บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
SET · การท่องเที่ยวและสันทนาการ
22.30
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=21172 out_tok=2892 at=2026-07-25T20:52:36 -->
# MINT Q3/2566 กำไรสุทธิโต 13% รับอานิสงส์โรงแรม-ร้านอาหารฟื้นตัว
## รายได้รวมโต 12% จากการท่องเที่ยวคึกคัก-ร้านอาหารไทยแกร่ง ฝ่ายจัดการลั่นคุมต้นทุนได้ดี
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 39,887 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 2,273 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในยุโรป ลาตินอเมริกา และไทย รวมถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ MINT ในไตรมาส 3 ปี 2566 คือ **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมและการเติบโตที่โดดเด่นของธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย** ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิจากการดำเนินงานเติบโต 13% YoY อยู่ที่ 2,273 ล้านบาท โดยธุรกิจโรงแรมมีรายได้เติบโตจากการเดินทางที่เพิ่มขึ้นและราคาห้องพักที่สูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารได้อานิสงส์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและการจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ธุรกิจโรงแรม:** ความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปยุโรป ลาตินอเมริกา และประเทศไทย เป็นปัจจัยหลักที่หนุนรายได้จากการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรม การปรับขึ้นราคาห้องพักเฉลี่ย (Average Daily Rate - ADR) ที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในยุโรปและไทย ทำให้ Revenue per Available Room (RevPAR) เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยในไทย RevPAR เติบโตถึง 38% YoY และสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 ถึง 5% ในกรุงเทพฯ
* **ธุรกิจร้านอาหาร:** การฟื้นตัวของการรับประทานอาหารภายในร้านในประเทศไทย ประกอบกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และการกำหนดราคาเชิงกลยุทธ์ ทำให้ยอดขายต่อร้านเดิม (Same-Store-Sales Growth - SSSG) ในไทยเติบโต 1.6% และยอดขายรวมทุกสาขา (Total-System-Sales - TSS) เพิ่มขึ้น 8.0% นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและโปรโมชั่นอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ EBITDA Margin ของกลุ่มร้านอาหารเพิ่มขึ้นจาก 21.0% ใน Q3/2565 เป็น 22.8% ใน Q3/2566
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 แม้จะมีความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ สำหรับธุรกิจโรงแรมในไทย คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจากจีน รัสเซีย และอินเดีย รวมถึงการเพิ่มเที่ยวบิน ส่วนธุรกิจร้านอาหารในไทยจะยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ผ่านการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์และช่องทางรายได้ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนยังคงต้องติดตามความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวช้า
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการดำเนินงาน Q3/2566:** 39,887 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% YoY
* **กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน Q3/2566:** 2,273 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% YoY
* **EBITDA จากการดำเนินงาน Q3/2566:** 11,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% YoY
* **ธุรกิจโรงแรม:** RevPAR ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 11% YoY และสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 ที่ 26% โดยเฉพาะไทยที่เติบโตโดดเด่น
* **ธุรกิจร้านอาหาร:** ยอดขายรวมทุกสาขา (TSS) เติบโต 4.7% YoY โดยไทยเติบโต 8.0% และ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นเป็น 22.8%
* **9 เดือนแรกปี 2566:** พลิกมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 4,630 ล้านบาท จากขาดทุน 360 ล้านบาทในปีก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2566 MINT รายงานรายได้จากการดำเนินงานรวม 39,887 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% YoY โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากธุรกิจโรงแรมที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการเดินทางทั่วโลกและการปรับขึ้นราคาห้องพัก รวมถึงธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง EBITDA จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 6% YoY เป็น 11,090 ล้านบาท แม้จะมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมเพิ่มขึ้น แต่ก็ถูกชดเชยด้วยการเติบโตของกลุ่มร้านอาหาร ส่งผลให้กำไรสุทธิจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 13% YoY เป็น 2,273 ล้านบาท
สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2566 บริษัทพลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 4,630 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 360 ล้านบาทในปีก่อน โดยรายได้รวมเติบโต 27% YoY และ EBITDA เติบโต 36% YoY ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพที่ดีขึ้น
หากพิจารณารายการตามงบการเงินรวมรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-time items) รายได้รวมเติบโต 11% YoY เป็น 39,888 ล้านบาท แต่ EBITDA ลดลง 14% YoY เป็น 10,981 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวมลดลง 53% YoY เป็น 2,144 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการบันทึกขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงและสัญญาอนุพันธ์ ในขณะที่ปีก่อนมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวทั่วโลก:** แนวโน้มการเดินทางที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย
* **มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย:** การยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจากจีน รัสเซีย และอินเดีย คาดว่าจะหนุนจำนวนนักท่องเที่ยว
* **การขยายสาขาร้านอาหาร:** การเปิดสาขาใหม่ของแบรนด์เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ในสิงคโปร์ และการขยายสาขาในไทยและ CLMV
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์การตลาด:** การสร้างสรรค์เมนูใหม่และการตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมายในธุรกิจร้านอาหาร
* **การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ:** การควบคุมค่าใช้จ่ายพลังงานในกลุ่มโรงแรม NH และการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบในกลุ่มร้านอาหาร
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์:** อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
* **การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจร้านอาหาร:** โดยเฉพาะในตลาดจีนที่การบริโภคยังฟื้นตัวช้า
* **ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น:** โดยเฉพาะค่าแรงและค่าเช่าในบางพื้นที่
* **ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในไตรมาสนี้จะมีผลกระทบจากรายการพิเศษ แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
* **การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค:** การปรับตัวให้ทันต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการเติบโตของ RevPAR ในช่วงฤดูท่องเที่ยว:** โดยเฉพาะในประเทศไทยและยุโรป
* **ผลการดำเนินงานของธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีน:** ความสามารถในการฟื้นตัวท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
* **การบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน:** ผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของกลุ่มโรงแรม NH ในช่วงฤดูหนาว
* **ความคืบหน้าในการขยายสาขาร้านอาหาร:** โดยเฉพาะการเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์
* **ผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน:** ต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**ธุรกิจร้านอาหาร:**
* **รายได้รวมทุกสาขา (TSS):** เติบโต 4.7% YoY โดยไทยเติบโต 8.0% แต่จีนและออสเตรเลียอ่อนตัวลง
* **ยอดขายต่อร้านเดิม (SSSG):** ลดลง 2.0% YoY โดยไทยยังเติบโตเล็กน้อย 1.6%
* **จำนวนสาขา:** สิ้นสุด Q3/2566 มี 2,607 สาขา เพิ่มขึ้นสุทธิ 26 สาขา (YoY +123 สาขา) โดยส่วนใหญ่เป็นการขยายในไทย
* **EBITDA Margin:** เพิ่มขึ้นเป็น 22.8% จาก 21.0% YoY จากการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่าย
**ธุรกิจโรงแรมและอื่นๆ:**
* **RevPAR (System-wide):** เติบโต 11% YoY และสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 ที่ 26%
* **อัตราการเข้าพักเฉลี่ย:** เพิ่มขึ้นเป็น 68% จาก 66% ใน Q3/2565
* **ราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR):** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
* **จำนวนห้องพัก:** เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเองและรับจ้างบริหาร
* **EBITDA Margin:** ลดลงเล็กน้อยเป็น 29.3% จาก 31.8% YoY เนื่องจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
**ธุรกิจไลฟ์สไตล์:**
* **รายได้:** ลดลง 15% YoY จากจำนวนสาขาที่ลดลงและการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร
* **EBITDA:** ลดลง 57% YoY เป็น 59 ล้านบาท จากการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือและค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 370,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้า ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ รวมถึงสินทรัพย์ไม่มีตัวตน หนี้สินรวมอยู่ที่ 281,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปี 2565 ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 88,073 ล้านบาท จากผลกำไรสุทธิและการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิ
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2566 เป็นบวก 26,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เป็นลบ 2.1 พันล้านบาทใน Q3/2566 เนื่องจากมีการลงทุนเข้าซื้อรีสอร์ทที่มัลดีฟส์และสิทธิแฟรนไชส์ซิซซ์เลอร์ รวมถึงการเพิ่มทุนใน Minor Food Singapore
อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสุทธิ (Net Interest-Bearing Debt to Equity) ลดลงมาอยู่ที่ 1.05 เท่า ณ สิ้น Q3/2566 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
## สรุปท้าย
MINT โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 แข็งแกร่งด้วยกำไรสุทธิจากการดำเนินงานที่เติบโต 13% YoY โดยมีหัวใจสำคัญมาจากการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นของธุรกิจโรงแรมทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปและไทย ที่ได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักและราคาห้องพักที่ปรับสูงขึ้น ประกอบกับธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้จะมีรายการพิเศษที่ส่งผลกระทบต่อกำไรตามงบการเงิน แต่แนวโน้มการดำเนินงานในระยะต่อไปยังคงสดใส โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและการแข่งขันในตลาดจีนอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MINT ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
43,865.75
ล้านบาท
↑ 5.4% YoY
กำไรขั้นต้น
20,450.75
ล้านบาท
↑ 1.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
46.62
%
กำไรสุทธิ
2,953.49
ล้านบาท
↓ 18.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
6.73
%
D/E Ratio
2.68
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
43,866
↑ + 5.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
20,451
↑ + 1.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2,953
↓ -18.7%
YoY
D/E Ratio
2.68
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — MINT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.68
ROE (%)
10.17
ROA (%)
6.50
Book Value/หุ้น
16.12
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MINT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-10,993
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-2,562
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MINT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-10,992.60
+89.20%
|
-5,809.97
-55.79%
|
-13,142.08
-183.45%
|
15,748.19
+267.11%
|
4,289.73
-271.61%
|
-2,499.68
-157.67%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-2,562.01
-191.66%
|
2,795.17
-18.59%
|
3,433.27
-25.41%
|
4,603.01
-1,575.32%
|
-312.00
-97.04%
|
-10,531.24
+201.63%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
8,772.84
+23.59%
|
7,098.14
+8.70%
|
6,529.90
-139.61%
|
-16,484.73
-14,087.89%
|
117.85
-99.53%
|
24,949.29
-3,889.67%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-4,781.78
-217.11%
|
4,083.31
-228.45%
|
-3,178.90
-182.22%
|
3,866.46
-5.59%
|
4,095.57
-65.64%
|
11,918.37
+6,342.36%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
13,212.07
-7.35%
|
14,259.80
-37.91%
|
22,966.14
-8.49%
|
25,096.34
-4.09%
|
26,166.15
+96.28%
|
13,330.82
+4.86%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
9,578.41
-27.50%
|
13,212.07
-7.35%
|
14,259.80
-37.91%
|
22,966.14
-8.49%
|
25,096.34
-4.09%
|
26,166.15
+96.28%
|