บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
SET · พาณิชย์
48.00
+1.00 (+2.13%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการฟื้นตัวของผลประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ได้รับปัจจัยบวกต่อเนื่องจากการผ่อน คลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19 และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5975 out_tok=2617 at=2026-07-25T12:01:13 -->
CPALL กำไร Q3/2566 โต 20.3% รับแรงหนุนธุรกิจร้านสะดวกซื้อ
ฝ่ายจัดการ CPALL เผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 4,424 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการในธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่แข็งแกร่ง รวมถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ CPALL ในไตรมาส 3 ปี 2566 ให้เติบโตถึง 20.3% มาจาก **การเติบโตที่โดดเด่นของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven** ซึ่งสามารถสร้างรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นถึง 9.6% และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น
กลไกที่ทำให้ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเติบโตอย่างแข็งแกร่งนั้น มาจากหลายปัจจัยประการแรกคือ **ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวันปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.5%** ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงดีต่อเนื่อง ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ **จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ยเพิ่มขึ้น** แม้จะมีสภาพอากาศที่แปรปรวนก็ตาม นอกจากนี้ กลยุทธ์การตลาดที่หลากหลาย เช่น แสตมป์แคมเปญ และการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่สัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย
ในด้านอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin - GPM) ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 27.6% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 27.9% ในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์ด้านสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น และการผลักดันสัดส่วนสินค้าที่มีกำไรขั้นต้นสูงให้เพิ่มขึ้น ทั้งในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าอุปโภค
สำหรับแนวโน้มในอนาคต ฝ่ายจัดการคาดว่า **การเติบโตของธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีโอกาสที่จะต่อเนื่อง** โดยมีแผนขยายสาขาใหม่ในประเทศไทยอีกประมาณ 700 สาขาในปี 2566 และตั้งเป้าขยายอัตรากำไรขั้นต้นให้ได้อย่างต่อเนื่องจากการพัฒนาระบบคัดสรรสินค้าและการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากำไรสูง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และกำไรในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิเติบโต 20.3% YoY:** บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 4,424 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2566 เพิ่มขึ้นจาก 3,677 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้รวมเพิ่มขึ้น 6.0% YoY:** รายได้รวมอยู่ที่ 226,427 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนหลักจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ
* **ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเติบโตโดดเด่น:** รายได้จากการขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 9.6% YoY โดยมี SSSG (Same Store Sales Growth) หรือยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 3.5%
* **อัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจร้านสะดวกซื้อดีขึ้น:** GPM ปรับเพิ่มขึ้นจาก 27.6% เป็น 27.9% จากการบริหารจัดการสินค้า
* **การขยายสาขาต่อเนื่อง:** มีการเปิดร้านสาขาใหม่ 176 สาขาในไตรมาสนี้ ทำให้มีจำนวนสาขารวม 14,391 สาขา ณ สิ้นไตรมาส
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL มีรายได้รวม 226,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ
กำไรขั้นต้นจากการขายและบริการรวมอยู่ที่ 47,966 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 21.8% ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 21.9%
ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารรวมอยู่ที่ 44,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% โดยมีค่าใช้จ่ายกลุ่มต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 7.2% เพื่อสนับสนุนการขยายสาขาและการเติบโตของรายได้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 0.4%
ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ (EBIT) อยู่ที่ 10,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน
บริษัทฯ มีต้นทุนทางการเงินลดลง 288 ล้านบาท จากการออกหุ้นกู้เพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมก่อนกำหนดของ บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า ซึ่งช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในการบริหารค่าใช้จ่ายทางการเงิน
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2566 เท่ากับ 4,424 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 0.48 บาท
สำหรับผลการดำเนินงานงวดเก้าเดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 680,749 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% และมีกำไรสุทธิ 12,985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยว:** เป็นปัจจัยสนับสนุนหลักต่อยอดขายของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ
* **การขยายสาขาต่อเนื่อง:** แผนการเปิดร้านสาขาใหม่ในประเทศไทยประมาณ 700 สาขาในปี 2566 และการขยายสาขาในต่างประเทศ จะช่วยเพิ่มฐานรายได้ในอนาคต
* **กลยุทธ์ O2O และช่องทางออนไลน์:** การเติบโตของ 7-Eleven Delivery และ All Online คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของรายได้จากการขายสินค้ารวม เป็นโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าที่หลากหลาย
* **การพัฒนาสินค้าใหม่และโปรโมชั่น:** การนำเสนอสินค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยม จะช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มอัตรากำไร
* **การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ:** การควบคุมค่าใช้จ่ายและการบริหารจัดการสินค้าอย่างรัดกุม ช่วยรักษาอัตรากำไร
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อ ราคาวัตถุดิบ และราคาพลังงาน:** อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
* **การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีก:** การแข่งขันที่รุนแรงอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดและอัตรากำไร
* **การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค:** ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อาจต้องมีการปรับกลยุทธ์สินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง
* **สภาพอากาศแปรปรวน:** แม้ในไตรมาสนี้จะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางและพฤติกรรมผู้บริโภคในบางช่วงเวลา
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยต่อร้านเดิม (SSSG):** จะยังคงเติบโตต่อเนื่องหรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันและภาวะเศรษฐกิจ
* **การบริหารจัดการต้นทุนค่าสาธารณูปโภคและค่าแรงงาน:** การปรับขึ้นของราคาไฟฟ้าและค่าแรงงานจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนรวมอย่างไร
* **ความคืบหน้าในการขยายสาขาในต่างประเทศ:** โดยเฉพาะในกัมพูชาและลาว
* **ผลกระทบจากปัจจัยมหภาค:** เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **การพัฒนาและผลตอบรับของสินค้าใหม่:** โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven:**
* **จำนวนสาขา:** ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 มี 14,391 สาขา เพิ่มขึ้นสุทธิ 176 สาขาในไตรมาสนี้ โดยแบ่งเป็นร้านของบริษัท 7,258 สาขา และร้าน SBP/สิทธิช่วงอาณาเขต 7,133 สาขา
* **รายได้:** 99,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% YoY
* **ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน:** 79,308 บาท
* **ยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิม (SSSG):** เพิ่มขึ้น 3.5% YoY
* **ยอดซื้อต่อบิล:** ประมาณ 82 บาท
* **จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวัน:** เฉลี่ย 959 คน เพิ่มขึ้น YoY
* **สัดส่วนรายได้:** อาหารและเครื่องดื่ม 75.4%, สินค้าอุปโภค 24.6%
* **กำไรขั้นต้น:** 27,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% YoY, GPM 27.9% (เพิ่มขึ้นจาก 27.6% YoY)
* **รายได้อื่น:** 5,874 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% YoY (รวมเงินปันผลรับ 1,144 ล้านบาท)
* **ต้นทุนขายและบริหาร:** 28,475 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% YoY (จากค่าสาธารณูปโภคและค่าแรงงาน)
* **กำไรจากการดำเนินงาน:** 6,376 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.0% YoY
* **กำไรสุทธิ:** 3,480 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% YoY
**ธุรกิจร้านสะดวกซื้อในต่างประเทศ:**
* **กัมพูชา:** 72 สาขา
* **ลาว:** 1 สาขา
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
(เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง จึงขอข้ามส่วนนี้ไป)
## สรุปท้าย
CPALL ในไตรมาส 3 ปี 2566 แสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิเติบโตถึง 20.3% ซึ่งมีหัวใจสำคัญมาจากการเติบโตอย่างโดดเด่นของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการสินค้าที่สามารถเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้ แม้จะมีความเสี่ยงจากต้นทุนที่สูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจ แต่การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและกลยุทธ์ O2O ที่แข็งแกร่ง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ CPALL ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
262,032.99
ล้านบาท
↑ 1.9% YoY
กำไรขั้นต้น
57,185.54
ล้านบาท
↑ 0% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
21.82
%
กำไรสุทธิ
7,255.88
ล้านบาท
↑ 1.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.77
%
D/E Ratio
1.96
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
262,033
↑ + 1.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
57,186
↑ + 0%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
7,256
↑ + 1.1%
YoY
D/E Ratio
1.96
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — CPALL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.96
ROE (%)
21.29
ROA (%)
5.59
Book Value/หุ้น
16.63
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — CPALL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-19,656
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+11,079
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — CPALL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-19,656.28
-1,400.39%
|
1,511.57
-88.71%
|
13,386.53
-339.10%
|
-5,598.61
-180.62%
|
6,944.32
+1,301.17%
|
495.61
-105.35%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
11,079.32
-30.41%
|
15,920.12
+21.41%
|
13,112.82
-32.46%
|
19,413.86
+2.48%
|
18,944.84
-126.55%
|
-71,357.99
-33,265.08%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
40,206.99
+81.68%
|
22,130.91
-57.93%
|
52,607.53
-4.49%
|
55,078.83
+1.68%
|
54,170.24
-15.26%
|
63,921.84
+918.99%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
35,394.30
+8.57%
|
32,600.67
-58.51%
|
78,569.09
+15.24%
|
68,178.55
-14.33%
|
79,585.11
-1,213.97%
|
-7,144.27
-239.68%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
54,612.89
-18.77%
|
67,234.12
-5.87%
|
71,424.27
-25.85%
|
96,322.57
+137.31%
|
40,589.08
+35.93%
|
29,860.51
-12.23%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
53,207.15
-2.57%
|
54,612.89
-18.77%
|
67,234.12
-5.87%
|
71,424.27
-22.66%
|
92,347.87
+127.52%
|
40,589.08
+35.93%
|