บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน)
SET · เงินทุนและหลักทรัพย์
12.00
+0.10 (+0.84%)
สรุปสั้น
บริษัทมีกําไรสุทธิที่เพิ่มจากการบริหารการจัดเก็บพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพที่ดี โดยรายได้ดอกเบี้ย และเงินปันผล และกําไรจากเงินให้เสินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้ จากธุรกิจการซื้อหนี้ด้อย คุณภาพมาบริหาร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1/2564 เท่ากับ 272.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40.1 เป็นผลสืบเนื่องจาก การเพิ่มขึ้นรายได้ดอกเบี้ย และเงินปันผล
ซึ่งเป็นผลจากสามารถจัดเก็บหนี้ด้อยคุณภาพที่รับซื้อในช่วงปี 2564 และมีรายได้จากการจัดเก็บจากกองหนี้ด้อยคุณภาพที่ตัดมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 48.6
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7746 out_tok=2713 at=2026-07-25T18:17:38 -->
JMT กำไรสุทธิปี 64 ทะยาน 33.8% รับพอร์ตหนี้โต-บริหารต้นทุนดี
**JMT Q4/2564: รายได้-กำไรปรับตัว ปัจจัยหลักจากพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพขยายตัวและประสิทธิภาพการจัดเก็บที่ดีขึ้น**
บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT รายงานผลประกอบการปี 2564 เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีกำไรสุทธิ 1,400.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.8% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยมีรายได้รวม 3,624.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% จากปัจจัยหลักจากการลงทุนในหนี้ด้อยคุณภาพที่เพิ่มขึ้นและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ JMT ในปี 2564 คือ **การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพที่บริษัทเข้าลงทุนเพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ** ซึ่งส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยและกำไรจากการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้น
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
* **การขยายการลงทุนในหนี้ด้อยคุณภาพ:** บริษัทฯ ได้ลงทุนซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 มีงบลงทุนซื้อหนี้ด้อยคุณภาพถึง 8,516 ล้านบาท ทั้งหนี้มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน การขยายพอร์ตนี้ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยและกำไรจากเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 86.4% ของรายได้รวมในปี 2564
* **ประสิทธิภาพการจัดเก็บหนี้ที่ดีขึ้น:** ยอดจัดเก็บกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูงถึง 4,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดเก็บหนี้ที่เพิ่มขึ้น และคุณภาพของพอร์ตหนี้ที่บริษัทเข้าลงทุน
* **การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ:** ต้นทุนการให้บริการลดลงเล็กน้อย 0.6% แม้ว่ารายได้รวมจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 67.6% ในปี 2563 เป็น 71.5% ในปี 2564 การควบคุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรจากการใช้เทคโนโลยี และค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยที่ลดลง เป็นปัจจัยสำคัญ
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการระบุว่าสถานการณ์ตลาดหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นโอกาสเชิงบวกสำหรับบริษัทฯ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความพร้อมด้านเงินลงทุน ระบบงาน พนักงาน และการใช้เทคโนโลยีที่มากขึ้นในการจัดเก็บหนี้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์:** ปี 2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,400.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.8% จากปีก่อนหน้า และเป็นสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6
* **รายได้รวมเติบโต 13.6%:** รายได้รวมอยู่ที่ 3,624.9 ล้านบาท โดยมีรายได้ดอกเบี้ยและกำไรจากการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้น 19% เป็นสัดส่วนหลัก 86.4% ของรายได้รวม
* **ยอดจัดเก็บหนี้โต 24%:** ยอดจัดเก็บกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูงถึง 4,590 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น:** อยู่ที่ 71.5% เพิ่มขึ้นจาก 67.6% ในปี 2563 สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารงาน
* **ลงทุนซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่ม:** ใช้เงินลงทุน 8,516 ล้านบาท ในปี 2564
* **ฐานะการเงินแข็งแกร่ง:** อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือ 0.45 เท่า หลังจากการเพิ่มทุน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2564 บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT สามารถสร้างผลประกอบการที่โดดเด่น โดยมีรายได้รวม 3,624.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่มีรายได้ 3,190.8 ล้านบาท การเติบโตนี้ขับเคลื่อนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล รวมถึงกำไรจากเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น 19% เป็น 3,130.2 ล้านบาท คิดเป็น 86.4% ของรายได้รวม ขณะที่รายได้จากการรับจ้างติดตามหนี้ลดลง 17% มาอยู่ที่ 300.6 ล้านบาท และรายได้จากการรับประกันภัยลดลง 2.5% มาอยู่ที่ 194.2 ล้านบาท
ด้านต้นทุนการให้บริการลดลงเล็กน้อย 0.6% มาอยู่ที่ 865.3 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นจาก 67.6% ในปี 2563 เป็น 71.5% ในปี 2564
แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารจะเพิ่มขึ้น 36.3% มาอยู่ที่ 601.1 ล้านบาท และผลขาดทุนด้านเครดิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 69.3% มาอยู่ที่ 62.2 ล้านบาท แต่โดยรวมแล้ว บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินได้ดีขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง 98.0% มาอยู่ที่ 6.3 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 33.8% มาอยู่ที่ 1,400.4 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 38.6%
## โอกาส
* **ปริมาณหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้น:** สถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากผลกระทบโควิด-19 คาดว่าจะทำให้ปริมาณหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพของบริษัทฯ
* **การร่วมทุนกับธนาคารกสิกรไทย:** การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับธนาคารกสิกรไทย จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและขยายโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
* **การขยายการลงทุน:** บริษัทฯ มีความพร้อมด้านเงินลงทุน ระบบงาน และบุคลากรในการเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว:** สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจส่งผลให้กระแสเงินสดจากการจัดเก็บหนี้ชะลอตัวในบางอุตสาหกรรม
* **การแข่งขันในตลาดหนี้ด้อยคุณภาพ:** แม้จะมีโอกาสเพิ่มขึ้น แต่การแข่งขันในการเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพอาจส่งผลต่อราคาซื้อและผลตอบแทนจากการลงทุน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การเติบโตของพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพ:** ติดตามการเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพใหม่ๆ และขนาดของพอร์ตที่เพิ่มขึ้น
* **ประสิทธิภาพการจัดเก็บหนี้:** ประเมินแนวโน้มยอดจัดเก็บกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
* **ผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมทุน:** จับตาความคืบหน้าและผลกระทบจากการร่วมทุนกับธนาคารกสิกรไทย
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ตรวจสอบการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงิน
* **การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ:** ติดตามกฎเกณฑ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจบริหารหนี้
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในฐานะบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) JMT มีจุดเด่นที่การมุ่งเน้นธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพประเภทไม่มีหลักประกัน (Unsecure Loan) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แม้ว่าเอกสารจะไม่ได้ระบุตัวเลข NPL หรือ Coverage Ratio โดยตรง แต่การที่บริษัทฯ สามารถเพิ่มยอดจัดเก็บหนี้ได้ถึง 24% และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 71.5% สะท้อนถึงคุณภาพของพอร์ตหนี้ที่บริหารจัดการได้ดี และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ โดยผลขาดทุนด้านเครดิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
การที่บริษัทฯ ใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ แสดงให้เห็นถึงการขยายขนาดธุรกิจ (Volume) ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้หลัก การเพิ่มขึ้นของ "สินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่น" และ "เงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้คาดว่าจะได้รับเกินกว่า 1 ปี" ในงบดุล สะท้อนถึงการลงทุนในพอร์ตหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2564 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 28,036.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96.5% โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 189.1% ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด (เพิ่มขึ้น 112.7% เป็น 2,076.0 ล้านบาท) และสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่น (เพิ่มขึ้น 446.6% เป็น 6,357.8 ล้านบาท) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการบริหารเงินจากการเพิ่มทุน
ในด้านหนี้สินรวมอยู่ที่ 8,958.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% โดยหนี้สินไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมระยะสั้นและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดภายใน 1 ปี ขณะที่หนี้สินระยะยาวลดลง
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 59.7% ในปี 2563 เป็น 32.0% ในปี 2564 และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือ 0.39 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มทุนผ่าน Right Offering ในช่วงปลายปี 2564 ทำให้ฐานะการเงินมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก
กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานในปี 2564 มีการใช้เงินสดสุทธิสูงถึง 11,061.6 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้ไปเพื่อการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหาร ขณะที่กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินได้มา 12,050.0 ล้านบาท จากการออกหุ้นเพิ่มทุน
## สรุปท้าย
JMT โชว์ผลประกอบการปี 2564 ทำสถิติกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ด้วยกำไร 1,400.4 ล้านบาท เติบโต 33.8% จากการขยายพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพที่บริษัทเข้าลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 71.5% แม้จะมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่โอกาสจากปริมาณหนี้ด้อยคุณภาพที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น และการร่วมทุนกับธนาคารกสิกรไทย จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต โดยบริษัทฯ มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากหลังจากการเพิ่มทุน
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ JMT ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
1,152.00
ล้านบาท
↓ 9.9% YoY
กำไรขั้นต้น
727.26
ล้านบาท
↓ 11.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
63.13
%
กำไรสุทธิ
221.72
ล้านบาท
↓ 44.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
19.25
%
D/E Ratio
0.36
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,152
↓ -9.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
727
↓ -11.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
222
↓ -44.6%
YoY
D/E Ratio
0.36
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — JMT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.36
ROE (%)
3.84
ROA (%)
4.39
Book Value/หุ้น
18.76
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — JMT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-581
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-17
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — JMT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-580.92
-82.52%
|
-3,323.46
-1,007.36%
|
366.28
-107.94%
|
-4,613.35
+16.67%
|
-3,954.34
+112.54%
|
-1,860.53
+584.92%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-16.74
-102.26%
|
739.73
-89.78%
|
7,234.77
+57.58%
|
4,591.25
-847.80%
|
-613.97
+316.50%
|
-147.41
+5.24%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-2,764.31
-153.00%
|
5,215.92
-199.60%
|
-5,236.67
-359.56%
|
2,017.53
-53.64%
|
4,351.47
+63.70%
|
2,658.25
+548.46%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-3,361.93
-227.73%
|
2,632.07
+11.32%
|
2,364.38
+18.48%
|
1,995.62
-1,018.84%
|
-217.19
-133.40%
|
650.21
-32,938.89%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
1,101.43
-38.33%
|
1,786.11
-36.14%
|
2,797.09
+34.74%
|
2,075.97
+114.66%
|
967.08
+205.21%
|
316.86
-54.24%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
607.08
-44.88%
|
1,101.43
-38.33%
|
1,786.11
-36.14%
|
2,797.09
+34.74%
|
2,075.97
+114.66%
|
967.08
+205.21%
|