บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
2.36
+0.10 (+4.42%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=31319 out_tok=3335 at=2026-07-25T18:36:29 -->
# IRPC พลิกขาดทุนสุทธิ Q3/65 สู่ระดับ 2,549 ล้านบาท รับแรงกดดันราคาผลิตภัณฑ์ดิ่ง
## รายได้-กำไรทรุดหนักตามราคาพลังงานโลก ดันขาดทุนสต็อกน้ำมันพุ่งสูง ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจถดถอย-นโยบายจีน
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 2,549 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 2,155 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำไรขั้นต้นจากการผลิตทั้งในส่วนของน้ำมันและปิโตรเคมี
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรและผลประกอบการของ IRPC ในไตรมาส 3/2565 พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 2,549 ล้านบาท มาจาก **การลดลงอย่างรุนแรงของกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM)** ซึ่งหดตัวถึง 65% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 43% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจาก **ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง** โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ประกอบกับ **การขาดทุนจากสต็อกน้ำมันสุทธิที่สูงถึง 4,020 ล้านบาท** ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ทำให้กำไรขั้นต้นทางบัญชี (Accounting GIM) ลดลงอย่างมาก
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การลดลงของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เกิดจากหลายปัจจัยประดังเข้ามาประการแรกคือ **ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก** จากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายประเทศ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีชะลอตัวลง ประการที่สองคือ **นโยบาย Zero-COVID ของประเทศจีน** ที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันในจีนโดยตรง นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตในตะวันออกกลางจัดสรรการขายมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทดแทนการขายไปยังจีน ยิ่งกดดันราคาในภูมิภาคให้ต่ำลง สำหรับกลุ่มปิโตรเคมีนั้น ความต้องการผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะกลุ่มโอเลฟินส์และสไตรีนิกส์ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจและนโยบายจีน รวมถึงปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่กระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนต้นทุน Crude Premium ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดัน Margin
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** จากแนวโน้มที่ฝ่ายจัดการคาดการณ์ในไตรมาส 4/2565 ว่าราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวในระดับสูงจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลและมาตรการคว่ำบาตรพลังงานของยุโรป รวมถึงการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกฯ อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยและนโยบายจีนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนกลุ่มปิโตรเคมี คาดว่าความต้องการจะฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 4/2565 จากการคลายล็อกดาวน์และเข้าสู่ช่วงเทศกาล แต่การแข่งขันด้านราคายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิ 2,549 ล้านบาท** ในไตรมาส 3/2565 พลิกจากกำไร 2,155 ล้านบาทในไตรมาส 3/2564
* **รายได้จากการขายสุทธิ 87,312 ล้านบาท** ลดลง 12% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 41% YoY
* **Market GIM ลดลง 65% QoQ และ 43% YoY** เหลือ 7.05 USD/bbl จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง
* **ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันสุทธิ 4,020 ล้านบาท** เทียบกับกำไร 2,328 ล้านบาทในปีก่อน
* **EBITDA ติดลบ 2,798 ล้านบาท** เทียบกับ EBITDA 6,190 ล้านบาทในปีก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ผลการดำเนินงานรวมในไตรมาส 3/2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 87,312 ล้านบาท ลดลง 12% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยลดลง 8% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง และปริมาณขายลดลง 4% อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2564 รายได้จากการขายสุทธิเพิ่มขึ้น 41% จากราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 44% แม้ปริมาณขายจะลดลง 3% กำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 7.05 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 20.15 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อน และ 12.40 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินและดีเซล ประกอบกับต้นทุน Crude Premium ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันสุทธิรวม 4,020 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) ลดลงอย่างมากจาก 18.07 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อน เหลือเพียง 0.73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 2,549 ล้านบาท
สำหรับงวด 9 เดือนปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 263,314 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 57% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม Market GIM ลดลง 17% เหลือ 11.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง และต้นทุน Crude Premium เพิ่มขึ้น แม้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและเบนซินจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวด 9 เดือนปี 2565 อยู่ที่ 2,785 ล้านบาท ลดลง 77% จากปีก่อน
## โอกาส
* **แนวโน้มราคาน้ำมันดิบคาดทรงตัวสูงในไตรมาส 4/2565:** จากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล มาตรการคว่ำบาตรยุโรปต่อรัสเซีย และการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกฯ
* **คาดการณ์การฟื้นตัวของความต้องการปิโตรเคมีในไตรมาส 4/2565:** จากการคลายล็อกดาวน์ทั่วโลก การเข้าสู่ช่วงเทศกาล และความต้องการจากกลุ่มธุรกิจ New S-Curve เช่น EV Car และ Robotics
* **การเลื่อนการผลิตใหม่และการลดกำลังการผลิตของผู้ผลิต:** ช่วยผ่อนคลายความกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาดในกลุ่มปิโตรเคมี
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี:** จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
* **ความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก:** ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค
* **นโยบาย Zero-COVID ของจีน:** ยังคงเป็นปัจจัยกดดันความต้องการใช้น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดสำคัญ
* **ต้นทุน Crude Premium ที่ปรับตัวสูงขึ้น:** กดดันส่วนต่างราคาการกลั่น
* **การอ่อนค่าของเงินบาท:** ส่งผลกระทบต่อขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี:** โดยเฉพาะส่วนต่างราคา (Spread) และกำไรขั้นต้น (GIM/PTF) ในไตรมาส 4/2565
* **การบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน:** เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน
* **สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและนโยบายจีน:** ที่จะส่งผลต่ออุปสงค์โดยรวม
* **การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย:** และผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงิน
* **ความคืบหน้าของโครงการลงทุน:** โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจใหม่ (New S-Curve)
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
**กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียม:** ปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นในไตรมาส 3/2565 อยู่ที่ 17.40 ล้านบาร์เรล หรือ 189,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิต 88% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าเนื่องจากการปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด รายได้จากการขายสุทธิกลุ่มปิโตรเลียมอยู่ที่ 68,345 ล้านบาท ลดลง 12% QoQ จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง 9% และปริมาณขายที่ลดลง 3% ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิงกับน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลงในหลายรายการ เช่น Naphtha Spread, ULG95 Spread ขณะที่ Gas Oil Spread ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน Market GRM อยู่ที่ 3,355 ล้านบาท หรือ 5.27 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
**กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี:** อัตราการใช้กำลังการผลิตกลุ่มโอเลฟินส์อยู่ที่ 92% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน แต่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กลุ่มอะโรเมติกส์และสไตรีนิกส์อยู่ที่ 85% ลดลงทั้ง QoQ และ YoY รายได้จากการขายสุทธิกลุ่มปิโตรเคมีอยู่ที่ 17,863 ล้านบาท ลดลง 12% QoQ และ 8% YoY โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงและปริมาณขายที่ลดลง ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับวัตถุดิบส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง เช่น HDPE, PP, ABS, PS Spread ซึ่งเป็นผลจากความกังวลเศรษฐกิจถดถอยและนโยบาย Zero-COVID ของจีน Market PTF อยู่ที่ 697 ล้านบาท หรือ 1.10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปีก่อน
**กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภค:** มีรายได้จากการขาย 1,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% QoQ และ 33% YoY โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากราคาขายเฉลี่ยไฟฟ้าและไอน้ำที่สูงขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 203,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากสิ้นปี 2564 โดยมีลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 11% และสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 44% จากราคาที่ปรับสูงขึ้น สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นลดลง 17% ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลงเล็กน้อย หนี้สินรวม 116,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากสิ้นปี 2564 โดยมีเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 30% และเงินกู้ยืมระยะยาวเพิ่มขึ้นจากการออกหุ้นกู้ใหม่ ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 86,829 ล้านบาท ลดลง 1% จากสิ้นปี 2564 เนื่องจากมีการจ่ายเงินปันผลมากกว่ากำไรสุทธิที่บันทึกได้
งบกระแสเงินสดสำหรับ 9 เดือนแรกปี 2565 แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ มีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงาน 2,951 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือและลูกหนี้อื่น ขณะที่ EBITDA ยังคงเป็นบวกที่ 11,823 ล้านบาท กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 4,604 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการซื้อสินทรัพย์ถาวร กระแสเงินสดได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงิน 650 ล้านบาท จากการรับเงินจากการออกหุ้นกู้ แต่มีการจ่ายคืนเงินกู้ยืมและเงินปันผล ทำให้เงินสดคงเหลือ ณ สิ้นงวดอยู่ที่ 4,331 ล้านบาท ลดลงจาก 12,620 ล้านบาท ณ สิ้นปีก่อน
## สรุปท้าย
IRPC เผชิญกับผลประกอบการที่อ่อนแอในไตรมาส 3/2565 โดยพลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 2,549 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากภาวะตลาดน้ำมันและปิโตรเคมีที่ถดถอยอย่างรุนแรงจากความกังวลเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกและนโยบาย Zero-COVID ของจีน ซึ่งกดดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อย่างหนัก และทำให้เกิดการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจำนวนมาก แม้แนวโน้มในไตรมาส 4/2565 จะมีสัญญาณบวกจากราคาพลังงานที่คาดว่าจะทรงตัวสูงขึ้นและความต้องการปิโตรเคมีที่อาจฟื้นตัว แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ IRPC ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
74,261.70
ล้านบาท
↓ 6.1% YoY
กำไรขั้นต้น
1,613.39
ล้านบาท
↓ 150.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
2.17
%
กำไรสุทธิ
-1,125.33
ล้านบาท
↓ 67.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-1.52
%
D/E Ratio
1.63
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
74,262
↓ -6.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,613
↓ -150.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-1,125
↓ -67.1%
YoY
D/E Ratio
1.63
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — IRPC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.63
ROE (%)
-7.12
ROA (%)
-2.22
Book Value/หุ้น
3.62
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — IRPC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+24,863
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+1,112
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — IRPC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — | — |
24,863.39
-1,922.40%
|
-1,364.32
-85.31%
|
-9,287.75
-378.66%
|
3,332.99
-70.10%
|
11,148.75
+166.75%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — | — |
1,112.09
-69.64%
|
3,662.62
-395.84%
|
-1,238.04
-1,211.35%
|
111.40
-102.88%
|
-3,871.31
+241.48%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — | — |
-16,037.37
+616.09%
|
-2,239.59
-177.57%
|
2,887.00
-185.69%
|
-3,369.20
+130.39%
|
-1,462.37
-52.50%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — | — |
9,938.12
+335.69%
|
2,280.99
-129.86%
|
-7,638.80
-10,256.63%
|
75.21
-98.71%
|
5,815.06
-17,657.55%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — | — |
6,220.33
+92.55%
|
3,230.45
-71.25%
|
11,236.03
+26.94%
|
8,851.19
+191.53%
|
3,036.13
+29.88%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — | — |
9,923.96
+59.54%
|
6,220.33
+92.55%
|
3,230.45
-71.25%
|
11,236.03
+26.94%
|
8,851.19
+191.53%
|