บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
SET · การท่องเที่ยวและสันทนาการ
21.50
+0.10 (+0.47%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=22647 out_tok=2622 at=2026-07-27T10:54:42 -->
MINT พลิกขาดทุนสุทธิ Q2/64 เป็นกำไร รับแรงหนุนธุรกิจโรงแรมฟื้นตัว
**รายได้-กำไรฟื้นตัวแรง YoY จากฐานต่ำปีก่อน ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นการควบคุมค่าใช้จ่ายและกลยุทธ์การตลาดเพื่อรักษาโมเมนตัม**
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 ที่พลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 3,395 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 7,162 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า เป็น 15,587 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในยุโรปและธุรกิจร้านอาหารในจีนและออสเตรเลีย ประกอบกับฐานที่ต่ำในปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 อย่างหนัก
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ MINT ในไตรมาส 2 ปี 2564 พลิกกลับมาดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรปและจีน** ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานเติบโตกว่า 2 เท่าตัว และ EBITDA จากการดำเนินงานพลิกกลับมาเป็นบวกที่ 3,100 ล้านบาท จากที่ติดลบ 1,826 ล้านบาทในปีก่อน
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
การฟื้นตัวนี้เป็นผลมาจากหลายปัจจัยประการแรก การกระจายวัคซีนที่คืบหน้าในทวีปยุโรปและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาด ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศกลับมาคึกคัก ส่งผลให้โรงแรมในยุโรปมีอัตราการเข้าพักและรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ ธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีนและออสเตรเลียก็มีการเติบโตของยอดขายต่อสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth) ที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวและการเปิดตัวเมนูใหม่ๆ ปัจจัยเหล่านี้ผนวกกับฐานผลประกอบการที่ต่ำมากในไตรมาส 2 ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ธุรกิจได้รับผลกระทบหนักจากการล็อกดาวน์ ทำให้ตัวเลขการเติบโต YoY ดูโดดเด่น
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยง** ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในยุโรปจะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ขณะที่การท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจคาดว่าจะฟื้นตัวหลังฤดูร้อน นอกจากนี้ โครงการ Phuket Sandbox ในไทยก็เป็นสัญญาณบวกต่อการท่องเที่ยวในประเทศเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความผันผวนจากการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ และมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นในบางพื้นที่ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการดำเนินงาน Q2/64 พุ่ง 133% YoY เป็น 15,587 ล้านบาท** จากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร
* **EBITDA จากการดำเนินงานพลิกเป็นบวก 3,100 ล้านบาท** จากที่ติดลบ 1,826 ล้านบาทในปีก่อน
* **ผลขาดทุนจากการดำเนินงานลดลง 53% YoY เป็น 3,395 ล้านบาท**
* **ธุรกิจร้านอาหารในจีนและออสเตรเลียเติบโตโดดเด่น** โดยยอดขายรวมทุกสาขา (Total-System-Sales) ในจีนโต 76% และในออสเตรเลียโต 85.3% YoY
* **ธุรกิจโรงแรมในยุโรปฟื้นตัวแรง** RevPar เพิ่มขึ้น 396% YoY จากการผ่อนคลายมาตรการและวัคซีน
* **บริษัทมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น** ณ สิ้นเดือน ก.ค. มีเงินสดในมือประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท และวงเงินสินเชื่อ 3.1 หมื่นล้านบาท
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2564 MINT แสดงผลประกอบการที่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 15,587 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 133% จาก 6,682 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการกลับมาเปิดให้บริการของโรงแรมและร้านอาหารที่เคยปิดไป รวมถึงการเติบโตของธุรกิจในภูมิภาคยุโรปและจีน EBITDA จากการดำเนินงานพลิกจากขาดทุน 1,826 ล้านบาท มาเป็นกำไร 3,100 ล้านบาท ส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานลดลงอย่างมากจาก 7,162 ล้านบาท เหลือ 3,395 ล้านบาท
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2564 รายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 28,086 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ EBITDA จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า เป็น 3,622 ล้านบาท จาก 1,156 ล้านบาทในปีที่แล้ว โดยผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานลดลง 17% เป็น 8,606 ล้านบาท
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก:** การกระจายวัคซีนที่คืบหน้าและการผ่อนคลายมาตรการเดินทางเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อธุรกิจโรงแรม
* **ศักยภาพการเติบโตในจีนและออสเตรเลีย:** ธุรกิจร้านอาหารในสองประเทศนี้แสดงการเติบโตที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มต่อเนื่อง
* **โครงการ Phuket Sandbox และ Samui Plus:** เป็นโอกาสในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศไทย
* **การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย:** บริษัทมีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
* **การพัฒนาช่องทางดิจิทัลและเดลิเวอรี่:** เป็นการปรับตัวเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
## ความเสี่ยง
* **การระบาดของ COVID-19 และสายพันธุ์ใหม่:** ความผันผวนของการระบาดอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
* **มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด:** การล็อกดาวน์หรือข้อจำกัดต่างๆ ในแต่ละประเทศอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:** สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน:** การดำเนินงานในหลายประเทศอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน
* **การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม:** ตลาดมีการแข่งขันสูง ซึ่งอาจกดดันราคาและส่วนแบ่งการตลาด
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในยุโรป:** การผ่อนคลายมาตรการและการเดินทางระหว่างประเทศ
* **ผลกระทบของการระบาดระลอกใหม่ในไทยและต่างประเทศ:** ต่อการดำเนินงานของร้านอาหารและโรงแรม
* **ความสำเร็จของโครงการ Phuket Sandbox และ Samui Plus:** ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว
* **การเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในจีน:** การขยายสาขาและโปรแกรมสมาชิก
* **การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย:** เพื่อรักษาอัตรากำไรในภาวะที่รายได้ยังมีความไม่แน่นอน
* **ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนและการเปิดประเทศ:** ทั่วโลก
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**ธุรกิจร้านอาหาร:** ยอดขายรวมทุกสาขา (Total-System-Sales) เติบโต 36.4% YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการกลับมาเปิดให้บริการของสาขาที่เคยปิด และการเติบโตของยอดขายต่อสาขาเดิม (Same-Store-Sales Growth) ที่ 6.1% โดยเฉพาะในจีนและออสเตรเลียที่เติบโตโดดเด่นถึง 28.1% และ 74.0% ตามลำดับ แม้ว่าในไทยจะเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการควบคุม COVID-19 แต่บริษัทได้เร่งพัฒนาแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่และขยายพื้นที่จัดส่ง EBITDA Margin ของธุรกิจร้านอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 22.4% จาก 12.0% ในปีก่อน
**ธุรกิจโรงแรม:** รายได้จากการดำเนินงานเติบโตกว่า 5 เท่า YoY จากการฟื้นตัวในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะยุโรปที่ RevPar เพิ่มขึ้น 396% จากฐานต่ำปีก่อน และมัลดีฟส์ที่ฟื้นตัวใกล้เคียงระดับก่อน COVID-19 แล้ว อัตราการเข้าพักเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 28% เพิ่มขึ้นจาก 9% ในปีก่อน แม้ว่าในไทยจะยังได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ COVID-19 แต่ธุรกิจ ASQ และการท่องเที่ยวในภูเก็ตและสมุยเป็นปัจจัยสนับสนุน EBITDA จากการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมและอื่นๆ พลิกเป็นบวก 1,948 ล้านบาท จากที่ติดลบ 2,275 ล้านบาท
**ธุรกิจจัดจำหน่ายและรับจ้างผลิต:** รายได้ลดลง 3% YoY เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคลดลงและการระบาดในไทย แต่ EBITDA ขาดทุนลดลงเหลือ 17 ล้านบาท จาก 29 ล้านบาทในปีก่อน โดยธุรกิจแฟชั่นมี EBITDA ฟื้นตัวจากการลดการให้ส่วนลด
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 362,628 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปี 2563 โดยมีเงินสดเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมและหมุนเวียนสินทรัพย์ ขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นเป็น 297,016 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 10,711 ล้านบาท เป็น 65,612 ล้านบาท จากผลขาดทุนสุทธิ
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 2,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน โดยมีกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เป็นบวก 2.8 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2564 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า บริษัทมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น โดยมีเงินสดในมือประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท และวงเงินสินเชื่อ 3.1 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2564
## สรุปท้าย
MINT แสดงผลประกอบการที่น่าประทับใจในไตรมาส 2 ปี 2564 โดยมี "หัวใจกำไร" มาจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมในยุโรปและธุรกิจร้านอาหารในจีนและออสเตรเลีย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายมาตรการ COVID-19 และการกระจายวัคซีน แม้ว่าความเสี่ยงจากการระบาดจะยังคงอยู่ แต่การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและกลยุทธ์การตลาดที่ปรับตัวได้ดี ทำให้บริษัทมีโอกาสที่จะรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวนี้ต่อไปได้ในอนาคตอันใกล้
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MINT ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
43,865.75
ล้านบาท
↑ 5.4% YoY
กำไรขั้นต้น
20,450.75
ล้านบาท
↑ 1.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
46.62
%
กำไรสุทธิ
2,953.49
ล้านบาท
↓ 18.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
6.73
%
D/E Ratio
2.68
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
43,866
↑ + 5.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
20,451
↑ + 1.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2,953
↓ -18.7%
YoY
D/E Ratio
2.68
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — MINT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.68
ROE (%)
10.17
ROA (%)
6.50
Book Value/หุ้น
14.70
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MINT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-10,993
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-2,562
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MINT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-10,992.60
+89.20%
|
-5,809.97
-55.79%
|
-13,142.08
-183.45%
|
15,748.19
+267.11%
|
4,289.73
-271.61%
|
-2,499.68
-157.67%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-2,562.01
-191.66%
|
2,795.17
-18.59%
|
3,433.27
-25.41%
|
4,603.01
-1,575.32%
|
-312.00
-97.04%
|
-10,531.24
+201.63%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
8,772.84
+23.59%
|
7,098.14
+8.70%
|
6,529.90
-139.61%
|
-16,484.73
-14,087.89%
|
117.85
-99.53%
|
24,949.29
-3,889.67%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-4,781.78
-217.11%
|
4,083.31
-228.45%
|
-3,178.90
-182.22%
|
3,866.46
-5.59%
|
4,095.57
-65.64%
|
11,918.37
+6,342.36%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
13,212.07
-7.35%
|
14,259.80
-37.91%
|
22,966.14
-8.49%
|
25,096.34
-4.09%
|
26,166.15
+96.28%
|
13,330.82
+4.86%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
9,578.41
-27.50%
|
13,212.07
-7.35%
|
14,259.80
-37.91%
|
22,966.14
-8.49%
|
25,096.34
-4.09%
|
26,166.15
+96.28%
|