SFT
เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SFT
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.40
0.01 (0.71%)

สรุปสั้น

กําไรสุทธิเพิ่มขึ้น 33.37 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 42.7 โดยมีสาเหตุหลักมาจากยอดขายของบริษัทฯ ที่ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ประกอบกับการจัดการความเสี่ยงที่มี ประสิทธิภาพส่งผลให้ได้รับประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทที่อ่อนค่า รายได้จากระบบการพิมพ์กราเวียร์: ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.6 โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่ม ทั้งจากกลุ่มลูกค้าเดิมที่ให้ความไว้ใจในผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทฯ ผ่านการผลิตสินค้ารายการใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึง การเพิ่มขึ้นของกลุ่มลูกค้าใหม่

AiO BOT สรุปด้วย AI(O) BOT

AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=16610 out_tok=2926 at=2026-07-26T04:24:17 --> # SFT กำไรสุทธิ Q3/65 หดตัว 30% รับต้นทุนพลาสติกพุ่ง แม้รายได้โต 12.5% ## รายได้โตแต่กำไรหดตัวแรง เหตุต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง ฝ่ายบริหารเร่งปรับกลยุทธ์รับมือ บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีรายได้จากการดำเนินงาน 230.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิกลับลดลงถึง 30% มาอยู่ที่ 23.11 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลาสติกที่ใช้ในการผลิต ประกอบกับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อยู่ระหว่างทยอยปรับราคาสินค้าและบริหารจัดการต้นทุนเพื่อลดผลกระทบ คาดเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในไตรมาสถัดไป ## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน ### 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ SFT ในไตรมาส 3 ปี 2565 คือ **การปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนวัตถุดิบพลาสติก** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมาก แม้ว่ารายได้จากการดำเนินงานจะเติบโตได้ถึง 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ต้นทุนวัตถุดิบพลาสติกที่สูงขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากราคาตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 28.5% ในไตรมาส 3 ปี 2564 มาอยู่ที่ 22.2% ในไตรมาส 3 ปี 2565 แม้ว่าบริษัทฯ จะมีความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุน เช่น การเริ่มซื้อวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และการทยอยปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเต็มที่ ทำให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน ### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ **ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าบริษัทฯ มีการบริหารต้นทุนและหาแนวทางป้องกันความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทยอยปรับราคาขาย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในไตรมาสถัดไป แต่สถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนยังคงมีความผันผวน การปรับราคาขายสินค้าอาจต้องคำนึงถึงความสามารถในการรับได้ของลูกค้าในระยะยาว ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดได้ทันที ## Highlight สำคัญ * **รายได้จากการดำเนินงานเติบโต 12.5% YoY:** อยู่ที่ 230.28 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยระบบพิมพ์กราเวียร์ (Gravure Printing) ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน รวมถึงการขายฟิล์มยืดที่ได้ลูกค้าใหม่ * **กำไรสุทธิลดลง 30.0% YoY:** อยู่ที่ 23.11 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลาสติกและผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน * **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว:** อยู่ที่ 22.2% จาก 28.5% ในปีก่อน เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น * **การบริหารต้นทุนเชิงรุก:** บริษัทฯ เริ่มซื้อวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และทยอยปรับราคาสินค้า * **การลงทุนในโรงงานใหม่:** เดินหน้าสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปและขยายสู่บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging) คาดพร้อมดำเนินการเต็มรูปแบบต้นปี 2566 * **การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Green Packaging:** ได้รับการรับรองจาก APR สำหรับผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปที่รีไซเคิลได้ 100% เพื่อตอบรับกระแส Circular Economy ## ภาพรวมผลประกอบการ ในไตรมาส 3 ปี 2565 SFT มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 230.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2564 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยระบบการพิมพ์กราเวียร์ (Gravure Printing) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน รวมถึงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ (SKU) ของลูกค้า และการทยอยปรับราคาขาย นอกจากนี้ รายได้จากการขายฟิล์มยืดก็เติบโตขึ้นจากกลุ่มลูกค้าใหม่ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นถึง 22.4% YoY เป็น 179.22 ล้านบาท เนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลาสติกตามราคาตลาดและผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 28.5% ในปีก่อน เหลือ 22.2% ในไตรมาสนี้ เมื่อพิจารณากำไรสุทธิ พบว่าอยู่ที่ 23.11 ล้านบาท ลดลง 30.0% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการบริหารจัดการต้นทุนและทยอยปรับราคาขายแล้วก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 4.3% เป็น 230.28 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย 0.3% เป็น 23.11 ล้านบาท สะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังคงมีอยู่ สำหรับงวด 9 เดือนแรกปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 650.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% YoY แต่กำไรสุทธิลดลง 36.1% YoY อยู่ที่ 62.98 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลาสติกเช่นกัน ## โอกาส * **การเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์:** อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตลาดหลักของผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป * **การขยายสู่ Flexible Packaging:** การลงทุนในโรงงานใหม่เพื่อขยายสู่บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging) จะช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และขยายฐานลูกค้า * **Green Packaging:** การได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปที่รีไซเคิลได้ 100% เป็นโอกาสสำคัญในการเจาะตลาด Green Packaging ที่กำลังเติบโต และสอดคล้องกับแนวคิด ESG * **ลูกค้าใหม่:** การได้ลูกค้าใหม่ในกลุ่มฟิล์มยืดและระบบการพิมพ์ดิจิตอล แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตลาด ## ความเสี่ยง * **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักยังคงมีความผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร * **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและต้นทุนทางการเงิน * **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยังคงมีอยู่สูง อาจส่งผลต่อความสามารถในการปรับขึ้นราคาขาย * **การพึ่งพิงลูกค้ากลุ่มใหญ่:** แม้จะมีการขยายฐานลูกค้า แต่การมีคำสั่งซื้อขนาดใหญ่จากลูกค้ารายเดิมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ ## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ * **แนวโน้มราคาวัตถุดิบพลาสติก:** การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อ GPM ในไตรมาสถัดไป * **ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน:** การทยอยปรับราคาขายสินค้าจะสามารถชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้มากน้อยเพียงใด * **ความคืบหน้าการเดินเครื่องโรงงานใหม่:** การเริ่มดำเนินการโรงงานใหม่ต้นปี 2566 จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและขยายสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ตามแผนหรือไม่ * **การเติบโตของตลาด Flexible Packaging และ Green Packaging:** ประสิทธิภาพในการเจาะตลาดใหม่และผลตอบรับจากลูกค้า * **ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน:** การบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาท ## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) * **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่การที่รายได้จากการพิมพ์กราเวียร์เพิ่มขึ้นจากยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น และการที่บริษัทฯ มีการสำรองวัตถุดิบพลาสติกเพื่อรองรับคำสั่งซื้อ แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการกำลังการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการ * **Order Book:** มีการกล่าวถึงยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน รวมถึงโปรเจกต์ใหม่ของลูกค้า และการที่ลูกค้าที่ส่งออกสามารถส่งออกสินค้าได้ตามคาดการณ์ ซึ่งบ่งชี้ถึงการมี Order Book ที่ดีในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก * **ราคาวัตถุดิบ:** เป็นปัจจัยกดดันหลัก โดยมีการระบุชัดเจนว่าต้นทุนพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาด * **GPM:** ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 28.5% เป็น 22.2% YoY เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น * **การส่งออก:** มีการกล่าวถึงลูกค้าที่ส่งออกสามารถส่งออกสินค้าได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ * **ค่าเงิน:** ผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น และบริษัทฯ มีการซื้อวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบ * **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 8.74 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของวัตถุดิบฟิล์มเพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า ## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 979.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากสิ้นปี 2564 โดยเงินสดลดลงจากการลงทุนในโรงงานและเครื่องจักรใหม่ ขณะที่ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์เพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างโรงงานใหม่และการลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม หนี้สินรวมอยู่ที่ 223.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% จากสิ้นปี 2564 โดยมีเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นเพิ่มขึ้นจากการสั่งซื้อวัตถุดิบมากขึ้น ขณะที่หนี้สินตามสัญญาเช่าและเงินกู้ยืมลดลงจากการชำระคืน ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 756.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของผลประกอบการ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.30 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ## สรุปท้าย SFT เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2565 หดตัวลง 30% แม้ว่ารายได้จะเติบโตได้ 12.5% จากการขยายตัวของตลาดหลักและลูกค้าใหม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ กำลังเร่งปรับกลยุทธ์ด้วยการบริหารต้นทุนเชิงรุก การทยอยปรับราคาขาย และการลงทุนในโรงงานใหม่เพื่อขยายสู่ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัวและ Green Packaging ซึ่งเป็นโอกาสในการเติบโตในระยะยาว แต่ความผันผวนของต้นทุนและค่าเงินยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SFT ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
246.67 ล้านบาท
↑ 7.2% YoY
กำไรขั้นต้น
48.28 ล้านบาท
↑ 39.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
19.57 %
กำไรสุทธิ
10.53 ล้านบาท
↑ 54.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.27 %
D/E Ratio
0.38
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
247
↑ + 7.2% YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
48
↑ + 39.2% YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
11
↑ + 54.8% YoY
D/E Ratio
0.38

รายได้และกำไร (ล้านบาท)

กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SFT

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565 2564 2563
รายได้รวม
246.67
+7.18%
230.14
+3.53%
222.28
+9.26%
203.44
+10.75%
183.70
-46.61%
344.04
-41.33%
กำไรขั้นต้น
48.28
+39.19%
34.69
-15.62%
41.11
+25.96%
32.64
-25.75%
43.96
-23.98%
57.82
-20.90%
ค่าใช้จ่ายรวม
34.78
+4.13%
33.40
+10.69%
30.17
+14.66%
26.32
+4.37%
25.21
-43.42%
44.57
-43.58%
กำไรสุทธิ
10.53
+54.77%
6.80
+17.99%
5.76
+6,761.90%
0.08
-99.36%
13.16
-66.46%
39.22
-31.07%
กำไรต่อหุ้น
0.02
+60.00%
0.02
+15.38%
0.01
0.00
-100.00%
0.03
-66.29%
0.09
-31.01%
กำไร(ขาดทุน)อื่นๆ
-2.18
-172.50%
-0.80
+61.54%
-2.08
+61.55%
-5.41
-186.15%
6.28
0.00
ROE(%)
8.54
+168.55%
3.18
-20.50%
4.00
-52.61%
8.44
-47.28%
16.01
-9.29%
17.65
+474.92%
ROA(%)
8.19
+140.88%
3.40
-22.55%
4.39
-47.80%
8.41
-48.34%
16.28
-6.38%
17.39
+430.18%
หนี้สิน/ส่วนผู้ถือหุ้น
0.38
-26.92%
0.52
+13.04%
0.46
+21.05%
0.38
+35.71%
0.28
0.28
-48.15%
P/E
14.88
-70.85%
51.04
-30.22%
73.14
+163.66%
27.74
+7.48%
25.81
+175.45%
9.37
-68.77%
P/BV
1.17
-25.48%
1.57
-34.31%
2.39
-14.34%
2.79
-34.81%
4.28
+463.16%
0.76
BV
1.82
+6.43%
1.71
+0.59%
1.70
-1.16%
1.72
+4.24%
1.65
-10.33%
1.84
YIELD(%)
1.59
-6.47%
1.70
-1.16%
1.72
-18.48%
2.11
+108.91%
1.01
-79.80%
5.00
ราคาหุ้น
2.14
-20.15%
2.68
-34.31%
4.08
-15.00%
4.80
-31.91%
7.05
+56.67%
4.50
+221.43%
อัตรากำไรขั้นต้น(%)
19.57
+29.86%
15.07
-18.54%
18.50
+15.34%
16.04
-32.97%
23.93
+42.36%
16.81
+34.80%
อัตราค่าใช้จ่าย(%)
14.10
-2.83%
14.51
+6.93%
13.57
+4.87%
12.94
-5.75%
13.73
+6.02%
12.95
-3.86%
อัตรากำไรสุทธิ(%)
4.27
+44.26%
2.96
+14.29%
2.59
+6,375.00%
0.04
-99.44%
7.16
-37.19%
11.40
+17.53%
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.38
ROE (%)
8.54
ROA (%)
8.19
Book Value/หุ้น
1.84

สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)

ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SFT

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565 2564 2563
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน
486.97
+0.66%
483.78
+2.55%
471.75
+5.03%
449.14
-19.87%
560.48
+6.46%
526.49
+128.15%
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
630.01
-6.72%
675.43
+7.17%
630.23
+5.53%
597.22
+55.80%
383.31
+21.15%
316.39
+62.64%
รวมสินทรัพย์
1,116.98
-3.64%
1,159.20
+5.19%
1,101.98
+5.32%
1,046.36
+10.87%
943.79
+11.97%
842.88
+98.19%
รวมหนี้สินหมุนเวียน
202.68
-18.41%
248.41
+6.72%
232.76
+23.41%
188.60
+34.37%
140.37
+22.53%
114.55
-18.66%
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน
104.94
-30.28%
150.52
+33.13%
113.06
+11.58%
101.33
+54.94%
65.40
-7.35%
70.58
+25.19%
รวมหนี้สิน
307.61
-22.89%
398.93
+15.36%
345.82
+19.28%
289.93
+40.90%
205.76
+11.14%
185.14
-6.13%
รวมส่วนของเจ้าของ
809.37
+6.46%
760.27
+0.54%
756.16
-0.04%
756.43
+2.49%
738.03
+12.21%
657.75
+188.40%
D/E
0.38
0.52
0.46
0.38
0.28
0.28
อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
8.54
3.18
4.00
8.44
16.01
17.65
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์
8.19
3.40
4.39
8.41
16.28
17.39
อัตราส่วนสภาพคล่อง
2.40
1.95
2.03
2.38
3.99
4.60
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว
1.07
0.83
0.88
1.03
2.44
2.27
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย
65.26
69.73
0.00
0.00
73.99
67.55
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย
113.71
113.59
0.00
0.00
106.89
91.34
ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า
64.58
61.62
0.00
0.00
61.17
59.98
วงจรเงินสด
114.39
121.70
0.00
0.00
119.71
98.91
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-21
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+27
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
ล้านบาท

กระแสเงินสด (ล้านบาท)

กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SFT

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565 2564 2563
เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน
-21.08
-49.76%
-41.96
-207.98%
38.86
-346.89%
-15.74
-63.03%
-42.58
-134.38%
123.85
+86.27%
เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน
27.08
-1,929.73%
-1.48
-102.06%
71.79
-193.66%
-76.65
+278.33%
-20.26
-92.22%
-260.35
+353.26%
เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน
-2.58
-105.57%
46.36
-179.33%
-58.44
-144.99%
129.89
+165.03%
49.01
-79.78%
242.34
-1,815.07%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ)
3.42
+17.12%
2.92
-94.41%
52.22
+39.25%
37.50
-370.95%
-13.84
-113.08%
105.84
-2,183.46%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด
20.69
+29.31%
16.00
-48.32%
30.96
-68.76%
99.10
-10.51%
110.74
+2,160.00%
4.90
-50.90%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด
26.05
+25.91%
20.69
+29.31%
16.00
-48.32%
30.96
-68.76%
99.10
-10.51%
110.74
+2,160.00%