บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน)
SET · พาณิชย์
0.12
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กำไรเพิ่มขึ้นจาก Q1/66 แต่ลดลงเทียบกับ Q2/65 โดยลดลงมากถึง 54.8% ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากการมียอดขายที่ลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารปรับตัวสูงขึ้น
โดยรายได้ที่ลดลงสาเหตุหลักมาจากยอดขายที่ลดลงทั้งจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตามภาวะเศรษฐกิจและกําลังซื้อของผู้บริโภคใน ประเทศ ที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5862 out_tok=2472 at=2026-07-26T03:47:19 -->
# SCM กำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 23.7% รับผลกระทบกำลังซื้อชะลอ-ค่าใช้จ่ายบริหารพุ่ง
## รายได้รวมหดตัว 7% ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยหลักยอดขายสินค้าเสริมอาหารลดลง ขณะที่ต้นทุนสินค้ามีประสิทธิภาพ
บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCM รายงานผลประกอบการปี 2565 มีกำไรสุทธิ 170.7 ล้านบาท ลดลง 53.1 ล้านบาท หรือ 23.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะมีการบริหารต้นทุนสินค้าที่มีประสิทธิภาพทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น แต่รายได้รวมที่ลดลง 7% ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวม
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ SCM ในปี 2565 ปรับตัวลดลง มาจาก **รายได้จากการขายสินค้าและบริการที่หดตัวลง 7%** ประกอบกับ **ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 17.1%** แม้ว่าบริษัทจะสามารถบริหารต้นทุนสินค้าได้ดีขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้นจาก 75.9% เป็น 77.2%
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
รายได้จากการขายสินค้าผ่านนักธุรกิจในประเทศลดลง 4.9% เป็นผลมาจากยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แม้ว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรจะเติบโตได้ดีจากการที่ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแข่งขันได้มากขึ้น แต่สัดส่วนรายได้จากกลุ่มเสริมอาหารที่มากกว่าทำให้ภาพรวมยอดขายในประเทศลดลง นอกจากนี้ ยอดขายผ่านตัวแทนจำหน่ายต่างประเทศลดลง 24.8% เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในแต่ละประเทศและการจัดกิจกรรมการตลาดออนไลน์ที่ยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับในไทย ส่วนรายได้จากการบริการลดลง 67.4% จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมสมาชิกจากออฟไลน์ที่เก็บค่าบริการมาเป็นออนไลน์ที่ไม่เก็บค่าบริการ
ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 17.1% เนื่องจากบริษัทลงทุนพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตามกลยุทธ์ Digital Transformation รวมถึงใช้งบประมาณประชาสัมพันธ์และจ้างดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อสร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้า นอกจากนี้ การเริ่มดำเนินธุรกิจของบริษัทย่อยที่ถือหุ้น 100% ในไตรมาส 4/2565 และการรับบุคลากรเข้ามาขับเคลื่อนการทำงาน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้น
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร **ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** โดยเฉพาะปัจจัยด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องต่อยอดขายสินค้าเสริมอาหาร ในขณะที่การลงทุนด้านเทคโนโลยีและการประชาสัมพันธ์เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทเริ่มดำเนินการในปี 2565 ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายบริหารในระยะต่อไป แต่การเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรและแนวโน้มการจัดกิจกรรมการตลาดออนไลน์ที่กว้างขวางขึ้น อาจเป็นปัจจัยบวกที่ต้องจับตา
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2565 อยู่ที่ 170.7 ล้านบาท ลดลง 23.7%** จากปีก่อนหน้า
* **รายได้รวมปี 2565 อยู่ที่ 1,123.7 ล้านบาท ลดลง 7.0%** จากปีก่อนหน้า
* **อัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้จากการขายและบริการปี 2565 อยู่ที่ 77.2% เพิ่มขึ้น** จาก 75.9% ในปี 2564
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหารปี 2565 เพิ่มขึ้น 17.1%** เป็นผลจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี การประชาสัมพันธ์ และการเริ่มธุรกิจของบริษัทย่อย
* **สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2565 ลดลง 6.0%** จากการจ่ายเงินปันผล
* **หนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2565 ลดลง 14.9%** จากการลดลงของเจ้าหนี้การค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 1,123.7 ล้านบาท ลดลง 7.0% เมื่อเทียบกับ 1,208.3 ล้านบาทในปี 2564 โดยรายได้จากการขายสินค้าผ่านนักธุรกิจในประเทศลดลง 4.9% จากยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ชะลอตัว แม้กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรจะเติบโตได้ดี รายได้จากการขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายต่างประเทศลดลง 24.8% จากผลกระทบโควิด-19 และรายได้จากการบริการลดลง 67.4% จากการปรับรูปแบบกิจกรรมสมาชิก
ต้นทุนจากการขายสินค้าลดลง 9.9% ทำให้ต้นทุนการให้บริการลดลง 64.5% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 77.2% เพิ่มขึ้นจาก 75.9% ในปีก่อนหน้า
ค่าใช้จ่ายในการขายลดลง 4.3% สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 17.1% จากการลงทุนด้านเทคโนโลยี การประชาสัมพันธ์ และการเริ่มธุรกิจของบริษัทย่อย
ส่งผลให้กำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษีเงินได้ลดลง 22.0% และกำไรสุทธิปี 2565 อยู่ที่ 170.7 ล้านบาท ลดลง 23.7% จาก 223.8 ล้านบาทในปี 2564 โดยมีอัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมอยู่ที่ 14.5% ลดลงจาก 17.4%
## โอกาส
* **การเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร:** ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและมีราคาแข่งขันได้มากขึ้น
* **การขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล (Digital Transformation):** การลงทุนพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารงานและบริการลูกค้า คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว
* **การขยายฐานลูกค้าผ่านการประชาสัมพันธ์และพรีเซ็นเตอร์:** กลยุทธ์ใหม่ที่เริ่มดำเนินการในปี 2565 คาดว่าจะช่วยสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น
* **การขยายตลาดต่างประเทศ:** แม้ปัจจุบันจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่การปรับรูปแบบกิจกรรมการตลาดออนไลน์อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าในต่างประเทศได้มากขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค:** การฟื้นตัวที่ยังไม่เต็มที่อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลัก
* **การแข่งขันในตลาด:** โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจมีการแข่งขันสูง
* **สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19:** ยังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในปี 2565 จะมีผลกระทบไม่มากนัก แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และการฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภค
* ผลตอบรับจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและกลยุทธ์ Digital Transformation
* ประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาดใหม่และการจ้างพรีเซ็นเตอร์ในการสร้างการรับรู้และยอดขาย
* การเติบโตของยอดขายในตลาดต่างประเทศ และการปรับตัวต่อสถานการณ์โควิด-19
* ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยที่เริ่มธุรกิจในช่วงปลายปี 2565
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
* **รายได้จากการขายสินค้า:** รายได้จากการขายสินค้าผ่านนักธุรกิจในประเทศลดลง 4.9% โดยมีสาเหตุหลักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ชะลอตัวตามกำลังซื้อ แม้กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรจะเติบโตได้ดีจากการที่ราคาปุ๋ยสูงขึ้นทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแข่งขันได้มากขึ้น
* **รายได้จากการขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายต่างประเทศ:** ลดลง 24.8% จากสถานการณ์โควิด-19 และการจัดกิจกรรมการตลาดออนไลน์ที่ยังไม่มากนัก
* **รายได้จากการบริการ:** ลดลง 67.4% จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมสมาชิกจากออฟไลน์ที่เก็บค่าบริการมาเป็นออนไลน์ที่ไม่เก็บค่าบริการ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น
* **ต้นทุนจากการขายสินค้า:** ลดลง 9.9% ทำให้ต้นทุนการให้บริการลดลง 64.5% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายในการขาย:** ลดลง 4.3% สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** เพิ่มขึ้น 17.1% จากการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ, งบประมาณประชาสัมพันธ์และจ้างพรีเซ็นเตอร์, และการเริ่มดำเนินธุรกิจของบริษัทย่อย
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ ลดลง 6.0% มาอยู่ที่ 984.6 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายเงินปันผลจำนวน 102.00 ล้านบาท
หนี้สินรวมลดลง 14.9% มาอยู่ที่ 219.2 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของเจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้หมุนเวียนอื่น ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย และหนี้สินตามสัญญาเช่า
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมลดลง 3.2% มาอยู่ที่ 765.4 ล้านบาท จากการลดลงของกำไรสะสมหลังจากการจ่ายเงินปันผล
## สรุปท้าย
ปี 2565 เป็นปีที่ SCM เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและค่าใช้จ่ายบริหารที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง แม้จะมีการบริหารต้นทุนสินค้าที่ดีขึ้นและมีโอกาสจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์เกษตรและกลยุทธ์ดิจิทัล แต่ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์โควิด-19 ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SCM ไตรมาส 2/2023
รายได้รวม
162.42
ล้านบาท
↓ 6.8% YoY
กำไรขั้นต้น
85.57
ล้านบาท
↑ 14.7% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
52.68
%
กำไรสุทธิ
-37.44
ล้านบาท
↑ 2.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-23.05
%
D/E Ratio
0.20
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
162
↓ -6.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
86
↑ + 14.7%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-37
↑ + 2.8%
YoY
D/E Ratio
0.20
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SCM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.20
ROE (%)
-29.85
ROA (%)
-22.44
Book Value/หุ้น
0.49
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SCM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+60
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-38
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SCM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
60.29
+5.98%
|
56.89
+144.90%
|
23.23
-117.33%
|
-134.04
-881.57%
|
17.15
-90.55%
|
181.45
+31.59%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-37.71
-53.51%
|
-81.12
+0.82%
|
-80.46
-1,172.80%
|
7.50
-24.85%
|
9.98
-107.89%
|
-126.45
+783.65%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
13.54
-79.01%
|
64.50
-18.03%
|
78.69
-32.82%
|
117.14
+328.30%
|
27.35
-86.75%
|
206.47
-929.53%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
10.18
-27.70%
|
14.08
+41.94%
|
9.92
-203.44%
|
-9.59
-117.72%
|
54.11
-79.34%
|
261.91
+165.36%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
110.37
-51.17%
|
226.02
-10.25%
|
251.83
-55.32%
|
563.62
+20.39%
|
468.18
+126.96%
|
206.28
+91.75%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
145.46
+31.79%
|
110.37
-51.17%
|
226.02
-10.25%
|
251.83
-55.32%
|
563.62
+20.39%
|
468.18
+126.96%
|