บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.40
0.01 (0.71%)
สรุปสั้น
กําไรสุทธิเพิ่มขึ้น 33.37 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 42.7 โดยมีสาเหตุหลักมาจากยอดขายของบริษัทฯ ที่ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ประกอบกับการจัดการความเสี่ยงที่มี ประสิทธิภาพส่งผลให้ได้รับประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทที่อ่อนค่า
รายได้จากระบบการพิมพ์กราเวียร์: ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.6 โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่ม ทั้งจากกลุ่มลูกค้าเดิมที่ให้ความไว้ใจในผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทฯ ผ่านการผลิตสินค้ารายการใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึง การเพิ่มขึ้นของกลุ่มลูกค้าใหม่
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=13519 out_tok=3012 at=2026-07-26T04:48:27 -->
# SFT Q1/2566 รายได้โต 16.3% แต่กำไรสุทธิวูบ 80% รับต้นทุนพุ่ง-ค่าไฟฟ้าแพง
## ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง-ค่าไฟฟ้าแพง กดดัน GPM หด 8.7% YoY ขณะที่รายได้หลักยังเติบโตได้ดี
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 232.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของคำสั่งซื้อในกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ขณะที่กำไรสุทธิปรับลดลงถึง 80% มาอยู่ที่ 3.33 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบพลาสติกที่สูงขึ้นจากผลกระทบค่าเงินบาทอ่อนค่า ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจและยกระดับมาตรฐานการผลิต
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของ SFT ในไตรมาส 1 ปี 2566 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 8.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก 23.3% เป็น 14.6% และส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 80% มาอยู่ที่ 3.33 ล้านบาท มาจาก **การปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบพลาสติก** ซึ่งได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า ประกอบกับ **ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่ปรับตัวสูงขึ้น** และ **ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจ** เช่น ค่าเสื่อมราคาโรงงานใหม่ และค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองมาตรฐาน BRC Global Standard Packaging Materials Issue 6
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ต้นทุนวัตถุดิบพลาสติกสูงขึ้น:** เอกสารระบุว่าเกิดจากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า ทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบพลาสติกสูงขึ้น แม้ว่าบริษัทฯ จะพยายามบริหารจัดการโดยการซื้อวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น และสำรองวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า แต่ต้นทุนเฉลี่ยยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ยังมีผลจากต้นทุนวัตถุดิบพลาสติกที่สำรองไว้ล่วงหน้าซึ่งมีต้นทุนสูง
* **ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น:** ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามค่า Ft (Float time) และอัตราค่าไฟฟ้าของโรงงานใหม่ที่สูงกว่าปกติชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยตรง
* **ค่าใช้จ่ายขยายธุรกิจและยกระดับมาตรฐาน:** การรับโอนโรงงานแห่งใหม่เข้ามาในเดือนมีนาคม 2566 ทำให้มีค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผลตอบแทนพนักงานที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายสายการผลิต นอกจากนี้ การขอใบรับรอง BRC Global Standard Packaging Materials Issue 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร ก็มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลือง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าสถานการณ์ด้านการปรับตัวของราคาวัตถุดิบเริ่มทรงตัวมากขึ้น ซึ่งแสดงถึงแนวโน้มที่ดีในไตรมาสถัดไป แต่ผลกระทบจากค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายในการขยายธุรกิจและยกระดับมาตรฐานยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะค่าเสื่อมราคาจากโรงงานใหม่ที่จะรับรู้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ การติดตั้ง Solar Rooftop ในโรงงานใหม่ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2566 อาจช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาวได้ แต่ต้องรอดูผลการดำเนินงานในไตรมาสถัดไป
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการดำเนินงานเติบโต 16.3% YoY:** มาจากยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเป็นหลัก โดยเฉพาะระบบการพิมพ์กราเวียร์ (Gravure Printing) และการเติบโตของรายได้จากการขายฟิล์มยืดจากกลุ่มลูกค้าใหม่
* **กำไรสุทธิลดลง 80% YoY:** จาก 16.69 ล้านบาท เหลือ 3.33 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบพลาสติกที่สูงขึ้นจากค่าเงินบาทอ่อนค่า และค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขยายธุรกิจและยกระดับมาตรฐาน
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง 8.7% YoY:** จาก 23.3% เหลือ 14.6% เป็นผลมาจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น
* **เปิดดำเนินการโรงงานใหม่:** เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต 23.8 ล้านเมตรต่อปี และรองรับการขยายสู่บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging)
* **ติดตั้ง Solar Rooftop:** ในโรงงานใหม่กำลังการผลิต 600 กิโลวัตต์ คาดแล้วเสร็จ พ.ค. 2566 เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว
* **ประสบความสำเร็จในการออกผลิตภัณฑ์ Mono Material Pouch:** เป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green packaging) สามารถรีไซเคิลได้ 100% เพื่อรองรับแนวโน้ม Circular economy
* **อยู่ระหว่างขอใบรับรอง BRC Global Standard Packaging Materials Issue 6:** คาดว่าจะได้รับภายในเดือนมิถุนายน 2566 เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการผลิตอาหาร
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1 ปี 2566 SFT มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 232.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2565 โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของรายได้จากการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป โดยเฉพาะระบบการพิมพ์กราเวียร์ (Gravure Printing) ซึ่งมาจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้าเดิมในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเป็นหลัก รวมถึงมีการปรับราคาขายเพิ่มขึ้นบางส่วน ขณะที่รายได้จากการขายอื่นก็เติบโตเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะรายได้จากการขายฟิล์มยืดจากกลุ่มลูกค้าใหม่
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ อยู่ที่ 14.6% ลดลงจาก 23.3% ในไตรมาส 1 ปี 2565 เนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนพลาสติกที่ใช้ในการผลิตจากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นจากการรับโอนโรงงานแห่งใหม่
ส่งผลให้กำไรสุทธิมีมูลค่า 3.33 ล้านบาท ลดลง 80.0% จาก 16.69 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2565 แม้ว่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2565 กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 3,591.7% มาอยู่ที่ 3.33 ล้านบาท จาก 0.09 ล้านบาท เนื่องจากการเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาต้นทุนพลาสติกที่เริ่มทรงตัว และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง
## โอกาส
* **การเติบโตของกลุ่มลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่:** โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และการขยายฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มฟิล์มยืด
* **การเปิดดำเนินการโรงงานใหม่:** เพิ่มกำลังการผลิตและรองรับการขยายสู่ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging) เพื่อให้บริการที่ครบวงจร
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Green Packaging:** การออกผลิตภัณฑ์ Mono Material Pouch ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบรับเทรนด์ Circular economy และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
* **การติดตั้ง Solar Rooftop:** ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว และสนับสนุนนโยบาย ESG
* **การขอใบรับรอง BRC Global Standard Packaging Materials Issue 6:** ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการผลิตอาหาร เพิ่มความเชื่อมั่นให้ลูกค้า
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบพลาสติก:** ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะจากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน
* **ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น:** ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยตรง
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์:** อาจส่งผลต่อความสามารถในการปรับราคาขายสินค้า
* **ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน:** การอ่อนค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบพลาสติกและอัตราแลกเปลี่ยน:** จะส่งผลโดยตรงต่อ GPM และกำไรสุทธิในไตรมาสถัดไป
* **ผลการดำเนินงานของโรงงานใหม่:** ประสิทธิภาพการผลิตและการรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น
* **ความคืบหน้าในการขอใบรับรอง BRC:** การได้รับใบรับรองจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มอาหาร
* **การเติบโตของผลิตภัณฑ์ Green Packaging:** ศักยภาพในการขยายตลาดและสร้างรายได้
* **ผลจากการติดตั้ง Solar Rooftop:** การช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่การเติบโตของรายได้จากการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป โดยเฉพาะระบบการพิมพ์กราเวียร์ และการเปิดโรงงานใหม่ที่เพิ่มกำลังการผลิต บ่งชี้ถึงการบริหารจัดการกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น
* **Order Book:** รายได้ที่เพิ่มขึ้น 16.3% YoY มาจากยอดคำสั่งซื้อของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และการเติบโตของลูกค้าใหม่ในกลุ่มฟิล์มยืด แสดงให้เห็นถึงการมี Order Book ที่แข็งแกร่ง
* **ราคาวัตถุดิบ:** ต้นทุนพลาสติกที่ใช้ในการผลิตปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผลกระทบค่าเงินบาทอ่อนค่า แม้จะเริ่มทรงตัว แต่ยังคงเป็นแรงกดดันต่อ GPM
* **GPM:** ลดลงอย่างมากจาก 23.3% เป็น 14.6% YoY เนื่องมาจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น
* **ส่งออก:** มีการกล่าวถึงการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์ Mono Material Pouch ซึ่งบ่งชี้ถึงการให้ความสำคัญกับตลาดส่งออก
* **ค่าเงิน:** ผลกระทบจากค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบพลาสติกสูงขึ้น
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือลดลง 3.67 ล้านบาท จากการขายสินค้าได้มากขึ้นในระหว่างไตรมาส
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,045.03 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.1% จากสิ้นปี 2565 โดยเงินสดลดลงจากการลงทุนก่อสร้างโรงงานใหม่ ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นตามยอดขาย สินค้าคงเหลือลดลงจากการขายได้มากขึ้น และที่ดินอาคารและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นจากการรับโอนโรงงานใหม่
หนี้สินรวมอยู่ที่ 285.27 ล้านบาท ลดลง 1.6% จากสิ้นปี 2565 โดยเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นลดลงจากการจ่ายชำระ หนี้สินตามสัญญาเช่าลดลงจากการจ่ายคืน และเงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการนำเข้าวัตถุดิบ
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 0.4% เป็น 759.76 ล้านบาท จากกำไรจากการดำเนินงาน
อัตราส่วนหนี้สินต่อผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.44 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
## สรุปท้าย
SFT ในไตรมาส 1 ปี 2566 เผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากวัตถุดิบพลาสติกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทอ่อนค่า และค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาการเติบโตของรายได้จากการดำเนินงานได้ถึง 16.3% จากการขยายตัวของกลุ่มลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ รวมถึงการเปิดดำเนินการโรงงานใหม่และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาว่าบริษัทฯ จะสามารถบริหารจัดการต้นทุนและพลิกฟื้นอัตรากำไรให้กลับมาดีขึ้นได้ในไตรมาสถัดไปหรือไม่ ท่ามกลางแนวโน้มราคาวัตถุดิบที่เริ่มทรงตัว และการติดตั้ง Solar Rooftop ที่จะช่วยลดต้นทุนในระยะยาว
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SFT ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
246.67
ล้านบาท
↑ 7.2% YoY
กำไรขั้นต้น
48.28
ล้านบาท
↑ 39.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
19.57
%
กำไรสุทธิ
10.53
ล้านบาท
↑ 54.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.27
%
D/E Ratio
0.38
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
247
↑ + 7.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
48
↑ + 39.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
11
↑ + 54.8%
YoY
D/E Ratio
0.38
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SFT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.38
ROE (%)
8.54
ROA (%)
8.19
Book Value/หุ้น
1.84
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SFT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-21
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+27
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SFT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-21.08
-49.76%
|
-41.96
-207.98%
|
38.86
-346.89%
|
-15.74
-63.03%
|
-42.58
-134.38%
|
123.85
+86.27%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
27.08
-1,929.73%
|
-1.48
-102.06%
|
71.79
-193.66%
|
-76.65
+278.33%
|
-20.26
-92.22%
|
-260.35
+353.26%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-2.58
-105.57%
|
46.36
-179.33%
|
-58.44
-144.99%
|
129.89
+165.03%
|
49.01
-79.78%
|
242.34
-1,815.07%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
3.42
+17.12%
|
2.92
-94.41%
|
52.22
+39.25%
|
37.50
-370.95%
|
-13.84
-113.08%
|
105.84
-2,183.46%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
20.69
+29.31%
|
16.00
-48.32%
|
30.96
-68.76%
|
99.10
-10.51%
|
110.74
+2,160.00%
|
4.90
-50.90%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
26.05
+25.91%
|
20.69
+29.31%
|
16.00
-48.32%
|
30.96
-68.76%
|
99.10
-10.51%
|
110.74
+2,160.00%
|