บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
SET · พาณิชย์
48.00
+1.00 (+2.13%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการฟื้นตัวของผลประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ได้รับปัจจัยบวกต่อเนื่องจากการผ่อน คลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19 และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5946 out_tok=2846 at=2026-07-25T13:36:55 -->
CPALL กำไร Q3/2565 พุ่ง 146% รับแรงหนุนรายได้รวม-กำไรขั้นต้นโต
**รายได้รวม-กำไรขั้นต้นทุกธุรกิจฟื้นตัว รับอานิสงส์เปิดประเทศ-กำลังซื้อคึกคัก**
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 3,677 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 146.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของผลประกอบการในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ได้รับแรงหนุนจากการเปิดประเทศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงธุรกิจแม็คโครที่มีผลประกอบการดีเช่นกัน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ CPALL ในไตรมาส 3 ปี 2565 ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด มาจาก **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากการขายและบริการในทุกกลุ่มธุรกิจ ประกอบกับการบริหารต้นทุนขายสินค้าและต้นทุนการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น**
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
1. **รายได้รวมเติบโตโดดเด่น:** รายได้รวมในไตรมาส 3 ปี 2565 อยู่ที่ 213,808 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (แม็คโคร) และการรับรู้รายได้ของธุรกิจโลตัสส์เข้ามา ซึ่งการเติบโตนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากการเปิดประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการบริโภคภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น
2. **กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น:** กำไรขั้นต้นจากการขายและบริการอยู่ที่ 45,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจาก 21.0% เป็น 21.8% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารต้นทุนขายสินค้าและต้นทุนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการรับรู้รายได้จากโลตัสส์เข้ามา
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าการเติบโตของยอดขายจากร้านสาขาใหม่และร้านสาขาเดิมจะสอดคล้องกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) การบริโภคภายในประเทศ และอัตราเงินเฟ้อ แม้จะมีความกังวลเรื่องราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อาจกระทบกำลังซื้อ แต่กลยุทธ์ O2O และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ รวมถึงการเติบโตของแม็คโครและโลตัสส์ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิเติบโต 146.3% YoY:** อยู่ที่ 3,677 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของผลประกอบการทุกธุรกิจ
* **รายได้รวมเพิ่มขึ้น 64.0% YoY:** แตะ 213,808 ล้านบาท จากการเติบโตของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ แม็คโคร และการรับรู้รายได้โลตัสส์
* **อัตรากำไรขั้นต้นรวมปรับเพิ่มขึ้น:** จาก 21.0% เป็น 21.8% จากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
* **ธุรกิจร้านสะดวกซื้อโตเด่น:** รายได้เพิ่ม 32.6% YoY, ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน 76,612 บาท, ยอดขายร้านเดิมโต 22.1% YoY
* **แผนขยายสาขาร้านสะดวกซื้อ:** ตั้งเป้าเปิดใหม่ 700 สาขาในปี 2565 คาดใช้งบลงทุน 11,500–12,000 ล้านบาท
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2565 CPALL มีรายได้รวม 213,808 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและบริการของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (แม็คโคร) และการรับรู้รายได้ของธุรกิจโลตัสส์เข้ามา ประกอบกับกลยุทธ์ O2O และปัจจัยบวกจากการเปิดประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการบริโภคภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น
กำไรขั้นต้นจากการขายและบริการอยู่ที่ 45,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 21.8% เพิ่มขึ้นจาก 21.0% ในปีก่อน สืบเนื่องจากการบริหารต้นทุนขายสินค้าและต้นทุนการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารรวมอยู่ที่ 41,916 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มาจากการรวมธุรกิจโลตัสส์เข้ามา ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แต่ละกลุ่มธุรกิจยังคงมีการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเคร่งครัด
ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้อยู่ที่ 9,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 115.5% และกำไรสุทธิเท่ากับ 3,677 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน
สำหรับผลการดำเนินงานงวดเก้าเดือนแรกปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 627,195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.2% และกำไรสุทธิ 10,134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ:** การเปิดประเทศและการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อยอดขายทุกกลุ่มธุรกิจ
* **กลยุทธ์ O2O ที่แข็งแกร่ง:** ช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ที่เชื่อมโยงกัน (O2O) เช่น 7-Eleven Delivery, All Online และ 24Shopping ยังคงตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี และสร้างสัดส่วนรายได้ที่สูงกว่า 10% ของรายได้จากการขายสินค้ารวมในธุรกิจร้านสะดวกซื้อ
* **การขยายเครือข่ายสาขา:** แผนการลงทุนเปิดร้านสะดวกซื้อใหม่ประมาณ 700 สาขาในปี 2565 จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงลูกค้าและสร้างการเติบโตของยอดขาย
* **การเติบโตของธุรกิจค้าส่งค้าปลีก:** ธุรกิจแม็คโครยังคงมีผลประกอบการที่ดี และการรับรู้รายได้ของโลตัสส์เข้ามาช่วยเสริมการเติบโตของรายได้รวม
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและอัตราเงินเฟ้อ:** การปรับขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรมค้าปลีก:** การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจค้าปลีกทั้งในรูปแบบร้านค้าดั้งเดิมและออนไลน์ อาจส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดและอัตรากำไร
* **ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น:** แรงกดดันจากค่าใช้จ่ายหลายประเภทที่ปรับเพิ่มขึ้น เช่น ค่าแรง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค อาจส่งผลต่ออัตรากำไรหากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการเติบโตของยอดขายต่อสาขาเดิม (SSS) ในไตรมาสถัดไป:** เป็นตัวชี้วัดสำคัญของการฟื้นตัวของกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอย
* **การบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่าย:** โดยเฉพาะต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าสาธารณูปโภค ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ
* **ความคืบหน้าของการรวมธุรกิจโลตัสส์:** และผลกระทบต่อภาพรวมทางการเงินและผลประกอบการของบริษัท
* **การขยายสาขาใหม่:** และประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ของสาขาที่เปิดใหม่
* **ผลกระทบจากปัจจัยมหภาค:** เช่น อัตราเงินเฟ้อ นโยบายการเงิน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ:**
* **จำนวนสาขา:** ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 มี 13,660 สาขา เปิดใหม่สุทธิ 227 สาขา
* **รายได้จากการขายและบริการ:** 90,417 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.6% YoY
* **ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน:** 76,612 บาท
* **ยอดขายร้านสาขาเดิม (SSS) เพิ่มขึ้น:** 22.1% YoY
* **จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย:** 928 คน เพิ่มขึ้น YoY
* **ยอดซื้อต่อบิลโดยประมาณ:** 82 บาท
* **สัดส่วนรายได้:** สินค้าอาหาร 74.1%, สินค้าอุปโภค 25.9%
* **กำไรขั้นต้น:** 25,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.6% YoY, อัตรากำไรขั้นต้น 27.6% (เพิ่มขึ้นจาก 27.4% YoY)
* **รายได้อื่น:** 5,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% YoY
* **เงินปันผลรับจากบริษัทย่อย:** 1,112 ล้านบาท (ลดลงจากปีก่อน เนื่องจากเงินปันผลจาก MAKRO ลดลง)
* **ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** 26,075 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.3% YoY (ต่ำกว่าการเติบโตของรายได้)
* **กำไรจากกิจกรรมดำเนินงาน:** 5,694 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.8% YoY
* **กำไรสุทธิ:** 3,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81.7% YoY
**ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (แม็คโครและโลตัสส์):**
* **รายได้จากการขายและบริการ:** มีการเติบโตที่ดีขึ้น และมีการรับรู้รายได้ของธุรกิจโลตัสส์เข้ามา
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสาร MD&A ที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่กล่าวถึงประมาณการงบลงทุนสำหรับปี 2565 ที่คาดว่าจะใช้ประมาณ 11,500 – 12,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น การเปิดร้านสาขาใหม่ (3,800-4,000 ล้านบาท), การปรับปรุงร้านเดิม (2,400-2,500 ล้านบาท), โครงการใหม่ บริษัทย่อย และศูนย์กระจายสินค้า (4,000-4,100 ล้านบาท), และสินทรัพย์ถาวรและระบบสารสนเทศ (1,300-1,400 ล้านบาท)
## สรุปท้าย
CPALL โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 แข็งแกร่ง กำไรสุทธิพุ่ง 146.3% จากการฟื้นตัวของรายได้รวมในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อที่ยอดขายต่อสาขาเดิมเติบโตโดดเด่น ประกอบกับการบริหารต้นทุนขายที่มีประสิทธิภาพทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น แม้ต้นทุนการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นจากการรวมโลตัสส์ แต่การควบคุมค่าใช้จ่ายยังคงทำได้ดี โอกาสจากการเปิดประเทศและการบริโภคที่ฟื้นตัวยังคงเป็นปัจจัยหนุน แต่ต้องจับตาความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและต้นทุนที่อาจกดดันกำลังซื้อและอัตรากำไรในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ CPALL ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
262,032.99
ล้านบาท
↑ 1.9% YoY
กำไรขั้นต้น
57,185.54
ล้านบาท
↑ 0% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
21.82
%
กำไรสุทธิ
7,255.88
ล้านบาท
↑ 1.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.77
%
D/E Ratio
1.96
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
262,033
↑ + 1.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
57,186
↑ + 0%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
7,256
↑ + 1.1%
YoY
D/E Ratio
1.96
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — CPALL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.96
ROE (%)
21.29
ROA (%)
5.59
Book Value/หุ้น
16.63
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — CPALL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-19,656
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+11,079
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — CPALL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-19,656.28
-1,400.39%
|
1,511.57
-88.71%
|
13,386.53
-339.10%
|
-5,598.61
-180.62%
|
6,944.32
+1,301.17%
|
495.61
-105.35%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
11,079.32
-30.41%
|
15,920.12
+21.41%
|
13,112.82
-32.46%
|
19,413.86
+2.48%
|
18,944.84
-126.55%
|
-71,357.99
-33,265.08%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
40,206.99
+81.68%
|
22,130.91
-57.93%
|
52,607.53
-4.49%
|
55,078.83
+1.68%
|
54,170.24
-15.26%
|
63,921.84
+918.99%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
35,394.30
+8.57%
|
32,600.67
-58.51%
|
78,569.09
+15.24%
|
68,178.55
-14.33%
|
79,585.11
-1,213.97%
|
-7,144.27
-239.68%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
54,612.89
-18.77%
|
67,234.12
-5.87%
|
71,424.27
-25.85%
|
96,322.57
+137.31%
|
40,589.08
+35.93%
|
29,860.51
-12.23%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
53,207.15
-2.57%
|
54,612.89
-18.77%
|
67,234.12
-5.87%
|
71,424.27
-22.66%
|
92,347.87
+127.52%
|
40,589.08
+35.93%
|