บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน)
SET · บริการรับเหมาก่อสร้าง
1.74
0.01 (0.57%)
สรุปสั้น
กำไรที่ลดลง สาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการที่เพิ่มขึ้น 162.5 ล้านบาทซึ่งเป็นผลจากการ เพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการของ AEC ที่ได้ถูกนํามารวมเต็มปีในปี 2564 มีผลทําให้กําไรขั้นต้นสูงขึ้น 8.5 ล้านบาท อย่างไรก็ตามกลุ่ม STI มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 23.2 ล้านบาท มีผลทําให้กําไรสําหรับปีลดลงในจํานวน ดังกล่าวในปีนี้
บริษัทจ่ายปันผลเป็นหุ้นในปีนี้
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6226 out_tok=2631 at=2026-07-26T07:04:11 -->
# STI กำไรสุทธิ Q1/66 โต 10.3% รับแรงหนุนรายได้บริการฟื้นตัว
## รายได้บริการเพิ่ม 7.5% ดันกำไรสุทธิโตต่อเนื่อง แม้ GPM ลดลงเล็กน้อย
บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STI รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 33.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของรายได้จากการให้บริการที่เพิ่มขึ้น 7.5% แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะปรับลดลงเล็กน้อยก็ตาม
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ STI ในไตรมาส 1 ปี 2566 คือ **การฟื้นตัวของรายได้จากการให้บริการที่เพิ่มขึ้น 7.5%** ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโต 10.3% แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงเล็กน้อยก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **รายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้น:** สาเหตุหลักมาจากการที่งานโครงการที่เคยชะลอตัวในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ทยอยกลับมาพัฒนาต่อในช่วงไตรมาสนี้ ประกอบกับงานโครงการหลักๆ ที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ 0ก6 8ลกฎ๐6, โครงการรถไฟรางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ, โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้, และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมก็เพิ่มขึ้นจากการส่งมอบงานได้มากขึ้น
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง:** GPM ลดลงจาก 30.9% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 28.6% ในไตรมาสนี้ เนื่องจากมีงานบริการออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมบางโครงการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ต้องว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรของโครงการเหล่านั้นลดลง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก:
* **การทยอยกลับมาของโครงการที่ชะลอตัว:** ฝ่ายจัดการระบุว่างานโครงการที่เคยชะลอตัวได้ทยอยกลับมาพัฒนาต่อในช่วงไตรมาสนี้ และคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายในช่วงไตรมาสถัดไป ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น
* **Backlog ที่มีอยู่:** แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุตัวเลข Backlog โดยตรง แต่การกล่าวถึงโครงการหลักๆ ที่ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงรายได้ที่จะทยอยรับรู้ในอนาคต
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** แม้ GPM จะลดลง แต่ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงเล็กน้อย สะท้อนถึงความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุน
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิเติบโต:** กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 33.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% YoY
* **รายได้บริการฟื้นตัว:** รายได้จากการให้บริการรวม 446.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% YoY
* **GPM ปรับลดลง:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 30.9% เป็น 28.6% เนื่องจากความซับซ้อนของบางโครงการที่ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพิ่ม
* **ค่าใช้จ่ายบริหารคุมได้:** ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 0.4% YoY สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
* **ฐานะการเงินแข็งแกร่ง:** อัตราส่วนสภาพคล่อง 2.0 เท่า, D/E 1.1 เท่า, และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน 0.4 เท่า
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1 ปี 2566 STI มีรายได้จากการให้บริการรวม 446.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจบริหารและควบคุมงานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น 8.3% เนื่องจากโครงการที่ชะลอตัวกลับมาดำเนินการต่อ และโครงการหลักๆ ยังคงเดินหน้าตามแผน ขณะที่ธุรกิจออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมเพิ่มขึ้น 4.2% ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้น 11.1% ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย 0.5% มาอยู่ที่ 127.6 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 30.9% เป็น 28.6%
รายได้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 300% มาอยู่ที่ 2.8 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากดอกเบี้ยรับและกำไรจากการจำหน่ายอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 0.4% ขณะที่ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 11.8% จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
ส่งผลให้กำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้น 3.6% มาอยู่ที่ 37.5 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 10.3% มาอยู่ที่ 33.2 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 7.4% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 7.2% ในปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการก่อสร้าง:** การที่โครงการที่ชะลอตัวกลับมาดำเนินการต่อ และโครงการหลักๆ ยังคงเดินหน้าตามแผน เป็นสัญญาณบวกต่อรายได้ในอนาคต
* **นโยบายภาครัฐ:** ความต้องการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เช่น ทางหลวง ทางรถไฟ สนามบิน และโครงการ EEC รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุนภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจเป็นปัจจัยหนุนการเติบโต
* **ความต้องการที่อยู่อาศัยและโครงการเชิงพาณิชย์:** ความต้องการที่อยู่อาศัยและโครงการเชิงพาณิชย์ต่างๆ ยังคงมีอยู่
* **เทคโนโลยีและนวัตกรรม:** การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เช่น BIM และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ล้ำสมัย อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่ๆ
## ความเสี่ยง
* **เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเงินเฟ้อสูง:** อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการตัดสินใจของลูกค้า
* **อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น
* **ความล่าช้าของงบลงทุนภาครัฐ:** ความล่าช้าหรือความไม่ต่อเนื่องของงบประมาณการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ อาจกระทบต่อการรับงานใหม่ๆ
* **ความซับซ้อนของโครงการ:** โครงการที่มีความซับซ้อนมากขึ้นอาจส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้น
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การรับรู้รายได้จากโครงการที่กลับมาดำเนินการ:** ติดตามความคืบหน้าและมูลค่าของโครงการที่เคยชะลอตัวซึ่งกลับมาดำเนินการต่อ
* **การบริหารจัดการต้นทุนและอัตรากำไร:** จับตาดูว่า GPM จะสามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมได้หรือไม่ ท่ามกลางความซับซ้อนของโครงการที่เพิ่มขึ้น
* **การรับงานใหม่ (New Contracts):** ประเมินแนวโน้มการได้งานใหม่ๆ โดยเฉพาะจากโครงการภาครัฐและเอกชน
* **ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ย:** ติดตามผลกระทบของต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นต่อผลประกอบการ
* **ความคืบหน้าของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่:** โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ EEC และโครงการรถไฟฟ้าต่างๆ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
* **รายได้จากการให้บริการ:** เพิ่มขึ้น 7.5% YoY โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากธุรกิจบริหารและควบคุมงานก่อสร้างที่กลับมาฟื้นตัวหลังโควิด-19 คลี่คลาย และโครงการหลักๆ ยังคงดำเนินงานต่อเนื่อง
* **ต้นทุนการให้บริการ:** เพิ่มขึ้น 11.1% YoY สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM):** ลดลงเล็กน้อยจาก 30.9% เป็น 28.6% เนื่องจากความซับซ้อนของงานออกแบบบางโครงการที่ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพิ่ม
* **Backlog:** แม้ไม่ได้ระบุตัวเลขชัดเจน แต่การกล่าวถึงโครงการหลักๆ บ่งชี้ว่ายังมีรายได้รอรับรู้
* **การบริหารต้นทุน:** ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 0.4% YoY แสดงถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 STI มีสินทรัพย์รวม 2,288.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146.4 ล้านบาทจากสิ้นปี 2565 โดยมีลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น รวมถึงรายได้ที่ยังไม่ได้เรียกชำระเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเรียกเก็บหนี้ได้มากขึ้นหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,216.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108.8 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 77.4 ล้านบาทเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน และเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้นจากต้นทุนผู้รับเหมาช่วงที่ทยอยกลับมา
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 37.5 ล้านบาท มาอยู่ที่ 1,072.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากกำไรสุทธิสำหรับงวด
อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ ณ สิ้นไตรมาส 1/2566 ประกอบด้วย:
* อัตราส่วนสภาพคล่อง: 2.0 เท่า
* อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E): 1.1 เท่า
* อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน: 0.4 เท่า
* อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE): 17.4%
## สรุปท้าย
STI ในไตรมาส 1 ปี 2566 สามารถสร้างการเติบโตของกำไรสุทธิได้ 10.3% โดยมีหัวใจสำคัญมาจากการฟื้นตัวของรายได้จากการให้บริการที่เพิ่มขึ้น 7.5% จากการกลับมาของโครงการที่ชะลอตัวและโครงการหลักที่ดำเนินงานต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเล็กน้อยจากความซับซ้อนของบางโครงการ แต่การบริหารจัดการต้นทุนที่ยังคงมีประสิทธิภาพ และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้บริษัทยังคงมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยต้องจับตาการบริหารจัดการต้นทุนและอัตรากำไร รวมถึงการรับงานใหม่ๆ ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ STI ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
699.60
ล้านบาท
↑ 41.1% YoY
กำไรขั้นต้น
191.88
ล้านบาท
↑ 18.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
27.43
%
กำไรสุทธิ
27.22
ล้านบาท
↓ 44% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.89
%
D/E Ratio
1.10
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
700
↑ + 41.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
192
↑ + 18.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
27
↓ -44%
YoY
D/E Ratio
1.10
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — STI
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.10
ROE (%)
4.71
ROA (%)
3.09
Book Value/หุ้น
1.45
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — STI
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+34
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+2
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — STI
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
34.20
|
— | — |
132.36
+218.63%
|
41.54
-160.23%
|
-68.97
-521.06%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
1.56
|
— | — |
-20.90
-186.65%
|
24.12
-36.29%
|
37.86
-109.76%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-15.41
|
— | — |
-40.55
-65.79%
|
-118.54
-636.87%
|
22.08
-162.50%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
20.35
|
— | — |
70.91
-234.10%
|
-52.88
+486.25%
|
-9.02
-97.78%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
67.45
+40.72%
|
— | — |
23.22
-69.49%
|
76.10
+105.51%
|
37.03
-91.66%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
105.65
+56.64%
|
— | — |
94.13
+305.38%
|
23.22
-69.49%
|
76.10
+105.51%
|