บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
SET · การท่องเที่ยวและสันทนาการ
22.30
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=22204 out_tok=2746 at=2026-07-25T21:46:31 -->
# MINT พลิกกำไร Q2/65 โตเท่าตัว รับอานิสงส์ธุรกิจโรงแรม-ร้านอาหารฟื้นตัวแรง
## รายได้-กำไรโตแรงตามการท่องเที่ยว-กำลังซื้อฟื้นตัว ฝ่ายจัดการชี้โรงแรมยุโรป-มัลดีฟส์ทำสถิติใหม่
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 1,211 ล้านบาท เติบโต 136% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 3,395 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการดำเนินงาน 32,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว จากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของทั้ง 3 ธุรกิจหลัก คือ โรงแรม ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่ทำผลงานโดดเด่นในยุโรปและมัลดีฟส์ ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารในไทยและออสเตรเลียกลับมาเติบโตได้ดี
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ MINT ในไตรมาส 2 ปี 2565 คือ **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร** ซึ่งส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานพลิกกลับมาเป็นบวกที่ 1,211 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 3,395 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีรายได้จากการดำเนินงานเติบโตกว่า 2 เท่าตัว มาอยู่ที่ 32,181 ล้านบาท EBITDA จากการดำเนินงานเติบโตเกือบ 3 เท่าตัว มาอยู่ที่ 9,059 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ธุรกิจโรงแรม:** ได้รับแรงหนุนจากการยกเลิกข้อจำกัดการเดินทางทั่วโลก ทำให้ความต้องการเดินทางเพื่อการพักผ่อนและธุรกิจกลับมาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมใน **ยุโรปและมัลดีฟส์** ที่ทำผลการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์และสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ กลยุทธ์การขึ้นราคาค่าห้องพักที่ประสบความสำเร็จยังช่วยหนุนรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) ให้สูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 ถึง 5%
* **ธุรกิจร้านอาหาร:** ยอดขายโดยรวมทุกสาขา (Total-System-Sales) เติบโต 13.3% โดยเฉพาะใน **ประเทศไทย** ที่เติบโตถึง 25.6% จากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นและการกลับมานั่งรับประทานในร้านได้มากขึ้น รวมถึงการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ **ออสเตรเลีย** ก็ฟื้นตัวได้ดีหลังยกเลิกมาตรการต่างๆ แม้ว่าจีนจะยังคงได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ แต่แนวโน้มก็เริ่มดีขึ้นในเดือนมิถุนายน
* **ธุรกิจไลฟ์สไตล์:** แม้จะมีการปรับโครงสร้างธุรกิจภายใน แต่รายได้จากการดำเนินงานยังเติบโต 7% จากยอดขายที่แข็งแกร่งของกลุ่มแฟชั่น และ EBITDA พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 119 ล้านบาท
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าภาคการท่องเที่ยวจะยังคงฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในครึ่งหลังของปี 2565 จากความต้องการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางเพื่อธุรกิจที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น นอกจากนี้ การยกเลิกข้อจำกัดการเดินทางในหลายประเทศ รวมถึงการกลับมาเปิดให้บริการร้านอาหารในจีนและออสเตรเลีย จะเป็นปัจจัยหนุนต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาปัจจัยกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงขึ้น
## Highlight สำคัญ
* **พลิกมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 1,211 ล้านบาท** เทียบกับขาดทุน 3,395 ล้านบาทใน Q2/64
* **รายได้จากการดำเนินงานโตกว่า 2 เท่า** แตะ 32,181 ล้านบาท
* **EBITDA จากการดำเนินงานพุ่งเกือบ 3 เท่า** สู่ 9,059 ล้านบาท
* **ธุรกิจโรงแรมทำสถิติสูงสุด** ในยุโรปและมัลดีฟส์ สูงกว่าระดับก่อนโควิด-19
* **ธุรกิจร้านอาหารในไทยโตแกร่ง 25.6%** จากกำลังซื้อฟื้นตัวและการกลับมานั่งทานในร้าน
* **อันดับเครดิตปรับแนวโน้มเป็น "คงที่"** จาก "เชิงลบ" โดย Tris Rating และ Moody's
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2565 MINT มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 32,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี EBITDA จากการดำเนินงาน 9,059 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 192% และพลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 1,211 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 3,395 ล้านบาทในปีก่อน อัตรากำไร EBITDA จากการดำเนินงานอยู่ที่ 28.2% เพิ่มขึ้นจาก 19.9% ในปีก่อน
สำหรับงบการเงินรวม (รวมรายการพิเศษ) บริษัทมีรายได้ 32,212 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105% EBITDA 9,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 220% และพลิกมีกำไรสุทธิ 1,561 ล้านบาท จากขาดทุน 3,924 ล้านบาทในปีก่อน
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงาน 52,882 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88% EBITDA 11,796 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 226% และขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานลดลงเหลือ 2,371 ล้านบาท จากขาดทุน 8,606 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวทั่วโลก:** การยกเลิกข้อจำกัดการเดินทางและการกลับมาของนักท่องเที่ยวทั้งเพื่อการพักผ่อนและธุรกิจ จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้ของธุรกิจโรงแรมอย่างต่อเนื่อง
* **กำลังซื้อผู้บริโภคที่ฟื้นตัว:** ส่งผลดีต่อธุรกิจร้านอาหารและไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างประเทศไทยและออสเตรเลีย
* **กลยุทธ์การขึ้นราคาค่าห้องพัก:** ช่วยหนุนรายได้และอัตรากำไรของธุรกิจโรงแรม
* **การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง:** โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย และการปรับปรุงรูปแบบร้านค้าในออสเตรเลีย
* **การปรับปรุงอันดับเครดิต:** สะท้อนความเชื่อมั่นของสถาบันจัดอันดับต่อการฟื้นตัวของบริษัท
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนที่สูงขึ้น:** อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** โดยเฉพาะผลกระทบจากสกุลเงินรูปีศรีลังกาและเรียลบราซิลที่ฝ่ายจัดการระบุว่ามีผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
* **สถานการณ์โควิด-19 ในจีน:** แม้จะเริ่มผ่อนคลาย แต่การกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน
* **การแข่งขันในธุรกิจบริการ:** ทั้งในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ ยังคงมีการแข่งขันสูง
* **ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์:** อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศและกำลังซื้อของผู้บริโภค
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในตลาดหลัก โดยเฉพาะยุโรปและมัลดีฟส์
* การเติบโตของยอดขายต่อสาขาเดิม (Same-Store-Sales Growth) ของธุรกิจร้านอาหารในไทยและออสเตรเลีย
* ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อต่อต้นทุนและอัตรากำไรของทุกธุรกิจ
* ความคืบหน้าในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายของทุกกลุ่มธุรกิจ
* แนวโน้มการขยายสาขาและการปรับปรุงรูปแบบร้านค้าของธุรกิจร้านอาหารและไลฟ์สไตล์
* การบริหารจัดการหนี้สินและกระแสเงินสดของบริษัทท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**ธุรกิจร้านอาหาร:** ยอดขายต่อร้านเดิม (Same-Store-Sales Growth) เติบโต 7.8% โดยเฉพาะในไทยที่เติบโตสูงถึง 13.3% จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวและการกลับมานั่งทานในร้านได้มากขึ้น จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นสุทธิ 49 สาขาในไตรมาสนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ในไทย EBITDA Margin ลดลงมาอยู่ที่ 17.0% จาก 22.4% ในปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ
**ธุรกิจโรงแรมและอื่นๆ:** รายได้รวมเติบโตกว่า 2 เท่าตัว โดย RevPar ของกลุ่มโรงแรมที่ลงทุนเองและเช่าบริหารสูงกว่าก่อนโควิด-19 ถึง 5% โดยเฉพาะในยุโรปและมัลดีฟส์ที่ทำผลงานได้ดีเยี่ยม อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมที่ลงทุนเองและเช่าบริหารอยู่ที่ 66% เพิ่มขึ้นจาก 23% ในปีก่อน EBITDA Margin พุ่งสูงขึ้นเป็น 31.1% จาก 19.9% ในปีก่อน แม้จะมีผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนในศรีลังกาและบราซิล
**ธุรกิจไลฟ์สไตล์:** รายได้เติบโต 7% แม้จำนวนสาขาจะลดลงจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มแฟชั่นที่มียอดขายเติบโตดีจากจำนวนลูกค้าที่สูงขึ้น EBITDA พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 119 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 17 ล้านบาทในปีก่อน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 364,423 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากสิ้นปี 2564 โดยมีหนี้สินรวม 285,115 ล้านบาท ลดลงจากการชำระคืนเงินกู้ยืมและหนี้สินตามสัญญาเช่า ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเล็กน้อยจากผลขาดทุนสุทธิในช่วง 6 เดือนแรกของปี
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 10,483 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน กระแสเงินสดอิสระกลับมาเป็นบวกที่ 7.7 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2565 จากที่ติดลบในไตรมาสก่อนหน้า
อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.63 เท่า ซึ่งต่ำกว่าเงื่อนไขตามพันธสัญญาหนี้ และบริษัทมีแผนชำระคืนเงินกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวก่อนกำหนดเพื่อบรรเทาผลกระทบจากดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น
## สรุปท้าย
MINT แสดงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2 ปี 2565 ด้วยการพลิกกลับมามีกำไรจากการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร โดยเฉพาะการทำสถิติใหม่ของโรงแรมในยุโรปและมัลดีฟส์ ประกอบกับการเติบโตของกำลังซื้อในไทยและออสเตรเลีย แม้จะมีความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่แนวโน้มการท่องเที่ยวที่สดใสและกลยุทธ์การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของฝ่ายจัดการ ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MINT ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
43,865.75
ล้านบาท
↑ 5.4% YoY
กำไรขั้นต้น
20,450.75
ล้านบาท
↑ 1.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
46.62
%
กำไรสุทธิ
2,953.49
ล้านบาท
↓ 18.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
6.73
%
D/E Ratio
2.68
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
43,866
↑ + 5.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
20,451
↑ + 1.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2,953
↓ -18.7%
YoY
D/E Ratio
2.68
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — MINT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.68
ROE (%)
10.17
ROA (%)
6.50
Book Value/หุ้น
16.12
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MINT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-10,993
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-2,562
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MINT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-10,992.60
+89.20%
|
-5,809.97
-55.79%
|
-13,142.08
-183.45%
|
15,748.19
+267.11%
|
4,289.73
-271.61%
|
-2,499.68
-157.67%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-2,562.01
-191.66%
|
2,795.17
-18.59%
|
3,433.27
-25.41%
|
4,603.01
-1,575.32%
|
-312.00
-97.04%
|
-10,531.24
+201.63%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
8,772.84
+23.59%
|
7,098.14
+8.70%
|
6,529.90
-139.61%
|
-16,484.73
-14,087.89%
|
117.85
-99.53%
|
24,949.29
-3,889.67%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-4,781.78
-217.11%
|
4,083.31
-228.45%
|
-3,178.90
-182.22%
|
3,866.46
-5.59%
|
4,095.57
-65.64%
|
11,918.37
+6,342.36%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
13,212.07
-7.35%
|
14,259.80
-37.91%
|
22,966.14
-8.49%
|
25,096.34
-4.09%
|
26,166.15
+96.28%
|
13,330.82
+4.86%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
9,578.41
-27.50%
|
13,212.07
-7.35%
|
14,259.80
-37.91%
|
22,966.14
-8.49%
|
25,096.34
-4.09%
|
26,166.15
+96.28%
|