บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · ธนาคาร
1.14
+0.01 (+0.88%)
สรุปสั้น
กำไรที่ปรับตัวลดลง เกิดจากช่วง Q4/64 ขาดทุนสุทธิจํานวน 373.0 ล้านบาท เป็นผลจากการลดลงของรายได้เงินปันผลร้อยละ 58.0 และการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิต ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นร้อยละ 85.9 แต่ ลดลงร้อยละ 282.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2563
ซึ่งเมื่อ CTBC เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เมื่อเดือนกันยายน 2564 ทําให้บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) เป็นบริษัทย่อย ของ CTBC ซึ่ง CTBC เห็นว่าสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนายังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงมีความเห็น ให้ธนาคารตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นจากจํานวน 1,738.0 ล้านบาท ในงวด 9 เดือน ของปี 2564 เป็น 3,283.8 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 เพื่อสร้างความมั่นใจในการดําเนินกลยุทธ์ในปี 2565 ซึ่งธนาคารจะเร่งขยายธุรกิจและขยายสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้น
โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ มีจํานวน 1,435.6 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 โดยเป็นการลดลงของรายได้ดอกเบี้ย และเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.3 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 โดยรายได้ดอกเบี้ย มีจํานวน 1,985.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 และ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย มีจํานวน 549.6 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2563
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
## สรุปผลประกอบการ หุ้น LHFG ไตรมาส 4 ปี 2568
**สรุปสั้น:**
บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (LHFG) มีกำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 จำนวน 840.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ลดลง 9.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีเดียวกัน สำหรับปี 2568 ทั้งปี บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,885.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.0% จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน (หน้า 5)
**เศรษฐกิจ:**
เศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.0 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (หน้า 4) อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวยังคงชะลอตัว และเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของอัตราภาษีนําเข้าของสหรัฐฯ, การไหลเข้าของสินค้าจีนและสหรัฐฯ, ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์, การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และมาตรการที่เกี่ยวข้องของประเทศคู่ค้า (หน้า 4)
**การเปลี่ยนแปลงของกำไร:**
กำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 เนื่องจากการลดลงของกำไรจากเงินลงทุนและรายได้เงินปันผล แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ของปีก่อนหน้า เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (หน้า 5) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (หน้า 5) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับทั้งไตรมาสก่อนหน้าและไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (หน้า 6)
**สินเชื่อและสัดส่วน:**
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 สินทรัพย์รวมของ LHFG มีจำนวน 398,811.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.0% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 โดยมีสินเชื่อสุทธิเป็นสินทรัพย์หลักคิดเป็น 68.9% ของสินทรัพย์รวม (หน้า 8) เงินให้สินเชื่อรวมของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย มีจำนวน 333,467.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.2% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 (หน้า 14) สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เติบโต 22.9% ในขณะที่สินเชื่อ SME ลดลง 1.4% และสินเชื่อรายย่อยเติบโต 22.0% (หน้า 14) อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ของ LH Bank อยู่ที่ 2.44% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.34% ณ สิ้นปี 2567 (หน้า 16)
**ปัจจัยความเสี่ยงและโอกาสการลงทุน:**
ปัจจัยที่อาจมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในอนาคต ได้แก่ ปัจจัยหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงิน, มาตรการให้ AMC ซื้อหนี้จากภาคการธนาคาร, มาตรการกีดกันทางการค้า, การไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจากจีนและสหรัฐฯ, ความเปราะบางของเศรษฐกิจจีน, ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, และการเข้าสู่ตลาดของ Virtual Bank (หน้า 10) นอกจากนี้ การดำเนินงานด้าน ESG ยังมีบทบาทต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว (หน้า 10) โอกาสในการลงทุน ได้แก่ การสนับสนุนสินเชื่อแก่ SME ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย, การร่วมมือกับหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม, การขยายฐานลูกค้ารายย่อย, และการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า (หน้า 9)
**สรุปสั้นท้ายสุด:**
ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อรายได้และกำไรของ LHFG ในปี 2568 คือ การเพิ่มขึ้นของกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและการเติบโตของสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อรายย่อย อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง บริษัทได้มีการจัดการความเสี่ยงผ่านการออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ และการให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้าน ESG (หน้า 9) LHFG ยังคงมีความแข็งแกร่งในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ และมีโอกาสในการเติบโตในอนาคตจากการขยายฐานลูกค้าและการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของตลาด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ LHFG ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
2,199.83
ล้านบาท
↑ 7% YoY
กำไรขั้นต้น
8,079.31
ล้านบาท
↑ 4.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
367.27
%
กำไรสุทธิ
714.47
ล้านบาท
↑ 23.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
32.48
%
D/E Ratio
8.34
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,200
↑ + 7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
8,079
↑ + 4.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
714
↑ + 23.9%
YoY
D/E Ratio
8.34
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — LHFG
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
8.34
ROE (%)
7.09
ROA (%)
2.74
Book Value/หุ้น
1.98
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — LHFG
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-1,962
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+2,413
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — LHFG
| รายการ | 2569 | 2567 | 2566 | 2564 |
|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — | — |
-1,962.19
|
1,632.03
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — | — |
2,412.54
|
3,811.32
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — | — |
-463.91
|
-5,526.98
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — | — |
-13.56
|
-83.63
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — | — |
705.07
-1.79%
|
801.52
-51.00%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — | — |
691.51
-1.92%
|
717.88
-10.43%
|