บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.40
0.01 (0.71%)
สรุปสั้น
กําไรสุทธิเพิ่มขึ้น 33.37 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 42.7 โดยมีสาเหตุหลักมาจากยอดขายของบริษัทฯ ที่ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ประกอบกับการจัดการความเสี่ยงที่มี ประสิทธิภาพส่งผลให้ได้รับประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทที่อ่อนค่า
รายได้จากระบบการพิมพ์กราเวียร์: ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.6 โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่ม ทั้งจากกลุ่มลูกค้าเดิมที่ให้ความไว้ใจในผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทฯ ผ่านการผลิตสินค้ารายการใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึง การเพิ่มขึ้นของกลุ่มลูกค้าใหม่
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=21259 out_tok=3166 at=2026-07-26T04:19:36 -->
# SFT กำไรสุทธิ Q2/66 หดตัว 42.8% YoY รับต้นทุนวัตถุดิบ-ค่าไฟพุ่ง
## รายได้โต 11.1% แต่แรงกดดันต้นทุนฉุดกำไรสุทธิวูบ ฝ่ายจัดการเร่งบริหารค่าใช้จ่าย-ติดตั้ง Solar Rooftop
บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการดำเนินงานเติบโต 11.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 245.27 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับปรับตัวลดลงถึง 42.8% มาอยู่ที่ 13.25 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจากการสำรองไว้ ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายคงที่จากการขยายธุรกิจและโรงงานใหม่
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ SFT ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง 42.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 13.25 ล้านบาท เกิดจาก **แรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้น** โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ยังคงเฉลี่ยสูงจากการสำรองไว้ในปีที่ผ่านมา ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายคงที่ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจและโรงงานแห่งใหม่ แม้ว่ารายได้จากการดำเนินงานจะเติบโตได้ถึง 11.1% เป็น 245.27 ล้านบาทก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ยังคงสูงในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 ส่งผลกระทบต่อต้นทุนขาย แม้ว่าทิศทางราคาวัตถุดิบจะเริ่มปรับตัวลดลงแล้วก็ตาม นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของค่าไฟฟ้าต่อหน่วยตามค่า Ft และอัตราค่าไฟฟ้าของโรงงานแห่งใหม่ที่สูงกว่าปกติชั่วคราว รวมถึงค่าใช้จ่ายคงที่ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ เช่น ค่าใช้จ่ายผลตอบแทนพนักงานฝ่ายผลิตที่เพิ่มขึ้น และค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรและอาคารที่เพิ่มขึ้นจากการเริ่มดำเนินการโรงงานแห่งใหม่ ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันอัตรากำไรขั้นต้นให้ลดลงจาก 25.1% ใน Q2/2565 มาอยู่ที่ 20.7% ใน Q2/2566
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขอใบรับรองระบบ BRC Global Standard Packaging Materials Issue 6 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสนี้ ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวม
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** ฝ่ายจัดการได้ดำเนินการติดตั้ง Solar Rooftop ในโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งจะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ในเดือนมิถุนายน 2566 และคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับไฟฟ้าได้ประมาณ 10%-20% ต่อปีในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อต้นทุนในไตรมาสถัดไป นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเน้นการบริหารจัดการกำลังการผลิตและอัตรากำลังคนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการขยายฐานลูกค้า เพื่อให้สามารถใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มต้นทุนที่ดีขึ้นในไตรมาสถัดไป อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังคงค้างจากการสำรอง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขอใบรับรอง BRC อาจยังคงมีอยู่บ้างในระยะสั้น
## Highlight สำคัญ
* **รายได้เติบโต 11.1% YoY:** มาจากการเพิ่มขึ้นของยอดคำสั่งซื้อฉลากฟิล์มหดรัดรูป โดยเฉพาะระบบการพิมพ์กราเวียร์ (Gravure Printing) จากลูกค้ากลุ่มเครื่องดื่มและเครื่องสำอาง
* **กำไรสุทธิหดตัว 42.8% YoY:** สาเหตุหลักจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังสูง, ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น, และค่าใช้จ่ายคงที่จากการขยายธุรกิจและโรงงานใหม่
* **อัตรากำไรขั้นต้นลดลง:** จาก 25.1% ใน Q2/2565 เหลือ 20.7% ใน Q2/2566 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายคงที่ที่สูงขึ้น
* **ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 102.3% YoY:** จากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะยาวและค่าบริการสินเชื่อเพื่อนำเข้าวัตถุดิบ
* **ติดตั้ง Solar Rooftop แล้วเสร็จ:** คาดช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 10-20% ต่อปีในระยะยาว และเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ในเดือนมิถุนายน 2566
* **ได้รับใบรับรอง BRC:** ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบรรจุภัณฑ์อาหาร เพิ่มความเชื่อมั่นลูกค้าและโอกาสขยายตลาดส่งออก
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 SFT มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 245.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของรายได้จากการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป โดยเฉพาะระบบการพิมพ์กราเวียร์ (Gravure Printing) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและเครื่องสำอางเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.7% YoY เป็น 194.43 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 8.4% YoY อยู่ที่ 50.84 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 25.1% เป็น 20.7%
ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 6.2% YoY เป็น 10.31 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 27.1% YoY เป็น 22.91 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งมาจากการขยายธุรกิจและโรงงานใหม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขอใบรับรอง BRC
ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 102.3% YoY เป็น 2.43 ล้านบาท จากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะยาวและค่าบริการสินเชื่อเพื่อนำเข้าวัตถุดิบ
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลง 42.8% YoY อยู่ที่ 16.57 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลง 42.8% YoY อยู่ที่ 13.25 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 5.4% ลดลงจาก 10.4% ในปีก่อน
เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2566 รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 5.5% QoQ เป็น 245.27 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้จากการพิมพ์กราเวียร์และดิจิตอล รวมถึงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายอื่นลดลง 20.2% QoQ
ในด้านกำไรขั้นต้นมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก 49.8% QoQ เป็น 50.84 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 14.6% เป็น 20.7% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบฟิล์มใสปรับตัวลดลง และปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 298.0% QoQ เป็น 13.25 ล้านบาท จากปัจจัยบวกด้านรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้จากการดำเนินงานรวม 477.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% YoY แต่กำไรสุทธิลดลง 58.4% YoY อยู่ที่ 16.59 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงในช่วงต้นปี และค่าใช้จ่ายคงที่จากการขยายธุรกิจ
## โอกาส
* **การเติบโตของลูกค้ากลุ่มเครื่องดื่มและเครื่องสำอาง:** เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนรายได้จากการพิมพ์กราเวียร์
* **การขยายตลาดลูกค้ากลุ่มอาหาร:** หนุนการเติบโตของรายได้จากการพิมพ์ดิจิตอล
* **ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว:** มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และคำสั่งซื้อจากลูกค้าใหม่
* **การได้รับใบรับรอง BRC:** เพิ่มความน่าเชื่อถือและเปิดโอกาสในการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะตลาดส่งออก
* **การติดตั้ง Solar Rooftop:** ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว และสะท้อนความมุ่งมั่นด้าน ESG
* **การบุกตลาด Green Packaging:** เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ลูกค้า
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้มีแนวโน้มลดลง แต่การสำรองวัตถุดิบในอดีตยังคงส่งผลกระทบต่อต้นทุน
* **ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น:** เป็นปัจจัยกดดันต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
* **ค่าใช้จ่ายคงที่จากการขยายธุรกิจ:** การเริ่มดำเนินการโรงงานใหม่ทำให้มีค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายบุคลากรเพิ่มขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายพิเศษ:** ค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรอง BRC ส่งผลกระทบต่อผลกำไรในไตรมาสนี้
* **ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น:** จากการกู้ยืมเพื่อรองรับการลงทุนและการดำเนินงาน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** การปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดแรงกดดันต่อ GPM
* **ผลการดำเนินงานหลังติดตั้ง Solar Rooftop:** การลดลงของค่าไฟฟ้าจะเป็นรูปธรรมมากขึ้นในไตรมาสถัดไป
* **การใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่:** ประสิทธิภาพในการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุนคงที่
* **การขยายฐานลูกค้าและการเติบโตของยอดขาย:** โดยเฉพาะในกลุ่ม Green Packaging และลูกค้าที่ได้รับใบรับรอง BRC
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายคงที่:** เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** แม้รายได้จากการพิมพ์กราเวียร์จะเติบโต แต่เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทฯ เน้นการขยายฐานลูกค้าเพื่อให้สามารถใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ บ่งชี้ว่าบริษัทฯ ต้องการเพิ่ม Utilization Rate
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุตัวเลข Order Book โดยตรง แต่ระบุว่ายอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นในกลุ่มลูกค้าเครื่องดื่มและเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนรายได้
* **ราคาวัตถุดิบ:** ฝ่ายจัดการระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบหลักในช่วงไตรมาสแรกเฉลี่ยยังสูงจากการสำรองปีที่ผ่านมา แม้ทิศทางราคาเริ่มปรับตัวลดลง
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลง YoY จาก 25.1% เป็น 20.7% แต่ปรับตัวดีขึ้น QoQ จาก 14.6% เป็น 20.7%
* **ส่งออก:** การได้รับใบรับรอง BRC จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอาหาร
* **ค่าเงิน:** มีการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (Mark to Market) จากสัญญา Forward Contract ซึ่งมีมูลค่าคงเหลือน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้รายได้อื่นลดลง
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 12.76 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,088.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% จากสิ้นปี 2565 โดยมีเงินสดลดลงจากการลงทุนในโรงงานใหม่ แต่ลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นตามยอดขาย
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 19.5% จากสิ้นปี 2565 โดยมีเจ้าหนี้การค้าลดลง แต่เงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาวเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการนำเข้าวัตถุดิบและการลงทุนเครื่องจักร
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 1.9% จากสิ้นปี 2565 เป็น 742.22 ล้านบาท เนื่องจากการจ่ายเงินปันผล แม้จะมีการรับรู้กำไรจากการดำเนินงาน
อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนลดลงจาก 2.30 เท่า เป็น 1.92 เท่า และอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็วลดลงจาก 1.04 เท่า เป็น 0.87 เท่า บ่งชี้ถึงสภาพคล่องที่ลดลงเล็กน้อย
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 0.38 เท่า เป็น 0.47 เท่า
## สรุปท้าย
SFT ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ แม้รายได้จะเติบโตได้ดีจากการขยายตัวของลูกค้าในกลุ่มเครื่องดื่มและเครื่องสำอาง การลงทุนในโรงงานใหม่และการติดตั้ง Solar Rooftop รวมถึงการได้รับใบรับรอง BRC เป็นปัจจัยบวกที่คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามแนวโน้มราคาวัตถุดิบและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนคงที่ รวมถึงการขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม Green Packaging เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SFT ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
246.67
ล้านบาท
↑ 7.2% YoY
กำไรขั้นต้น
48.28
ล้านบาท
↑ 39.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
19.57
%
กำไรสุทธิ
10.53
ล้านบาท
↑ 54.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.27
%
D/E Ratio
0.38
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
247
↑ + 7.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
48
↑ + 39.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
11
↑ + 54.8%
YoY
D/E Ratio
0.38
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SFT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.38
ROE (%)
8.54
ROA (%)
8.19
Book Value/หุ้น
1.84
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SFT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-21
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+27
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SFT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-21.08
-49.76%
|
-41.96
-207.98%
|
38.86
-346.89%
|
-15.74
-63.03%
|
-42.58
-134.38%
|
123.85
+86.27%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
27.08
-1,929.73%
|
-1.48
-102.06%
|
71.79
-193.66%
|
-76.65
+278.33%
|
-20.26
-92.22%
|
-260.35
+353.26%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-2.58
-105.57%
|
46.36
-179.33%
|
-58.44
-144.99%
|
129.89
+165.03%
|
49.01
-79.78%
|
242.34
-1,815.07%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
3.42
+17.12%
|
2.92
-94.41%
|
52.22
+39.25%
|
37.50
-370.95%
|
-13.84
-113.08%
|
105.84
-2,183.46%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
20.69
+29.31%
|
16.00
-48.32%
|
30.96
-68.76%
|
99.10
-10.51%
|
110.74
+2,160.00%
|
4.90
-50.90%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
26.05
+25.91%
|
20.69
+29.31%
|
16.00
-48.32%
|
30.96
-68.76%
|
99.10
-10.51%
|
110.74
+2,160.00%
|