บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
SET · วัสดุก่อสร้าง
262.00
2.00 (0.76%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้น เกิดจาก รายได้เพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน จากผลการดําเนินงานที่ดีขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ โดย มีปัจจัยหลักมาจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับปริมาณขายที่ ยังอยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะมีผลกระทบจากปัญหาเรื่องการขนส่ง นอกจากนั้นผลจากส่วนต่าง ราคาสินค้าเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=16096 out_tok=2723 at=2026-07-26T03:10:53 -->
# SCGP Q3/2565 กำไรสุทธิโต 3% รับแรงหนุนธุรกิจเยื่อและกระดาษ-ควบรวมกิจการ
## รายได้รวมโต 19% แม้ปริมาณขายภาพรวมลดลง จากการปรับราคาและ M&P หนุน
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC โดยธุรกิจ SCGP รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีรายได้จากการขายรวม 37,943 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ปริมาณการขายโดยรวมจะลดลง แต่ได้แรงหนุนจากการปรับราคาสินค้าให้สะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงการเติบโตของธุรกิจเยื่อและกระดาษ และการควบรวมกิจการใหม่เข้ามาเสริม ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SCGP ในไตรมาส 3 ปี 2565 คือ **การเติบโตของธุรกิจเยื่อและกระดาษที่แข็งแกร่ง** ประกอบกับการ **รับรู้รายได้จากการควบรวมกิจการใหม่ (M&P)** ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากปริมาณการขายโดยรวมที่ลดลง และต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นเพียง 3% YoY แต่หากพิจารณา Core Profit ที่ไม่รวมรายการพิเศษ กลับลดลง 2% YoY สะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ธุรกิจเยื่อและกระดาษ:** ได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของราคาเยื่อกระดาษในภูมิภาค และความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับตัวดีขึ้นของราคาค่าขนส่ง ส่งผลให้ EBITDA Margin ของสายธุรกิจนี้สูงถึง 19% และกำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้นถึง 95% YoY
* **การควบรวมกิจการ (M&P):** การรวมงบการเงินของ Peute Recycling B.V. (Peute) และ Jordan Trading Inc. (Jordan) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและกันยายน 2565 ตามลำดับ ช่วยเพิ่มรายได้จากการขายและ EBITDA อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจรีไซเคิล
* **แรงกดดันด้านต้นทุนและปริมาณ:** แม้รายได้รวมจะเติบโต แต่ปริมาณการขายโดยรวมลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็น (non-essential) และสินค้าที่ส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับรายได้ภาคครัวเรือนที่ลดลงจากอัตราเงินเฟ้อสูงและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวยังส่งผลกระทบต่อความต้องการกระดาษบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาค ขณะที่ต้นทุนพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในอาเซียนจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อความต้องการสินค้าจำเป็น เช่น อาหารและเครื่องดื่ม แต่ภาคการส่งออกยังคงเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในตลาดหลัก ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่คาดว่าจะยังคงสูง การปรับตัวดีขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและค่าขนส่งในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 อาจเป็นปัจจัยบวก แต่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจีนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวม Q3/2565 เติบโต 19% YoY** แตะ 37,943 ล้านบาท จากการปรับราคาสินค้า, การเติบโตของธุรกิจเยื่อและกระดาษ และการควบรวมกิจการใหม่
* **กำไรสุทธิ Q3/2565 เพิ่มขึ้น 3% YoY** อยู่ที่ 1,837 ล้านบาท
* **Core Profit Q3/2565 ลดลง 2% YoY** อยู่ที่ 1,512 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนและปริมาณขาย
* **ธุรกิจเยื่อและกระดาษทำผลงานโดดเด่น** EBITDA Margin สูงถึง 19% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 95% YoY
* **การควบรวมกิจการ Peute และ Jordan** ช่วยเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจรีไซเคิลและขยายฐานการจัดหาวัตถุดิบ
* **ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 19% YoY** สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนพลังงานที่สูง
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ที่ 0.6 เท่า** ลดลงจาก 0.7 เท่าในปีก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวด 9 เดือนแรกปี 2565 SCGP มีรายได้จากการขายรวม 112,559 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขยายกำลังการผลิตในฟิลิปปินส์, การควบรวมกิจการใหม่ และการปรับราคาสินค้า อย่างไรก็ตาม กำไรสำหรับงวดลดลง 13% YoY อยู่ที่ 5,351 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
ในไตรมาส 3 ปี 2565 รายได้จากการขายรวม 37,943 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% YoY โดยสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรมีรายได้ 29,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% YoY ขณะที่สายธุรกิจเยื่อและกระดาษมีรายได้ 6,852 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% YoY EBITDA รวมอยู่ที่ 5,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% YoY โดยมี EBITDA Margin ที่ 14% กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 1,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาเซียน:** การบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวจะเป็นปัจจัยหนุนความต้องการสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
* **การขยายธุรกิจผ่าน M&P:** การเข้าซื้อกิจการ Peute และ Jordan ช่วยเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจรีไซเคิลและขยายฐานการจัดหาวัตถุดิบคุณภาพสูง
* **การลงทุนในโครงการขยายกำลังการผลิต:** โครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในไทยและกระดาษบรรจุภัณฑ์ในเวียดนาม (แม้จะเลื่อนกำหนดการเริ่มดำเนินการ) จะช่วยรองรับความต้องการในอนาคต
* **นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน:** การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตอบโจทย์ผู้บริโภคและนักลงทุนที่ใส่ใจ ESG
* **การขยายสู่ตลาดใหม่:** การพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและหาช่องทางขยายฐานลูกค้าไปยังภูมิภาคใหม่ๆ
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:** ภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในตลาดส่งออกหลัก เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป อาจกระทบต่อความต้องการสินค้า
* **การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน:** ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะสินค้ากระดาษบรรจุภัณฑ์
* **ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ:** ราคาพลังงานทั่วโลกคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศ
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันด้านราคาและปริมาณในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาจส่งผลต่ออัตรากำไร
* **ความล่าช้าของโครงการ:** โครงการขยายกำลังการผลิตในเวียดนามถูกเลื่อนกำหนดการเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ออกไปเป็นปี 2568
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและผลกระทบต่ออุปสงค์กระดาษบรรจุภัณฑ์
* ทิศทางราคาพลังงานและวัตถุดิบหลัก โดยเฉพาะกระดาษรีไซเคิล
* ความคืบหน้าของโครงการขยายกำลังการผลิตในประเทศไทยและเวียดนาม
* การรับรู้รายได้และต้นทุนจากการควบรวมกิจการ Peute และ Jordan
* การบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงานท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ
* การเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับหลัก ESG
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างของ SCC โดยรวมนั้น เอกสาร MD&A นี้เน้นข้อมูลของ SCGP เป็นหลัก ซึ่งเป็นธุรกิจบรรจุภัณฑ์และกระดาษเป็นส่วนใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างโดยตรงมีจำกัดในเอกสารนี้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคที่กล่าวถึง เช่น การฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนที่อาจปรับตัวดีขึ้น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวม
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 สินทรัพย์รวมของ SCGP อยู่ที่ 208,227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักจากการรวมธุรกิจ Peute และ Jordan และการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และค่าความนิยม ขณะที่หนี้สินรวมลดลง 7% อยู่ที่ 78,981 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นเป็นหลัก ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเพิ่มขึ้น 6% เป็น 129,246 ล้านบาท
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ที่ 0.6 เท่า ลดลงจาก 0.7 เท่าในปีก่อน และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 2.0 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.6 เท่าในปีก่อน จากการลงทุนระหว่างปี
กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 12,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมลงทุน 324 ล้านบาท โดยมีเงินสดรับจากการขายคืนเงินลงทุนในตราสารหนี้เป็นปัจจัยหลัก ขณะที่กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 11,716 ล้านบาท จากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมและเงินปันผล
## สรุปท้าย
SCGP ในไตรมาส 3 ปี 2565 สามารถรักษาการเติบโตของรายได้รวมได้ 19% YoY แม้เผชิญความท้าทายด้านปริมาณขายและต้นทุน โดยมีธุรกิจเยื่อและกระดาษ รวมถึงการควบรวมกิจการใหม่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยและ Core Profit ที่ลดลง สะท้อนถึงแรงกดดันที่ยังคงมีอยู่ การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การผนึกกำลังกับธุรกิจที่ควบรวม และการมุ่งเน้นนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SCC ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
131,289.60
ล้านบาท
↓ 2.4% YoY
กำไรขั้นต้น
12,437.11
ล้านบาท
↓ 15.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
9.47
%
กำไรสุทธิ
-3,691.97
ล้านบาท
↑ 620.5% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-2.81
%
D/E Ratio
1.07
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
131,290
↓ -2.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
12,437
↓ -15.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-3,692
↑ + 620.5%
YoY
D/E Ratio
1.07
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SCC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.07
ROE (%)
4.08
ROA (%)
3.59
Book Value/หุ้น
292.30
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SCC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-38,450
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-3,970
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SCC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-38,450.44
-391.39%
|
13,195.75
-161.55%
|
-21,438.75
+1,325.74%
|
-1,503.69
-71.57%
|
-5,289.32
-107.51%
|
70,415.16
+17.72%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-3,970.09
-124.26%
|
16,362.97
-74.60%
|
64,411.09
-518.32%
|
-15,397.41
-533.84%
|
3,549.11
-104.99%
|
-71,184.99
+58.00%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
52,161.63
-215.38%
|
-45,207.15
+113.47%
|
-21,176.99
-1,403.46%
|
1,624.67
-91.19%
|
18,449.51
-50.76%
|
37,470.95
-345.19%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
10,787.19
-153.47%
|
-20,172.79
-192.56%
|
21,795.34
-242.67%
|
-15,276.44
-191.42%
|
16,709.30
-54.47%
|
36,701.12
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
36,491.93
-16.31%
|
43,601.78
-24.21%
|
57,529.75
+59.84%
|
35,992.84
-44.11%
|
64,399.34
+133.10%
|
27,626.96
-4.03%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
33,679.08
-7.71%
|
36,491.93
-16.31%
|
43,601.78
-24.21%
|
57,529.75
+59.84%
|
35,992.84
-44.11%
|
64,399.34
+133.10%
|