บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
SET · การท่องเที่ยวและสันทนาการ
22.30
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=20623 out_tok=3434 at=2026-07-25T21:27:04 -->
MINT Q1/2565: รายได้-กำไรฟื้นตัวแรง รับอานิสงส์เปิดเมือง-ท่องเที่ยวคึกคัก
ธุรกิจบริการฟื้นตัวชัดเจน หนุนรายได้-กำไร MINT พลิกขาดทุนน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
MINT (บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 พลิกฟื้นอย่างโดดเด่น โดยรายได้จากการดำเนินงานพุ่งสูงขึ้น 66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 20,701 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA จากการดำเนินงานเติบโตกว่า 5 เท่าตัว มาอยู่ที่ 2,737 ล้านบาท แม้จะยังคงมีผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานที่ 3,582 ล้านบาท แต่ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 31% จากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารหลังการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ MINT ในไตรมาส 1 ปี 2565 คือ **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร** ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทั่วโลก ส่งผลให้กิจกรรมการเดินทางและการบริโภคกลับมาคึกคักอีกครั้ง แม้ว่าภาพรวมบริษัทยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ แต่ EBITDA จากการดำเนินงานพลิกกลับมาเป็นบวกและเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงการดำเนินงานที่กลับมาสร้างกระแสเงินสดได้ดีขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ธุรกิจโรงแรม (Minor Hotels):** การผ่อนคลายข้อจำกัดในการเดินทางทั่วโลกเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) ของกลุ่มโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของเองและเช่าบริหารเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในยุโรปและลาตินอเมริกาที่ RevPar เติบโตเกือบ 4 เท่า ขณะที่มัลดีฟส์ยังคงผลประกอบการแข็งแกร่งต่อเนื่อง และประเทศไทยฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ การปรับขึ้นราคาห้องพักเฉลี่ยและการกลับมาเปิดให้บริการโรงแรมที่เคยปิดไปก็มีส่วนช่วยหนุนรายได้
* **ธุรกิจร้านอาหาร (Minor Food):** ยอดขายโดยรวมทุกสาขา (Total-System-Sales) เติบโตร้อยละ 11.5 โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เติบโตถึงร้อยละ 19.8 จากการฟื้นตัวของจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นหลังยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงการขยายสาขาและการกลับมาเปิดให้บริการร้านที่เคยปิดไป แบรนด์ต่างๆ เช่น เบอร์เกอร์คิง, ซิซซ์เล่อร์, และสเวนเซ่นส์ แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี แม้ว่าธุรกิจในจีนและออสเตรเลียจะยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรคและสถานการณ์เฉพาะถิ่น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่เหลือของปี 2565 จากมาตรการเข้าประเทศที่เสถียรขึ้น และการกลับมาของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ รวมถึงนักเดินทางเพื่อธุรกิจ นอกจากนี้ การผ่อนคลายข้อจำกัดในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ไทย และยุโรป จะเป็นแรงหนุนสำคัญ ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร บริษัทมุ่งเน้นการขับเคลื่อนรายได้ผ่านทุกช่องทางและการเพิ่มความสามารถในการทำกำไร รวมถึงการฟื้นฟูภาพลักษณ์แบรนด์หลักต่างๆ และการขยายสาขาในรูปแบบที่เหมาะสมกับตลาด
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมจากการดำเนินงาน** เติบโต 66% YoY เป็น 20,701 ล้านบาท
* **EBITDA จากการดำเนินงาน** พลิกเป็นบวกที่ 2,737 ล้านบาท จาก 521 ล้านบาทในปีก่อน
* **ผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงาน** ลดลง 31% YoY เป็น 3,582 ล้านบาท
* **ธุรกิจโรงแรม** ฟื้นตัวโดดเด่น รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) ของกลุ่มโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของเองและเช่าบริหารเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า YoY
* **ธุรกิจร้านอาหาร** ยอดขายโดยรวมทุกสาขา (TSS) เติบโต 11.5% YoY โดยเฉพาะในไทยที่เติบโต 19.8% YoY
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 ที่แสดงสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยรายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 20,701 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในหลายภูมิภาคหลัก ส่งผลให้กิจกรรมการเดินทางและจำนวนลูกค้าในร้านอาหารเพิ่มสูงขึ้น EBITDA จากการดำเนินงานเติบโตกว่า 5 เท่าตัว มาอยู่ที่ 2,737 ล้านบาท จาก 521 ล้านบาทในปีก่อน สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่สูงขึ้นและประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น แม้ว่าบริษัทจะยังคงมีผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 3,582 ล้านบาท แต่ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมและผลกำไรที่พลิกกลับมาเป็นบวกของธุรกิจไลฟ์สไตล์
หากพิจารณาตามงบการเงินรวม โดยรวมรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว บริษัทมีรายได้รวม 20,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% และ EBITDA พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 2,605 ล้านบาท จากที่ติดลบ 1,515 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิรวมอยู่ที่ 3,794 ล้านบาท ลดลง 48% จาก 7,250 ล้านบาทในปีก่อน
สัดส่วนรายได้จากการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2565 มาจากธุรกิจโรงแรมและอื่นๆ 66%, ธุรกิจร้านอาหาร 31%, และธุรกิจจัดจำหน่าย 3% โดยสัดส่วน EBITDA จากการดำเนินงานมาจากธุรกิจโรงแรมและอื่นๆ 53%, ธุรกิจร้านอาหาร 43%, และธุรกิจจัดจำหน่าย 4%
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก:** การผ่อนคลายข้อจำกัดการเดินทางและการกลับมาของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อธุรกิจโรงแรมและบริการที่เกี่ยวข้อง
* **การเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในไทย:** การยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ หนุนการบริโภคภายในประเทศ และการปรับกลยุทธ์ของแบรนด์ต่างๆ เช่น สเวนเซ่นส์ และการขยายสาขาในรูปแบบที่เหมาะสม
* **การกลับมาของนักเดินทางเพื่อธุรกิจ:** สัญญาณเชิงบวกของการฟื้นตัวของนักเดินทางเพื่อธุรกิจจะช่วยหนุนการเข้าพักโรงแรม
* **การขยายแบรนด์และสาขา:** การปรับปรุงภาพลักษณ์แบรนด์และการขยายสาขาในรูปแบบใหม่ๆ ของธุรกิจร้านอาหาร รวมถึงการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายและโครงการพักผ่อนแบบปันส่วนเวลา
* **การยกระดับดิจิทัล:** การลงทุนในเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
## ความเสี่ยง
* **สถานการณ์ COVID-19 ที่ยังไม่แน่นอน:** แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการ แต่การระบาดของสายพันธุ์ใหม่ๆ หรือการกลับมาใช้มาตรการเข้มงวดในบางพื้นที่ยังคงเป็นความเสี่ยง
* **ความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก:** ความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น:** โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหาร อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
* **ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน:** การปรับมูลค่าเงินกู้ของโรงแรมในศรีลังกาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
* **การแข่งขันในธุรกิจบริการ:** การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมโรงแรมและร้านอาหาร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ:** โดยเฉพาะในตลาดหลัก เช่น ยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย
* **ผลกระทบจากสถานการณ์ในประเทศจีน:** การผ่อนคลายมาตรการและแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหารในจีน
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในธุรกิจร้านอาหาร
* **ความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์:** โดยเฉพาะโครงการใหม่ที่ประกาศและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
* **การบริหารจัดการหนี้สินและสภาพคล่อง:** การติดตามการรีไฟแนนซ์และการเสริมสร้างฐานะทางการเงิน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
* **ธุรกิจร้านอาหาร:** ยอดขายต่อร้านเดิม (Same-Store-Sales Growth) เติบโต 4.2% โดยได้รับแรงหนุนจากประเทศไทยที่เติบโต 12.4% จากจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นและการกลับมานั่งรับประทานในร้านได้ตามปกติ แบรนด์ต่างๆ เช่น เบอร์เกอร์คิง, ซิซซ์เล่อร์, และสเวนเซ่นส์ แสดงผลการดำเนินงานที่ดี อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในจีนและออสเตรเลียยังคงเผชิญความท้าทายจากมาตรการควบคุมโควิด-19 และสถานการณ์เฉพาะถิ่น รายได้จากการดำเนินงานของธุรกิจร้านอาหารเติบโต 25% YoY โดยหากไม่รวมผลกระทบจากการปรับโครงสร้างธุรกิจจะเติบโต 19% EBITDA Margin อยู่ที่ 18.2% ลดลงจาก 21.1% ในปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและส่วนลดที่ให้กับลูกค้า
* **ธุรกิจโรงแรม:** RevPar ของกลุ่มโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของเองและเช่าบริหารเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า YoY โดยโรงแรมในยุโรปและลาตินอเมริกามี RevPar เติบโตเกือบ 4 เท่า ขณะที่มัลดีฟส์เติบโต 78% และไทยเติบโต 147% จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ อัตราการเข้าพักเฉลี่ยโดยรวมอยู่ที่ 43% เพิ่มขึ้นจาก 21% ในปีก่อน รายได้จากการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมและบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น 164% YoY และ EBITDA พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 1,460 ล้านบาท จากที่ติดลบ 602 ล้านบาทในปีก่อน EBITDA Margin อยู่ที่ 10.6%
* **ธุรกิจจัดจำหน่ายและรับจ้างผลิต:** รายได้จากการดำเนินงานลดลง 27% YoY เนื่องจากผลกระทบจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยย้ายธุรกิจรับจ้างผลิตไปอยู่ภายใต้ไมเนอร์ฟู้ด หากไม่รวมผลกระทบนี้ รายได้จะเติบโต 14% YoY โดยธุรกิจแฟชั่นเติบโตจากการเติบโตของแบรนด์ต่างๆ เช่น ชาร์ล แอนด์คีธ และธุรกิจเครื่องใช้ในบ้านเติบโตจากการตลาดที่ประสบความสำเร็จ EBITDA เติบโตกว่า 2 เท่า เป็น 117 ล้านบาท และ EBITDA Margin ปรับดีขึ้นเป็น 21.3%
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 363,431 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากสิ้นปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเงินสดจากการชำระคืนเงินกู้และหุ้นกู้บางส่วน หนี้สินรวมอยู่ที่ 287,768 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวและหนี้สินภายใต้สัญญาเช่า ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 3,829 ล้านบาท เป็น 75,663 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสนี้
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกที่ 3,908 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจากการดำเนินงานที่ฟื้นตัว บริษัทมีกระแสเงินสดใช้ในกิจกรรมการลงทุน 4,387 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากเงินฝากล่วงหน้าสำหรับการประมูลคอร์บิน แอนด์คิง กระแสเงินสดจ่ายสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงินอยู่ที่ 6,628 ล้านบาท จากการชำระคืนหนี้สินและดอกเบี้ยจ่ายต่างๆ โดยรวมแล้ว เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสุทธิของบริษัทลดลง 7,106 ล้านบาท
อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 16.5% เป็น 31.0% จากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นยังคงเป็นลบที่ -18.5% แต่ดีขึ้นจากปีก่อน ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยลดลงเหลือ 62 วัน อายุเฉลี่ยของสินค้าคงเหลือลดลงเหลือ 33 วัน อัตราส่วนหนี้สินส่วนที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.74 เท่า แต่ยังต่ำกว่าเงื่อนไขของพันธสัญญาหนี้ที่ 1.75 เท่า โดยได้รับการยกเว้นไปจนถึงสิ้นปี 2565 อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 2.9 เท่า
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ MINT ในไตรมาส 1 ปี 2565 คือการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร จากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ทั่วโลก ส่งผลให้รายได้และ EBITDA ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ แต่ก็ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน แนวโน้มในอนาคตยังคงสดใส โดยคาดว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนธุรกิจโรงแรม ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารก็มุ่งมั่นในการเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงต้องบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ต้นทุนที่สูงขึ้น และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินและสภาพคล่องต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MINT ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
43,865.75
ล้านบาท
↑ 5.4% YoY
กำไรขั้นต้น
20,450.75
ล้านบาท
↑ 1.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
46.62
%
กำไรสุทธิ
2,953.49
ล้านบาท
↓ 18.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
6.73
%
D/E Ratio
2.68
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
43,866
↑ + 5.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
20,451
↑ + 1.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2,953
↓ -18.7%
YoY
D/E Ratio
2.68
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — MINT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.68
ROE (%)
10.17
ROA (%)
6.50
Book Value/หุ้น
16.12
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MINT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-10,993
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-2,562
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MINT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-10,992.60
+89.20%
|
-5,809.97
-55.79%
|
-13,142.08
-183.45%
|
15,748.19
+267.11%
|
4,289.73
-271.61%
|
-2,499.68
-157.67%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-2,562.01
-191.66%
|
2,795.17
-18.59%
|
3,433.27
-25.41%
|
4,603.01
-1,575.32%
|
-312.00
-97.04%
|
-10,531.24
+201.63%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
8,772.84
+23.59%
|
7,098.14
+8.70%
|
6,529.90
-139.61%
|
-16,484.73
-14,087.89%
|
117.85
-99.53%
|
24,949.29
-3,889.67%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-4,781.78
-217.11%
|
4,083.31
-228.45%
|
-3,178.90
-182.22%
|
3,866.46
-5.59%
|
4,095.57
-65.64%
|
11,918.37
+6,342.36%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
13,212.07
-7.35%
|
14,259.80
-37.91%
|
22,966.14
-8.49%
|
25,096.34
-4.09%
|
26,166.15
+96.28%
|
13,330.82
+4.86%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
9,578.41
-27.50%
|
13,212.07
-7.35%
|
14,259.80
-37.91%
|
22,966.14
-8.49%
|
25,096.34
-4.09%
|
26,166.15
+96.28%
|