวมเพิ่ม 23%
บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 722 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 2,229% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 31 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงรายได้อื่นที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานรวมเติบโต 23%
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ MBK ในไตรมาส 2 ปี 2566 พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด คือ **การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนในบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) (TCAP) มาเป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วม ส่งผลให้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจำนวนมาก นอกจากนี้ **รายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น** จากเงินปันผลจากการลงทุนในหุ้น TCAP ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนกำไร
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น:** ปัจจัยหลักมาจากการที่ MBK ได้เปลี่ยนสถานะเงินลงทุนในหุ้น TCAP จาก "เงินลงทุนในตราสารทุนที่วัดมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น" มาเป็น "เงินลงทุนในบริษัทร่วม" ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2566 ทำให้เริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก TCAP ได้ ซึ่งในไตรมาส 2/2566 รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก TCAP เป็นจำนวน 278 ล้านบาท นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ประกอบธุรกิจศูนย์การค้าก็ปรับตัวดีขึ้น 25 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายลง
* **รายได้อื่นเพิ่มขึ้น:** การลงทุนในหุ้น TCAP ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ MBK รับรู้รายได้เงินปันผลเพิ่มขึ้น 145 ล้านบาทในไตรมาส 2/2566
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก TCAP เป็นหลัก** การเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนใน TCAP เป็นบริษัทร่วมจะส่งผลให้ MBK รับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้อย่างต่อเนื่องในงวดบัญชีถัดไป อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของ TCAP เอง ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น การฟื้นตัวของธุรกิจศูนย์การค้าและโรงแรมจากการคลี่คลายของสถานการณ์ COVID-19 มีแนวโน้มจะส่งผลดีต่อเนื่อง แต่การเปลี่ยนแปลงของรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอาจเป็นปัจจัยกดดันบางส่วน
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นพุ่งสูงถึง 722 ล้านบาท** เพิ่มขึ้น 2,229% YoY จาก 31 ล้านบาท
* **รายได้จากการดำเนินงานรวม 2,384 ล้านบาท** เพิ่มขึ้น 23% YoY จาก 1,946 ล้านบาท
* **กำไรจากการดำเนินงานพลิกจากขาดทุน 67 ล้านบาท เป็นกำไร 257 ล้านบาท**
* **ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าเพิ่มขึ้น 500%** เป็น 366 ล้านบาท
* **รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 67%** เป็น 441 ล้านบาท
* **ธุรกิจศูนย์การค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น 69%** จากการคลี่คลายของ COVID-19 และการปรับปรุงศูนย์การค้า
* **ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น 54%** จากการเปิดประเทศและการส่งเสริมการท่องเที่ยว
* **ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีรายได้ลดลง 29%** เนื่องจากยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านที่ต่ำกว่าปีก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
MBK รายงานผลประกอบการสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 มีรายได้จากการดำเนินงาน 2,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 722 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 2,229% YoY จาก 31 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการพลิกจากขาดทุนจากการดำเนินงานมาเป็นกำไร และการเพิ่มขึ้นอย่างมากของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า รวมถึงรายได้อื่น
สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 รายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,759 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% YoY และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 895 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,062% YoY จาก 77 ล้านบาท
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการ:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุม COVID-19 และการเปิดประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจศูนย์การค้า มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
* **การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก TCAP:** การเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนใน TCAP มาเป็นบริษัทร่วม จะส่งผลให้ MBK รับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
* **การปรับปรุงศูนย์การค้า:** การปรับปรุง MBK Center และ Paradise Park จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น
* **การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่:** MBK มีแผนจะขึ้นโครงการที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ และศึกษาพัฒนาโครงการบนที่ดินรอการพัฒนา ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตในอนาคต
* **การขยายธุรกิจประมูล:** การขยายสาขาประมูลรถยนต์ไปยังต่างจังหวัด ช่วยเพิ่มจำนวนรถเข้าประมูลและรายได้
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว:** ปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และสงครามรัสเซีย-ยูเครน อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **การแข่งขันในธุรกิจศูนย์การค้า:** การปรับปรุงศูนย์การค้าเพื่อเพิ่มความหลากหลายของร้านค้าและสินค้า อาจเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง
* **ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ย:** การกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์โดย สคบ. อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจการเงิน
* **ความไม่แน่นอนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์:** การชะลอการเปิดโครงการใหม่ และการรอการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในระยะสั้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ผลการดำเนินงานของ TCAP:** จะส่งผลโดยตรงต่อส่วนแบ่งกำไรที่ MBK จะรับรู้
* **ความคืบหน้าการปรับปรุงศูนย์การค้า:** โดยเฉพาะ Paradise Park ที่จะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2566
* **ยอดขายและยอดโอนของโครงการอสังหาริมทรัพย์:** โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยที่มียอดขายรอการรับรู้ (Backlog)
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน:** ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น
* **การดำเนินธุรกิจใหม่ในปีนี้:** ของธุรกิจการเงิน เพื่อสร้างโอกาสและรายได้ที่เพิ่มขึ้น
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
**รายได้จากการดำเนินงาน:**
* **ธุรกิจศูนย์การค้า:** รายได้เพิ่มขึ้น 69% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 651 ล้านบาท จาก 385 ล้านบาท YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการคลี่คลายของ COVID-19 การยกเลิกการให้ส่วนลดค่าเช่า และการปรับปรุงศูนย์การค้า MBK Center รวมถึงการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
* **ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว:** รายได้เพิ่มขึ้น 54% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 274 ล้านบาท จาก 178 ล้านบาท YoY จากการเปิดประเทศ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และโปรโมชั่นที่พัก
* **ธุรกิจกอล์ฟ:** รายได้เพิ่มขึ้น 16% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 111 ล้านบาท จาก 96 ล้านบาท YoY จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจัดโปรโมชั่น
* **ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์:** รายได้ลดลง 29% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 89 ล้านบาท จาก 125 ล้านบาท YoY เนื่องจากยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านที่ต่ำกว่าปีก่อน อย่างไรก็ตาม มี Backlog รอรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังจำนวน 1,000 ล้านบาท
* **ธุรกิจอาหาร:** รายได้ลดลงเล็กน้อย 1% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 403 ล้านบาท จาก 404 ล้านบาท YoY โดยธุรกิจศูนย์อาหารมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจขายข้าวลดลง
* **ธุรกิจการเงิน:** รายได้เพิ่มขึ้น 7% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 667 ล้านบาท จาก 622 ล้านบาท YoY จากการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น แต่ธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มีรายได้ลดลง 17% จากผลกระทบเพดานดอกเบี้ย
**กำไร(ขาดทุน)จากการดำเนินงาน:**
* **ธุรกิจศูนย์การค้า:** พลิกจากขาดทุน 252 ล้านบาท เป็นกำไร 49 ล้านบาท YoY
* **ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว:** พลิกจากขาดทุน 26 ล้านบาท เป็นกำไร 34 ล้านบาท YoY
* **ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์:** กำไรลดลง 78% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 4 ล้านบาท จาก 18 ล้านบาท YoY
* **ธุรกิจการเงิน:** กำไรเพิ่มขึ้น 33% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 205 ล้านบาท จาก 154 ล้านบาท YoY
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
**ฐานะการเงิน:** ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 56,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากสิ้นปี 2565 โดยมีหนี้สินรวม 34,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% และส่วนของผู้ถือหุ้น 22,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%
* **เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้:** ลดลง 4% เป็น 14,047 ล้านบาท โดยพอร์ตเช่าซื้อรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น แต่พอร์ตเงินให้กู้ยืมโดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกันลดลงจากการชำระคืนของลูกหนี้รายใหญ่
* **เงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า:** เพิ่มขึ้น 174% เป็น 14,846 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการโอนสถานะเงินลงทุนใน TCAP เป็นบริษัทร่วม
* **หนี้สิน:** เงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้น 177% เป็น 2,601 ล้านบาท เพื่อสำรองสภาพคล่อง หุ้นกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้น 11% เป็น 15,771 ล้านบาท เพื่อชำระคืนหุ้นกู้เดิมและลงทุนในโครงการ
**กระแสเงินสด:** สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 2,227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% YoY
* **กิจกรรมลงทุน:** กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุนลดลง 776% เป็น 2,198 ล้านบาท เนื่องจากมีการจ่ายเงินลงทุนในหุ้น TCAP ลดลง
* **กิจกรรมจัดหาเงิน:** กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงินเพิ่มขึ้น 168% เป็น 346 ล้านบาท จากการรับเงินกู้ยืมระยะสั้นและออกหุ้นกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้น
## สรุปท้าย
MBK ในไตรมาส 2 ปี 2566 โชว์ผลประกอบการที่โดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 2,229% YoY เป็นผลจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจำนวนมากจากการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนใน TCAP เป็นบริษัทร่วม และการฟื้นตัวของธุรกิจหลักอย่างศูนย์การค้าและโรงแรม ขณะที่รายได้รวมเติบโต 23% อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลการดำเนินงานของ TCAP ที่จะส่งผลต่อส่วนแบ่งกำไรในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MBK ไตรมาส 2/2566
รายได้รวม
3,181.97
ล้านบาท
↑ 4% YoY
กำไรขั้นต้น
1,748.49
ล้านบาท
↑ 8.3% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
54.95
%
กำไรสุทธิ
1,107.51
ล้านบาท
↑ 92.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
34.81
%
D/E Ratio
1.36
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
3,182
↑ + 4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,748
↑ + 8.3%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,108
↑ + 92.9%
YoY
D/E Ratio
1.36
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — MBK
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.36
ROE (%)
16.88
ROA (%)
8.57
Book Value/หุ้น
14.89
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MBK
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-1,012
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+159
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MBK
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-1,011.91
-67.99%
|
-3,160.81
-4.24%
|
-3,300.69
+69.99%
|
-1,941.74
-399.73%
|
647.83
-52.17%
|
1,354.36
+217.51%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
159.03
-93.81%
|
2,568.89
-16.47%
|
3,075.52
-356.60%
|
-1,198.57
-1,594.29%
|
80.21
-96.06%
|
2,037.99
+484.57%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
2,021.22
+11.07%
|
1,819.83
-611.98%
|
-355.45
-54.96%
|
-789.22
+273.44%
|
-211.34
+168.16%
|
-78.81
-84.05%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
1,109.13
+20.59%
|
919.78
-198.09%
|
-937.65
-77.89%
|
-4,240.81
-2,277.23%
|
194.78
-93.63%
|
3,055.51
+986.40%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
1,281.66
+38.41%
|
926.01
-27.03%
|
1,269.00
-71.48%
|
4,448.80
+15.80%
|
3,841.66
+388.66%
|
786.16
+16.44%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
1,164.37
-9.15%
|
1,281.66
+38.41%
|
926.01
-27.03%
|
1,269.00
-71.48%
|
4,448.80
+15.80%
|
3,841.66
+388.66%
|