บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
51.75
0.50 (0.96%)
สรุปสั้น
กำไรที่ลดลงโดยหลักเกิดจากกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ลดลง จากราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทําให้ margin จากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมลดลง โดยมีปริมาณการจําหน่ายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมคงที่ ปริมาณการ จําหน่ายไอน้ําให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ปริมาณการจําหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. ลดลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ผลการดําเนินงานในส่วนของโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) เพิ่มขึ้นจากรายได้ค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) ตามปริมาณการจําหน่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแผนการเรียกรับไฟฟ้าของ กฟผ. และการจัดการการผลิตโดยใช้เชื้อเพลิงน้ํามันดีเซลแทนก๊าซธรรมชาติ ทําให้ margin จากการ ขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับในไตรมาส 1 ปี 2565
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=32906 out_tok=3152 at=2026-07-25T15:58:47 -->
# GPSC กำไรสุทธิ Q3/66 พุ่ง 441% รับแรงหนุนจากโรงไฟฟ้า SPP และ IPP ฟื้นตัว
## รายได้และกำไรโตโดดเด่นจากปัจจัยราคาพลังงานลดลงและค่า Ft สะท้อนต้นทุนได้ดีขึ้น ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำชะลอตัว
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 1,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 441% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่มีมาร์จินสูงขึ้นจากการสะท้อนต้นทุนพลังงานได้ดีขึ้น และโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) ที่มีค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้าดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง โดยเฉพาะจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (XPCL) ที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำที่ลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ GPSC ในไตรมาส 3 ปี 2566 ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 441% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจาก **การฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของผลการดำเนินงานในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP)** ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มมาร์จินจากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมได้ดีขึ้น ประกอบกับการ **ปรับตัวดีขึ้นของผลการดำเนินงานในส่วนของโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP)** จากค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า (Availability Payment) ที่สูงขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **โรงไฟฟ้า SPP:** ปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรของ SPP เพิ่มขึ้นคือ **ค่า Ft (ค่าไฟฟ้าผันแปร) ที่สามารถสะท้อนต้นทุนราคาพลังงานได้ดีขึ้น** ทำให้ส่วนต่างกำไร (margin) จากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ **ราคาต้นทุนพลังงาน ทั้งก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ปรับตัวลดลง** จากไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าปริมาณการขายไอน้ำรวมให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมจะลดลงบ้างจากการหยุดซ่อมบำรุงของลูกค้า
* **โรงไฟฟ้า IPP:** ผลการดำเนินงานของ IPP ปรับตัวดีขึ้นจากการ **ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า (Availability Payment) โดยรวมที่ปรับตัวดีขึ้น** ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต (Optimization) โดยผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำเป็นลำดับแรก (merit order) เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุด
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่องในระดับหนึ่ง แต่ต้องติดตามปัจจัยภายนอก**
* **ปัจจัยบวกที่คาดว่าจะต่อเนื่อง:** การบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงและการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด (Synergy) จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงานที่ดีของโรงไฟฟ้า SPP และ IPP
* **ปัจจัยที่ต้องติดตาม:**
* **ราคาพลังงานในตลาดโลก:** การลดลงของราคาพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนมาร์จิน หากราคายังคงอยู่ในระดับต่ำหรือลดลงต่อเนื่อง จะเป็นผลดีต่อบริษัทฯ
* **ปริมาณน้ำ:** สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำอย่าง XPCL ปริมาณน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อส่วนแบ่งกำไร ซึ่งมีความผันผวนตามฤดูกาลและสภาพอากาศ
* **นโยบายภาครัฐ:** การปรับลดค่า Ft ที่ประกาศโดย กกพ. สำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 จาก 0.9119 บาทต่อหน่วย เป็น 0.2048 บาทต่อหน่วย อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในส่วนของค่า Ft แต่ฝ่ายจัดการระบุว่าผลกระทบมีจำกัด เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงของบริษัทฯ ก็ปรับลดลงเช่นกัน
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่พุ่ง 441% YoY** แตะ 1,790 ล้านบาท
* **กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 96% YoY** เป็น 6,033 ล้านบาท โดยหลักจากโรงไฟฟ้า SPP และ IPP
* **โรงไฟฟ้า SPP มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 196% YoY** จากมาร์จินขายไฟฟ้าที่สูงขึ้นและต้นทุนพลังงานลดลง
* **โรงไฟฟ้า IPP มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10% YoY** จากค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้าที่สูงขึ้น
* **ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 27% YoY** โดยหลักจาก XPCL ที่ปริมาณน้ำลดลง
* **รายได้จากการดำเนินงานรวมลดลง 19% YoY** เป็น 72,005 ล้านบาท (สำหรับ 9 เดือนแรก) แต่ต้นทุนขายลดลงถึง 28%
* **EBITDA เพิ่มขึ้น 55% YoY** เป็น 13,610 ล้านบาท (สำหรับ 9 เดือนแรก)
* **ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 28% YoY** เป็น 3,943 ล้านบาท (สำหรับ 9 เดือนแรก) จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2566 GPSC มีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 1,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 441% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 479% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึง 196% YoY และโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) ที่มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10% YoY อย่างไรก็ตาม รายได้จากการดำเนินงานรวมสำหรับ 9 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 72,005 ล้านบาท ลดลง 19% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของรายได้ในกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP เป็นหลัก แต่ต้นทุนขายที่ลดลงมากกว่า ทำให้กำไรขั้นต้นโดยรวมสำหรับ 9 เดือนแรกปี 2566 เพิ่มขึ้นถึง 54% YoY
## โอกาส
* **การบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิง:** การที่ราคาพลังงานในตลาดโลก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวลดลง เป็นโอกาสสำคัญในการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ
* **การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต:** การดำเนินมาตรการ Synergy และ Optimization ในการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำก่อน (merit order) จะช่วยเพิ่มมาร์จินอย่างต่อเนื่อง
* **การขยายธุรกิจสู่พลังงานหมุนเวียน:** การลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เช่น โครงการ AEPL ในอินเดีย และโครงการ CFXD ในไต้หวัน จะเป็นแหล่งรายได้และกำไรในอนาคต
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ:** การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2567 ที่จะเร่งตัวขึ้น จะส่งผลดีต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำจากภาคอุตสาหกรรม
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาพลังงาน:** แม้ว่าราคาพลังงานจะลดลงในปัจจุบัน แต่ความผันผวนของราคาในตลาดโลกยังคงเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
* **ปริมาณน้ำสำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ:** สภาพอากาศที่แปรปรวนและปรากฏการณ์เอลนีโญ อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เช่น XPCL
* **การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ:** การปรับเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงาน ค่า Ft หรือกฎระเบียบต่างๆ อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และผลกำไรของบริษัทฯ
* **ต้นทุนทางการเงิน:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. อาจส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น แม้ว่าปัจจุบันบริษัทฯ จะมีสัดส่วนเงินกู้ยืมอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในระดับต่ำ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ, ถ่านหิน):** เพื่อประเมินมาร์จินของโรงไฟฟ้า SPP และ IPP
* **ปริมาณน้ำที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำ:** ผลกระทบจากฤดูกาลและสภาพอากาศต่อส่วนแบ่งกำไรจาก XPCL
* **ความคืบหน้าโครงการลงทุนใหม่:** โดยเฉพาะโครงการพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ เช่น AEPL และ CFXD
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน:** ท่ามกลางทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
* **ผลกระทบจากการปรับลดค่า Ft:** ต่อรายได้ของบริษัทฯ ในช่วงปลายปี 2566 และต้นปี 2567
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
**โรงไฟฟ้า SPP:** มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น 196% YoY เป็น 4,146 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากมาร์จินที่สูงขึ้นจากการสะท้อนต้นทุนพลังงานผ่านค่า Ft ได้ดีขึ้น ประกอบกับราคาต้นทุนพลังงานที่ลดลง ปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าปริมาณการขายไอน้ำจะลดลงก็ตาม การกลับมาเดินเครื่องตามปกติของโรงไฟฟ้าโกลว์พลังงานระยะที่ 5 หลังการซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาส 2/2566 ก็เป็นปัจจัยบวก
**โรงไฟฟ้า IPP:** มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10% YoY เป็น 1,826 ล้านบาท โดยหลักมาจากค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า (AP) ที่สูงขึ้นจากการหยุดซ่อมบำรุงที่ลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายไฟฟ้า (EP) ลดลงตามแผนการเรียกรับไฟฟ้าของ กฟผ. และ margin จากการใช้น้ำมันดีเซลของโรงไฟฟ้าศรีราชาลดลง
**ต้นทุนเชื้อเพลิง:** ต้นทุนก๊าซธรรมชาติโดยรวมลดลง 34% YoY ในไตรมาส 3/2566 เนื่องจากราคาเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติของ GLOW จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ปริมาณการใช้ของ GPSC ลดลง ทำให้ปริมาณการใช้รวมลดลง 9% YoY ต้นทุนถ่านหินลดลง 37% YoY จากราคาเฉลี่ยที่ลดลง และปริมาณการใช้ที่ลดลง
**ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน:** ลดลง 27% YoY เป็น 496 ล้านบาท โดยหลักมาจากส่วนแบ่งกำไรจาก XPCL ที่ลดลง 244 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณน้ำลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่น้ำมากกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งกำไรจาก AEPL เพิ่มขึ้น 127 ล้านบาทจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 285,646 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1% จากสิ้นปี 2565 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 13% เป็น 12,321 ล้านบาท การลงทุนในบริษัทร่วม AEPL เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 7,280 ล้านบาท หนี้สินรวมลดลง 4% เป็น 166,908 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนลดลง 39% จากการคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและเจ้าหนี้การค้าที่ลดลง ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 3% เป็น 118,738 ล้านบาท จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น
กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 18,681 ล้านบาท สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2566 ใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 13,659 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรและเงินลงทุนในบริษัทร่วม AEPL เป็นหลัก และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 6,959 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการออกหุ้นกู้และการจ่ายคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและยาว
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Total D/E) อยู่ที่ 1.23 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net D/E) อยู่ที่ 0.72 เท่า ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
## สรุปท้าย
GPSC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 441% YoY เป็นผลจากการฟื้นตัวของโรงไฟฟ้า SPP และ IPP ที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่ลดลงและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำจะชะลอตัวลง แต่ภาพรวมยังคงสดใส โอกาสในการเติบโตยังคงมีอยู่จากการบริหารต้นทุนและโครงการลงทุนใหม่ๆ ในพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานและอัตราดอกเบี้ยยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
---
**หมายเหตุ:** ข้อมูลนี้สรุปจากเอกสาร MD&A ของ GPSC สำหรับไตรมาส 3 ปี 2566 โดยเน้นประเด็นสำคัญตามที่ระบุในคำสั่ง และใช้เลนส์การวิเคราะห์ของกลุ่มธุรกิจทรัพยากร/พลังงาน
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ GPSC ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
-44,553.10
ล้านบาท
↓ 294.5% YoY
กำไรขั้นต้น
-5,793.68
ล้านบาท
↓ 311.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
13.00
%
กำไรสุทธิ
-3,159.29
ล้านบาท
↓ 416% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
7.09
%
D/E Ratio
1.25
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
-44,553
↓ -294.5%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-5,794
↓ -311.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-3,159
↓ -416%
YoY
D/E Ratio
1.25
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — GPSC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.25
ROE (%)
6.04
ROA (%)
4.70
Book Value/หุ้น
37.66
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — GPSC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-14,865
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+7,841
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — GPSC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-14,864.65
+32.35%
|
-11,231.22
-30.68%
|
-16,203.10
+22.98%
|
-13,175.61
-4.10%
|
-13,738.48
-165.87%
|
20,856.89
+279.23%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
7,841.40
+55.59%
|
5,039.80
-55.92%
|
11,433.15
-336.71%
|
-4,829.98
+556.37%
|
-735.86
-90.02%
|
-7,370.46
-91.02%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
27,541.54
-169.46%
|
-39,652.20
+981.61%
|
-3,666.03
-167.64%
|
5,419.52
-35.44%
|
8,394.61
-171.09%
|
-11,808.90
-115.16%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
20,518.28
-144.76%
|
-45,843.63
+443.43%
|
-8,435.97
-32.97%
|
-12,586.04
+106.52%
|
-6,094.37
-463.30%
|
1,677.52
+4,907.52%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|