บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)
SET · วัสดุก่อสร้าง
153.00
2.00 (1.29%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นโดยสาเหตุหลักเกิดจาก ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงและผลประโยชน์ครั้งเดียวจากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศ ศรีลังกาส่งผลให้กําไรสุทธิเพิ่มขึ้น
กิจกรรมการก่อสร้างขยายตัวในตลาดต่างประเทศ ขณะที่ราคาจําหน่าย ปูนซีเมนต์ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน และการปรับตัวสูงขึ้นของวัตถุดิบและค่าขนส่ง ส่งผล ให้ผลประกอบการชะลอตัวลง
แม้ว่าความต้องการปูนซีเมนต์ในตลาดต่างประเทศยังคงแข็งแกร่ง แต่การแพร่ระบาดของโรคโควิดระลอก ใหม่ และราคาจําหน่ายปูนซีเมนต์ที่ลดลงจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลให้รายได้สุทธิของกลุ่มบริษัทฯ ลดลง
ผลบวกจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนต่างๆ ยังไม่เพียงพอที่จะหักล้างกับผลของการ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาวัตถุดิบ ต้นทุนเชื้อเพลิง และค่าขนส่ง รวมถึงค่าบํารุงรักษาเตาเผา ปูนซีเมนต์ตามตารางการซ่อมบํารุงปกติที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6845 out_tok=2735 at=2026-07-27T12:22:36 -->
# SCCC กำไรสุทธิ Q2/2564 พุ่ง 41% รับผลบวกภาษี-บริหารต้นทุน
## รายได้รวมหดเล็กน้อย แต่กำไรโตแรงจากปัจจัยพิเศษ-การบริหารต้นทุน
บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 1,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้สุทธิจะลดลง 1.1% มาอยู่ที่ 10,051 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญมาจากผลประโยชน์ครั้งเดียวจากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศศรีลังกา และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ SCCC ในไตรมาส 2 ปี 2564 เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 41.1% มาจากปัจจัยบวกที่เข้ามาเสริมจากการดำเนินงานปกติ แม้รายได้สุทธิจะเผชิญแรงกดดัน
**1) หัวใจคืออะไร**
หัวใจหลักของกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจาก **1) ผลประโยชน์ครั้งเดียวจากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศศรีลังกา** จาก 28% เป็น 18% ซึ่งส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิโดยตรง และ **2) การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ** ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
**2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น**
แม้ว่าความต้องการปูนซีเมนต์ในตลาดต่างประเทศจะยังคงแข็งแกร่ง แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด ส่งผลให้ราคาจำหน่ายปูนซีเมนต์โดยเฉลี่ยปรับตัวลดลงในเกือบทุกตลาด ทำให้รายได้สุทธิของกลุ่มบริษัทฯ ลดลง 1.1% นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และค่าบำรุงรักษาเตาเผาปูนซีเมนต์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็เป็นแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไร อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้ดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดผลกระทบดังกล่าวลงได้ในระดับหนึ่ง ประกอบกับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าในกัมพูชา และที่สำคัญคือ การปรับลดอัตราภาษีในศรีลังกา ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ (one-time gain) ที่เข้ามาช่วยหนุนกำไรสุทธิให้เติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ
**3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่**
**ลักษณะครั้งคราว** ผลประโยชน์จากการปรับลดอัตราภาษีในประเทศศรีลังกาเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในปีนี้ การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่บริษัทมุ่งมั่นทำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบจากราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันด้านราคาขายปูนซีเมนต์ คาดว่าจะยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาในระยะต่อไป ดังนั้น การเติบโตของกำไรในลักษณะนี้อาจไม่สามารถเกิดขึ้นต่อเนื่องได้ในระดับเดียวกันในไตรมาสถัดไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q2/2564 เติบโต 41.1% YoY** แตะ 1,445 ล้านบาท จาก 1,024 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้สุทธิ Q2/2564 ลดลง 1.1% YoY** อยู่ที่ 10,051 ล้านบาท จาก 10,165 ล้านบาท
* **EBITDA ลดลง 17.6% YoY** อยู่ที่ 2,155 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุน
* **กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2564 เติบโต 35.6% YoY** อยู่ที่ 2,509 ล้านบาท
* **รายได้สุทธิ 6 เดือนแรกปี 2564 ลดลง 3.6% YoY** อยู่ที่ 20,429 ล้านบาท
* **ธุรกิจปูนซีเมนต์ในประเทศไทยเผชิญปริมาณขายลดลง** จากการแพร่ระบาดโควิด-19 และการแข่งขันรุนแรง แม้โครงการภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อน
* **ธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จและหินทราย รายได้และกำไรลดลง** จากความต้องการที่ลดลงและการแข่งขันสูง
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC มีรายได้สุทธิรวม 10,051 ล้านบาท ลดลง 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) อยู่ที่ 2,155 ล้านบาท ลดลง 17.6% ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวดนี้อยู่ที่ 1,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 41.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน
สำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทมีรายได้สุทธิรวม 20,429 ล้านบาท ลดลง 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมี EBITDA 4,709 ล้านบาท ลดลง 4.4% แต่กำไรสุทธิกลับเติบโต 35.6% มาอยู่ที่ 2,509 ล้านบาท
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของกิจกรรมก่อสร้างในต่างประเทศ:** แม้จะเผชิญความท้าทายจากโควิด-19 แต่ความต้องการปูนซีเมนต์ในตลาดต่างประเทศ เช่น เวียดนาม ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
* **การบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง:** บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนคงที่และต้นทุนการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
* **การรักษาเงินสดในมือ:** บริษัทมีนโยบายรักษาเงินสดในระดับสูง พร้อมวงเงินสินเชื่อระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่อง
## ความเสี่ยง
* **การแพร่ระบาดของโควิด-19:** การต่ออายุมาตรการเคอร์ฟิวและการปิดไซต์งานก่อสร้าง ส่งผลกระทบต่อความต้องการปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง
* **แรงกดดันด้านราคาขาย:** การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดส่งผลให้ราคาจำหน่ายปูนซีเมนต์อ่อนตัวลงในหลายตลาด
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น:** การปรับตัวสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ ค่าเชื้อเพลิง และค่าขนส่ง เป็นปัจจัยกดดันความสามารถในการทำกำไร
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** การอ่อนค่าของเงินสกุลท้องถิ่นในบางประเทศ เช่น ศรีลังกา อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุน
* **สภาพอากาศ:** สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น มรสุมฝนตกหนัก อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการและการดำเนินงาน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มการฟื้นตัวของกิจกรรมก่อสร้างในประเทศไทยและต่างประเทศ หลังการฉีดวัคซีนครอบคลุม
* ทิศทางราคาขายปูนซีเมนต์และการแข่งขันในตลาดหลัก
* การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเชื้อเพลิง และค่าขนส่ง
* ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศศรีลังกา (หากมีผลต่อเนื่อง)
* ความคืบหน้าของโครงการโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐในประเทศไทย
* ผลประกอบการของกิจการร่วมค้าในประเทศกัมพูชา
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ในส่วนของธุรกิจปูนซีเมนต์ แม้ว่าตลาดในประเทศไทยจะเผชิญกับปริมาณการจำหน่ายที่ลดลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการแข่งขันที่รุนแรง แต่โครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคของภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ในขณะที่ตลาดตอนใต้ของเวียดนามมีความต้องการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ราคาจำหน่ายเฉลี่ยที่ต่ำกว่าปีก่อนและต้นทุนที่สูงขึ้นส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง ในประเทศศรีลังกา ความต้องการยังคงแข็งแกร่งและราคาปรับตัวสูงขึ้น ช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ส่วนบังกลาเทศ ความต้องการเติบโตแต่ความสามารถในการทำกำไรอ่อนแอจากต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น กิจการร่วมค้าในกัมพูชาทำผลงานได้ดีจากต้นทุนเชื้อเพลิงคงที่ในสัญญาและมาตรการลดต้นทุน
ธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จและหินทรายเผชิญความต้องการลดลงในทุกภาคส่วนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการแข่งขันที่ส่งผลเสียต่อราคาขาย แม้จะมีการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด แต่ก็ไม่เพียงพอชดเชยรายได้ที่ลดลง
ธุรกิจวัสดุก่อสร้างมวลเบา พบว่ายอดขายผนังส าเร็จรูปมวลเบาลดลงจากความล่าช้าของโครงการอาคารสูงและมาตรการล็อกดาวน์ แม้จะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่ก็ไม่สามารถชดเชยรายได้ที่ลดลงได้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 77,887 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 77,670 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนอยู่ที่ 16,216 ล้านบาท และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 61,671 ล้านบาท
หนี้สินรวมอยู่ที่ 41,934 ล้านบาท ลดลงจาก 42,958 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19,017 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินไม่หมุนเวียนลดลงเหลือ 22,917 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 35,954 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 34,712 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563
หนี้สินสุทธิอยู่ที่ 21,142 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 21,017 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ที่ 2.14 เท่า และหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.59 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2564 อยู่ที่ 6,819 ล้านบาท
## สรุปท้าย
SCCC ในไตรมาส 2 ปี 2564 สามารถพลิกสถานการณ์จากแรงกดดันด้านรายได้และต้นทุน มาสู่การเติบโตของกำไรสุทธิที่โดดเด่นถึง 41.1% โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากรายการพิเศษด้านภาษีในศรีลังกาและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าภาพรวมธุรกิจปูนซีเมนต์ในหลายตลาดจะยังคงเผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการแข่งขันที่รุนแรง แต่การมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การบริหารต้นทุน และการรักษาเงินสดในมือ จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงความผันผวนของราคาขายในอนาคต นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการก่อสร้างและทิศทางราคาขายปูนซีเมนต์อย่างใกล้ชิด.
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SCCC ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
13,472.82
ล้านบาท
↓ 16.1% YoY
กำไรขั้นต้น
4,104.85
ล้านบาท
↓ 11.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
30.47
%
กำไรสุทธิ
604.52
ล้านบาท
↓ 76.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.49
%
D/E Ratio
0.94
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
13,473
↓ -16.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
4,105
↓ -11.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
605
↓ -76.4%
YoY
D/E Ratio
0.94
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SCCC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.94
ROE (%)
10.44
ROA (%)
8.37
Book Value/หุ้น
112.54
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SCCC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-3,644
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+1,115
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SCCC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-3,643.67
-17.31%
|
-4,406.43
-205.97%
|
4,158.28
-296.40%
|
-2,117.24
+24.16%
|
-1,705.24
-119.09%
|
8,931.67
+17.74%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
1,115.41
-1,699.38%
|
-69.74
-107.62%
|
914.67
-315.45%
|
-424.53
-210.69%
|
383.52
+2,132.36%
|
17.18
-101.20%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
1,937.09
-75.55%
|
7,921.75
+1,920.70%
|
392.03
-96.33%
|
10,689.28
+153.12%
|
4,223.03
-170.31%
|
-6,006.12
+55.80%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-226.74
-106.25%
|
3,629.25
-29.55%
|
5,151.22
-40.00%
|
8,585.16
+252.53%
|
2,435.33
-14.83%
|
2,859.37
+31.59%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
5,414.51
-10.16%
|
6,026.62
+75.72%
|
3,429.67
-64.50%
|
9,662.20
+25.88%
|
7,675.79
+59.22%
|
4,821.00
+82.12%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
5,637.55
+4.12%
|
5,414.51
-10.16%
|
6,026.62
+75.72%
|
3,429.67
-64.50%
|
9,662.20
+25.88%
|
7,675.79
+59.22%
|