บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · ธนาคาร
1.25
+0.02 (+1.63%)
สรุปสั้น
กำไรที่ปรับตัวลดลง เกิดจากช่วง Q4/64 ขาดทุนสุทธิจํานวน 373.0 ล้านบาท เป็นผลจากการลดลงของรายได้เงินปันผลร้อยละ 58.0 และการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิต ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นร้อยละ 85.9 แต่ ลดลงร้อยละ 282.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2563
ซึ่งเมื่อ CTBC เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เมื่อเดือนกันยายน 2564 ทําให้บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) เป็นบริษัทย่อย ของ CTBC ซึ่ง CTBC เห็นว่าสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนายังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงมีความเห็น ให้ธนาคารตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นจากจํานวน 1,738.0 ล้านบาท ในงวด 9 เดือน ของปี 2564 เป็น 3,283.8 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 เพื่อสร้างความมั่นใจในการดําเนินกลยุทธ์ในปี 2565 ซึ่งธนาคารจะเร่งขยายธุรกิจและขยายสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้น
โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ มีจํานวน 1,435.6 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 โดยเป็นการลดลงของรายได้ดอกเบี้ย และเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.3 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 โดยรายได้ดอกเบี้ย มีจํานวน 1,985.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 และ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย มีจํานวน 549.6 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2563
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=20734 out_tok=3061 at=2026-07-25T20:45:17 -->
# LHFG กำไรสุทธิ Q2/2565 ลดลง 51.1% YoY รับผลกระทบกำไรเงินลงทุนหดตัว
## รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเติบโต 18.2% YoY หนุนผลดำเนินงาน แต่ถูกกดดันจากสำรองฯ ที่เพิ่มขึ้น
บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 233.3 ล้านบาท ลดลง 54.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 51.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเติบโตได้ดี แต่ถูกหักล้างด้วยการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ LHFG ในไตรมาส 2 ปี 2565 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน มาจากการลดลงของ **กำไรจากเงินลงทุน** และ **กำไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน** ซึ่งหดตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ **ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น** เพิ่มขึ้นถึง 66.8% YoY ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **กำไรจากเงินลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน:** เอกสารไม่ได้ระบุสาเหตุที่ชัดเจนของการลดลงของกำไรจากเงินลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน แต่โดยทั่วไปมักเกี่ยวข้องกับความผันผวนของตลาดทุนและสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อมูลค่าการลงทุน
* **ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น:** การเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) เป็นไปตามหลักความระมัดระวังของฝ่ายบริหาร โดยตั้งสำรองเพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อ และเตรียมพร้อมรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกค้า รวมถึงผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
* **กำไรจากเงินลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน:** มีแนวโน้มที่จะ **ยังไม่ชัด ต้องติดตาม** เนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดทุนและความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก
* **ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น:** มีโอกาส **มีแนวโน้มต่อเนื่อง** เนื่องจากฝ่ายจัดการยังคงเน้นการตั้งสำรองตามหลักความระมัดระวังเพื่อรองรับการเติบโตของสินเชื่อและผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่อาจเกิดขึ้น
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ:** 233.3 ล้านบาท ลดลง 51.1% YoY และ 54.4% QoQ
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ:** เติบโต 18.2% YoY เป็น 1,503.8 ล้านบาท จากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 10.4% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง 6.1%
* **รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ:** ลดลง 8.9% YoY เป็น 389.1 ล้านบาท
* **ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น:** เพิ่มขึ้น 48.1% YoY เป็น 1,329.9 ล้านบาท
* **สินเชื่อรวม:** เติบโต 7.5% YTD เป็น 184,712.0 ล้านบาท โดยสินเชื่อกลุ่มลูกค้าไต้หวันเติบโตสูงถึง 49.8% YTD
* **NPL Ratio:** ลดลงจาก 2.77% ณ สิ้นปี 2564 เป็น 2.57% ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2565
* **Coverage Ratio:** อยู่ในระดับสูงที่ 196%
## ภาพรวมผลประกอบการ
ผลการดำเนินงานของ LHFG ในไตรมาส 2 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 233.3 ล้านบาท ลดลง 51.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2564 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 477.5 ล้านบาท และลดลง 54.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิ 511.7 ล้านบาท การลดลงของกำไรสุทธิเป็นผลมาจากการลดลงของกำไรจากเงินลงทุนและกำไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2565 บริษัทมีกำไรสุทธิ 745.0 ล้านบาท ลดลง 28.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของกำไรจากเงินลงทุน รายได้เงินปันผล รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ และการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
## โอกาส
* **การเติบโตของสินเชื่อ:** สินเชื่อรวมเติบโต 7.5% YTD โดยเฉพาะสินเชื่อกลุ่มลูกค้าไต้หวันเติบโตสูงถึง 49.8% YTD จากการสนับสนุนของ CTBC Bank
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัล:** ผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น เงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัล โปรฟิต มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 121.8% YoY
* **การปรับภาพลักษณ์สาขา:** การปรับสาขาเป็น Advisory Branch และพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อเป็นที่ปรึกษามืออาชีพ
* **เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว:** การคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2565 ที่ 3.3% จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและการท่องเที่ยว
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของตลาดทุน:** ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อกำไรจากเงินลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน
* **การสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกค้า:** อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์หากลูกค้าไม่สามารถปรับตัวได้
* **แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อ:** ค่าครองชีพที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
* **การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก:** เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2565
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก และแนวโน้มของธนาคารแห่งประเทศไทย
* **คุณภาพสินทรัพย์:** การติดตาม NPL Ratio และ Coverage Ratio อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกค้า
* **การเติบโตของสินเชื่อ:** โดยเฉพาะสินเชื่อกลุ่มลูกค้าไต้หวัน และสินเชื่อรายย่อยที่เติบโตสูง
* **รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย:** การฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ และกำไรจากเงินลงทุน
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
**ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน):**
* **กำไรสุทธิ:** ลดลง 69.7% QoQ และ 69.5% YoY เป็น 100.2 ล้านบาท
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ:** เพิ่มขึ้น 16.3% YoY เป็น 1,518.5 ล้านบาท
* **NIM:** งวด 6 เดือน เพิ่มขึ้นจาก 2.21% เป็น 2.41%
* **รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิ:** ลดลง 30.4% YoY เป็น 333.5 ล้านบาท (6 เดือน)
* **ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น:** เพิ่มขึ้น 46.7% YoY เป็น 1,330.0 ล้านบาท (6 เดือน)
* **NPL Ratio:** อยู่ที่ 2.40% (รวมรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน)
* **Coverage Ratio:** อยู่ที่ 196.1%
* **สินเชื่อ:** เติบโต 10.0% YTD เป็น 187,171.6 ล้านบาท โดยสินเชื่อรายย่อยเติบโตสูงถึง 18.5% YTD
**บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน):**
* **กำไรสุทธิ:** เพิ่มขึ้น 16.3% YoY เป็น 60.8 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565
* **รายได้รวม:** ลดลง 3.5% YoY เป็น 146.4 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565
* **รายได้ค่านายหน้า:** ลดลง 26.6% YoY เป็น 42.5 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565
* **รายได้ที่นอกเหนือจากค่านายหน้า:** เพิ่มขึ้น 10.8% YoY เป็น 103.9 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565
* **ค่าใช้จ่ายรวม:** ลดลง 4.8% YoY เป็น 75.7 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565
* **ภาวะตลาด:** ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 7.5% ในไตรมาส 2/2565 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 19%
**บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด:**
* **กำไรสุทธิ:** ลดลง 10.7% YoY เป็น 24.2 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565
* **รายได้รวม:** ลดลง 18.3% YoY เป็น 112.7 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565
* **รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ:** ลดลง 18.6% YoY เป็น 109.4 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565
* **มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร:** 57,689.1 ล้านบาท ลดลง 3.4% YTD
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
**ภาพรวมกลุ่ม LHFG:**
* **สินทรัพย์รวม:** 274,297.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% YTD
* **เงินให้สินเชื่อสุทธิ:** 184,712.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% YTD
* **เงินรับฝาก:** 198,712.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% YTD
* **หนี้สินรวม:** 237,712.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% YTD
* **ส่วนของเจ้าของ:** 36,585.3 ล้านบาท ลดลง 4.2% YTD
**ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์:**
* **สินทรัพย์รวม:** 267,546.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% YTD
* **เงินให้สินเชื่อสุทธิ:** 187,171.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.0% YTD
* **เงินรับฝาก:** 198,723.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% YTD
* **หนี้สินรวม:** 233,161.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% YTD
* **ส่วนของเจ้าของ:** 34,384.7 ล้านบาท ลดลง 2.0% YTD
* **อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR):** 16.352% ลดลงจาก 18.357% ณ สิ้นปี 2564 แต่ยังสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธปท.
## สรุปท้าย
LHFG ในไตรมาส 2 ปี 2565 เผชิญแรงกดดันจากกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลงและการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเติบโตได้ดีจากการขยายตัวของสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อกลุ่มลูกค้าไต้หวัน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัลจะเป็นปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว แต่ความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลกและอัตราเงินเฟ้อยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารจัดการต้นทุนในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ LHFG ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
2,199.83
ล้านบาท
↑ 7% YoY
กำไรขั้นต้น
8,079.31
ล้านบาท
↑ 4.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
367.27
%
กำไรสุทธิ
714.47
ล้านบาท
↑ 23.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
32.48
%
D/E Ratio
8.34
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,200
↑ + 7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
8,079
↑ + 4.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
714
↑ + 23.9%
YoY
D/E Ratio
8.34
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — LHFG
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
8.34
ROE (%)
7.09
ROA (%)
2.74
Book Value/หุ้น
1.98
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — LHFG
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-1,962
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+2,413
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — LHFG
| รายการ | 2569 | 2567 | 2566 | 2564 |
|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — | — |
-1,962.19
|
1,632.03
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — | — |
2,412.54
|
3,811.32
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — | — |
-463.91
|
-5,526.98
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — | — |
-13.56
|
-83.63
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — | — |
705.07
-1.79%
|
801.52
-51.00%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — | — |
691.51
-1.92%
|
717.88
-10.43%
|