บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.40
0.01 (0.71%)
สรุปสั้น
กําไรสุทธิเพิ่มขึ้น 33.37 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 42.7 โดยมีสาเหตุหลักมาจากยอดขายของบริษัทฯ ที่ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ประกอบกับการจัดการความเสี่ยงที่มี ประสิทธิภาพส่งผลให้ได้รับประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทที่อ่อนค่า
รายได้จากระบบการพิมพ์กราเวียร์: ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.6 โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่ม ทั้งจากกลุ่มลูกค้าเดิมที่ให้ความไว้ใจในผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทฯ ผ่านการผลิตสินค้ารายการใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึง การเพิ่มขึ้นของกลุ่มลูกค้าใหม่
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=16610 out_tok=2926 at=2026-07-26T04:24:17 -->
# SFT กำไรสุทธิ Q3/65 หดตัว 30% รับต้นทุนพลาสติกพุ่ง แม้รายได้โต 12.5%
## รายได้โตแต่กำไรหดตัวแรง เหตุต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง ฝ่ายบริหารเร่งปรับกลยุทธ์รับมือ
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีรายได้จากการดำเนินงาน 230.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิกลับลดลงถึง 30% มาอยู่ที่ 23.11 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลาสติกที่ใช้ในการผลิต ประกอบกับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อยู่ระหว่างทยอยปรับราคาสินค้าและบริหารจัดการต้นทุนเพื่อลดผลกระทบ คาดเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในไตรมาสถัดไป
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ SFT ในไตรมาส 3 ปี 2565 คือ **การปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนวัตถุดิบพลาสติก** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมาก แม้ว่ารายได้จากการดำเนินงานจะเติบโตได้ถึง 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ต้นทุนวัตถุดิบพลาสติกที่สูงขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากราคาตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 28.5% ในไตรมาส 3 ปี 2564 มาอยู่ที่ 22.2% ในไตรมาส 3 ปี 2565 แม้ว่าบริษัทฯ จะมีความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุน เช่น การเริ่มซื้อวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และการทยอยปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเต็มที่ ทำให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าบริษัทฯ มีการบริหารต้นทุนและหาแนวทางป้องกันความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทยอยปรับราคาขาย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในไตรมาสถัดไป แต่สถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนยังคงมีความผันผวน การปรับราคาขายสินค้าอาจต้องคำนึงถึงความสามารถในการรับได้ของลูกค้าในระยะยาว ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดได้ทันที
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการดำเนินงานเติบโต 12.5% YoY:** อยู่ที่ 230.28 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยระบบพิมพ์กราเวียร์ (Gravure Printing) ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน รวมถึงการขายฟิล์มยืดที่ได้ลูกค้าใหม่
* **กำไรสุทธิลดลง 30.0% YoY:** อยู่ที่ 23.11 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลาสติกและผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว:** อยู่ที่ 22.2% จาก 28.5% ในปีก่อน เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
* **การบริหารต้นทุนเชิงรุก:** บริษัทฯ เริ่มซื้อวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และทยอยปรับราคาสินค้า
* **การลงทุนในโรงงานใหม่:** เดินหน้าสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปและขยายสู่บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging) คาดพร้อมดำเนินการเต็มรูปแบบต้นปี 2566
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Green Packaging:** ได้รับการรับรองจาก APR สำหรับผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปที่รีไซเคิลได้ 100% เพื่อตอบรับกระแส Circular Economy
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2565 SFT มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 230.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2564 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยระบบการพิมพ์กราเวียร์ (Gravure Printing) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน รวมถึงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ (SKU) ของลูกค้า และการทยอยปรับราคาขาย นอกจากนี้ รายได้จากการขายฟิล์มยืดก็เติบโตขึ้นจากกลุ่มลูกค้าใหม่
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นถึง 22.4% YoY เป็น 179.22 ล้านบาท เนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลาสติกตามราคาตลาดและผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 28.5% ในปีก่อน เหลือ 22.2% ในไตรมาสนี้
เมื่อพิจารณากำไรสุทธิ พบว่าอยู่ที่ 23.11 ล้านบาท ลดลง 30.0% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการบริหารจัดการต้นทุนและทยอยปรับราคาขายแล้วก็ตาม
เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 4.3% เป็น 230.28 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย 0.3% เป็น 23.11 ล้านบาท สะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังคงมีอยู่
สำหรับงวด 9 เดือนแรกปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 650.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% YoY แต่กำไรสุทธิลดลง 36.1% YoY อยู่ที่ 62.98 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลาสติกเช่นกัน
## โอกาส
* **การเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์:** อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตลาดหลักของผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป
* **การขยายสู่ Flexible Packaging:** การลงทุนในโรงงานใหม่เพื่อขยายสู่บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging) จะช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และขยายฐานลูกค้า
* **Green Packaging:** การได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปที่รีไซเคิลได้ 100% เป็นโอกาสสำคัญในการเจาะตลาด Green Packaging ที่กำลังเติบโต และสอดคล้องกับแนวคิด ESG
* **ลูกค้าใหม่:** การได้ลูกค้าใหม่ในกลุ่มฟิล์มยืดและระบบการพิมพ์ดิจิตอล แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตลาด
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักยังคงมีความผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและต้นทุนทางการเงิน
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยังคงมีอยู่สูง อาจส่งผลต่อความสามารถในการปรับขึ้นราคาขาย
* **การพึ่งพิงลูกค้ากลุ่มใหญ่:** แม้จะมีการขยายฐานลูกค้า แต่การมีคำสั่งซื้อขนาดใหญ่จากลูกค้ารายเดิมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบพลาสติก:** การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อ GPM ในไตรมาสถัดไป
* **ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน:** การทยอยปรับราคาขายสินค้าจะสามารถชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
* **ความคืบหน้าการเดินเครื่องโรงงานใหม่:** การเริ่มดำเนินการโรงงานใหม่ต้นปี 2566 จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและขยายสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ตามแผนหรือไม่
* **การเติบโตของตลาด Flexible Packaging และ Green Packaging:** ประสิทธิภาพในการเจาะตลาดใหม่และผลตอบรับจากลูกค้า
* **ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน:** การบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาท
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่การที่รายได้จากการพิมพ์กราเวียร์เพิ่มขึ้นจากยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น และการที่บริษัทฯ มีการสำรองวัตถุดิบพลาสติกเพื่อรองรับคำสั่งซื้อ แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการกำลังการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการ
* **Order Book:** มีการกล่าวถึงยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน รวมถึงโปรเจกต์ใหม่ของลูกค้า และการที่ลูกค้าที่ส่งออกสามารถส่งออกสินค้าได้ตามคาดการณ์ ซึ่งบ่งชี้ถึงการมี Order Book ที่ดีในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก
* **ราคาวัตถุดิบ:** เป็นปัจจัยกดดันหลัก โดยมีการระบุชัดเจนว่าต้นทุนพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาด
* **GPM:** ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 28.5% เป็น 22.2% YoY เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **การส่งออก:** มีการกล่าวถึงลูกค้าที่ส่งออกสามารถส่งออกสินค้าได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้
* **ค่าเงิน:** ผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น และบริษัทฯ มีการซื้อวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบ
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 8.74 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของวัตถุดิบฟิล์มเพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 979.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากสิ้นปี 2564 โดยเงินสดลดลงจากการลงทุนในโรงงานและเครื่องจักรใหม่ ขณะที่ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์เพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างโรงงานใหม่และการลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม
หนี้สินรวมอยู่ที่ 223.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% จากสิ้นปี 2564 โดยมีเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นเพิ่มขึ้นจากการสั่งซื้อวัตถุดิบมากขึ้น ขณะที่หนี้สินตามสัญญาเช่าและเงินกู้ยืมลดลงจากการชำระคืน
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 756.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของผลประกอบการ
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.30 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
## สรุปท้าย
SFT เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2565 หดตัวลง 30% แม้ว่ารายได้จะเติบโตได้ 12.5% จากการขยายตัวของตลาดหลักและลูกค้าใหม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ กำลังเร่งปรับกลยุทธ์ด้วยการบริหารต้นทุนเชิงรุก การทยอยปรับราคาขาย และการลงทุนในโรงงานใหม่เพื่อขยายสู่ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัวและ Green Packaging ซึ่งเป็นโอกาสในการเติบโตในระยะยาว แต่ความผันผวนของต้นทุนและค่าเงินยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SFT ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
246.67
ล้านบาท
↑ 7.2% YoY
กำไรขั้นต้น
48.28
ล้านบาท
↑ 39.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
19.57
%
กำไรสุทธิ
10.53
ล้านบาท
↑ 54.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.27
%
D/E Ratio
0.38
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
247
↑ + 7.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
48
↑ + 39.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
11
↑ + 54.8%
YoY
D/E Ratio
0.38
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SFT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.38
ROE (%)
8.54
ROA (%)
8.19
Book Value/หุ้น
1.84
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SFT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-21
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+27
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SFT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-21.08
-49.76%
|
-41.96
-207.98%
|
38.86
-346.89%
|
-15.74
-63.03%
|
-42.58
-134.38%
|
123.85
+86.27%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
27.08
-1,929.73%
|
-1.48
-102.06%
|
71.79
-193.66%
|
-76.65
+278.33%
|
-20.26
-92.22%
|
-260.35
+353.26%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-2.58
-105.57%
|
46.36
-179.33%
|
-58.44
-144.99%
|
129.89
+165.03%
|
49.01
-79.78%
|
242.34
-1,815.07%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
3.42
+17.12%
|
2.92
-94.41%
|
52.22
+39.25%
|
37.50
-370.95%
|
-13.84
-113.08%
|
105.84
-2,183.46%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
20.69
+29.31%
|
16.00
-48.32%
|
30.96
-68.76%
|
99.10
-10.51%
|
110.74
+2,160.00%
|
4.90
-50.90%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
26.05
+25.91%
|
20.69
+29.31%
|
16.00
-48.32%
|
30.96
-68.76%
|
99.10
-10.51%
|
110.74
+2,160.00%
|