FPI
เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
FPI
บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.59
+0.03 (+1.92%)

AiO BOT สรุปด้วย AI(O) BOT

AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6100 out_tok=2753 at=2026-07-25T15:18:31 --> # FPI กำไรสุทธิปี 64 พุ่งเกือบ 900% รับอานิสงส์ดีมานด์เอเชีย-ตะวันออกกลางพุ่ง ## รายได้รวมโต 16.7% แตะ 2,167.7 ล้านบาท ต้นทุนบริหารจัดการได้ดี หนุนกำไรสุทธิก้าวกระโดด บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI รายงานผลประกอบการปี 2564 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวม 2,167.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 329.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 899.9% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน ### 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ FPI ในปี 2564 คือ **การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยอดขายในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง** ซึ่งส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 16.7% เป็น 2,167.7 ล้านบาท และ **การบริหารจัดการต้นทุนขายและบริการที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** จาก 80.8% เหลือ 74.3% ของรายได้รวม ประกอบกับการ **ควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร** ที่ลดลงอย่างมาก ทำให้กำไรสุทธิพุ่งสูงขึ้นถึง 899.9% มาอยู่ที่ 329.0 ล้านบาท ### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น * **ยอดขายในเอเชียและตะวันออกกลางเติบโต:** สาเหตุหลักมาจากวิกฤตพลังงานในประเทศจีน ทำให้คู่แข่งทางการค้าในจีนลดการผลิตและปรับขึ้นราคาขาย ส่งผลให้ FPI ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ สามารถทำสัญญาค่าขนส่งล่วงหน้าในทวีปอเมริกาใต้ได้ในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ณ ปัจจุบัน (5,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตู้ เทียบกับปัจจุบัน 14,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) กระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้น โดยยอดขายในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น 140.6 ล้านบาท และ 98.3 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ยอดขายในออสเตรเลีย, แอฟริกา และยุโรป ก็มีการเติบโตเช่นกัน * **ต้นทุนขายและบริการลดลง:** แม้ราคาวัตถุดิบทั่วโลกจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ FPI สามารถบริหารจัดการได้ดี โดยการขึ้นราคาสินค้ากับลูกค้าได้ 5-10% และทำสัญญาซื้อวัตถุดิบหลัก (เม็ดพลาสติก, เคมีภัณฑ์, สี) รวมถึงสินค้าซื้อมาขายไปล่วงหน้าเป็นเวลา 6-12 เดือน ทำให้หลีกเลี่ยงผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้ ประกอบกับประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนของเสียลดลง * **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง:** สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 14.6% เหลือ 7.1% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีขึ้น การเก็บเงินลูกค้าที่เป็นหนี้ระยะยาวได้มากขึ้น และการขายสินค้าที่มีอายุมากได้มากขึ้น นอกจากนี้ การนำแนวคิดเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) มาใช้ในการผลิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสียได้ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ **มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่บริษัทฯ ได้นำแนวคิดเศรษฐกิจ BCG มาปรับใช้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสียได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านอุปสงค์ในตลาดเอเชียและตะวันออกกลางที่ได้รับแรงหนุนจากวิกฤตพลังงานในจีน อาจเป็นปัจจัยชั่วคราวที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนการทำสัญญาค่าขนส่งล่วงหน้าสำหรับอเมริกาใต้จะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนในอนาคต ## Highlight สำคัญ * **กำไรสุทธิปี 2564 พุ่ง 899.9%** แตะ 329.0 ล้านบาท จาก 32.9 ล้านบาทในปี 2563 * **รายได้รวมปี 2564 เพิ่มขึ้น 16.7%** เป็น 2,167.7 ล้านบาท จาก 1,856.8 ล้านบาท * **ต้นทุนขายและบริการลดลงเป็น 74.3% ของรายได้รวม** จาก 80.8% ในปีก่อนหน้า * **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 43.6%** เป็น 153.4 ล้านบาท * **บริษัทลูกที่อินเดียมีแนวโน้มฟื้นตัว** คาดมีกำไรก่อนหักภาษีในปี 2565 จากโครงการใหม่ที่จะเริ่มผลิต ## ภาพรวมผลประกอบการ สำหรับงวดสิบสองเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,167.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 311.0 ล้านบาท หรือ 16.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 2,098.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 292.0 ล้านบาท หรือ 16.2% ต้นทุนขายและบริการอยู่ที่ 1,610.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 110.3 ล้านบาท หรือ 7.4% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 74.3% ของรายได้รวม ลดลงจาก 80.8% ในปีก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมอยู่ที่ 153.4 ล้านบาท ลดลง 118.6 ล้านบาท หรือ 43.6% เนื่องจากมีการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีขึ้น การเก็บเงินลูกค้าที่เป็นหนี้ระยะยาวได้มากขึ้น และการขายสินค้าที่มีอายุมากได้มากขึ้น ประกอบกับการนำแนวคิดเศรษฐกิจ BCG มาใช้ในการผลิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสียได้ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดสิบสองเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เท่ากับ 329.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 296.1 ล้านบาท หรือ 899.9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งมีกำไรสุทธิ 32.9 ล้านบาท ## โอกาส * **การเติบโตของตลาดในเอเชียและตะวันออกกลาง:** อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากภาวะวิกฤตพลังงานในจีน และการทำสัญญาค่าขนส่งล่วงหน้าในอเมริกาใต้ เป็นโอกาสในการเพิ่มยอดขายอย่างต่อเนื่อง * **โครงการใหม่ในอินเดีย:** การมีโครงการใหม่ของ Maruti Suzuki และโครงการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของบริษัท 22 Motor ที่จะเริ่มผลิตในปี 2565 จะช่วยผลักดันรายได้ของบริษัทลูกในอินเดียให้ฟื้นตัวและสร้างกำไรได้ * **การนำแนวคิดเศรษฐกิจ BCG มาใช้:** ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ## ความเสี่ยง * **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้ปัจจุบันจะสามารถบริหารจัดการได้ดี แต่หากราคาวัตถุดิบยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตได้ * **การแข่งขันในตลาด:** การที่คู่แข่งในจีนต้องปรับขึ้นราคาขาย อาจเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และการแข่งขันในตลาดโลกยังคงมีอยู่ * **ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้จะมีการบริหารจัดการที่ดี แต่ความผันผวนของค่าเงินยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา * **ผลประกอบการบริษัทลูกในอินเดีย:** แม้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังคงต้องรอผลการดำเนินงานจริงหลังจากเริ่มโครงการใหม่ ## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ * แนวโน้มอุปสงค์ในตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง หลังวิกฤตพลังงานในจีนคลี่คลาย * ผลกระทบจากการสิ้นสุดสัญญาค่าขนส่งล่วงหน้าในอเมริกาใต้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 * ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบในระยะยาว * ความคืบหน้าและผลประกอบการของโครงการใหม่ในอินเดีย * การบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) * **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่การที่ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง บ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น * **Order Book:** ไม่ได้ระบุตัวเลข Order Book โดยตรง แต่การที่ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้นจากการทำสัญญาค่าขนส่งล่วงหน้า และอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากจีน บ่งชี้ถึงการมีคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่ง * **ราคาวัตถุดิบ:** เอกสารระบุว่าราคาวัตถุดิบทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการได้โดยการขึ้นราคาสินค้าและทำสัญญาซื้อล่วงหน้า * **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin - GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการที่ต้นทุนขายและบริการลดลงเป็นสัดส่วน 74.3% ของรายได้รวม จากเดิม 80.8% * **ส่งออก:** ยอดขายต่างประเทศเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะในเอเชีย ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย แอฟริกา และยุโรป * **ค่าเงิน:** มีการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดี ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง * **สินค้าคงคลัง:** มีการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังเพื่อสนับสนุนการขายในอนาคต ## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 3,131.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 248.9 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงคลัง ในขณะที่เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงเนื่องจากการนำเงินจากการขายหุ้นมาจ่ายหนี้ดอกเบี้ยสูงในอินเดีย หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,322.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.3 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,809.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 208.6 ล้านบาท จากผลกำไรจากการดำเนินงานหักเงินปันผล กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลขโดยตรง แต่การที่บริษัทฯ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ถึงกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น ## สรุปท้าย FPI โชว์ผลประกอบการปี 2564 สุดร้อนแรง ด้วยกำไรสุทธิที่พุ่งสูงถึงเกือบ 900% จากการที่ยอดขายในตลาดเอเชียและตะวันออกกลางเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนขายและบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำแนวคิดเศรษฐกิจ BCG มาใช้ ซึ่งเป็นโอกาสที่จะสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของราคาวัตถุดิบ การแข่งขันในตลาด และแนวโน้มอุปสงค์ในระยะยาว รวมถึงการฟื้นตัวของบริษัทลูกในอินเดีย เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ FPI ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
780.16 ล้านบาท
↑ 11.3% YoY
กำไรขั้นต้น
194.32 ล้านบาท
↑ 13.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
24.91 %
กำไรสุทธิ
38.61 ล้านบาท
↓ 64.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.95 %
D/E Ratio
0.73
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
780
↑ + 11.3% YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
194
↑ + 13.6% YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
39
↓ -64.6% YoY
D/E Ratio
0.73

รายได้และกำไร (ล้านบาท)

กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — FPI

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565 2564 2563
รายได้รวม —
780.16
+11.29%
701.02
+4.49%
670.87
+2.55%
654.20
+6.35%
615.15
+26.64%
485.74
-12.72%
กำไรขั้นต้น —
194.32
+13.57%
171.10
-12.47%
195.48
-12.15%
222.52
+120.89%
100.74
+19.84%
84.06
-27.84%
ค่าใช้จ่ายรวม —
74.37
+22.85%
60.54
-4.14%
63.15
+11.53%
56.62
+238.76%
-40.81
-198.75%
41.32
+34.57%
กำไรสุทธิ —
38.61
-64.63%
109.16
+7.37%
101.67
+19.50%
85.08
-39.57%
140.78
+424.43%
26.85
-47.26%
กำไรต่อหุ้น —
0.03
-63.89%
0.07
+7.46%
0.07
+19.64%
0.06
-39.78%
0.09
+416.67%
0.02
-47.06%
อัตรากำไรขั้นต้น(%) —
24.91
+2.05%
24.41
-16.23%
29.14
-14.32%
34.01
+107.63%
16.38
-5.37%
17.31
-17.30%
อัตราค่าใช้จ่าย(%) —
9.53
+10.30%
8.64
-8.18%
9.41
+8.66%
8.66
+230.62%
-6.63
-177.91%
8.51
+54.17%
อัตรากำไรสุทธิ(%) —
4.95
-68.21%
15.57
+2.77%
15.15
+16.45%
13.01
-43.16%
22.89
+313.92%
5.53
-39.56%
กำไร(ขาดทุน)อื่นๆ —
-85.56
-315.95%
39.62
+118.15%
-218.28
-244.24%
151.33
+1,863.75%
-8.58
-138.53%
22.27
+523.81%
ROE(%) —
11.19
-4.68%
11.74
-30.94%
17.00
-18.27%
20.80
+7.55%
19.34
+62.25%
11.92
ROA(%) —
9.45
-9.22%
10.41
-25.38%
13.95
-10.06%
15.51
+15.92%
13.38
+35.15%
9.90
หนี้สิน/ส่วนผู้ถือหุ้น —
0.73
0.73
+30.36%
0.56
-26.32%
0.76
+4.11%
0.73
+2.82%
0.71
P/E —
7.10
-35.69%
11.04
+5.14%
10.50
+3.24%
10.17
-57.34%
23.84
-57.91%
56.64
+210.36%
P/BV —
0.98
-22.83%
1.27
-26.16%
1.72
-25.54%
2.31
-24.76%
3.07
+119.29%
1.40
-25.13%
BV —
1.68
+9.09%
1.54
+6.94%
1.44
+6.67%
1.35
+19.47%
1.13
+5.61%
1.07
YIELD(%) —
4.88
-4.31%
5.10
-20.93%
6.45
+72.46%
3.74
+225.22%
1.15
-81.97%
6.38
+55.61%
ราคาหุ้น —
1.64
-16.33%
1.96
-20.97%
2.48
-20.51%
3.12
-10.34%
3.48
+133.56%
1.49
-25.50%
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.73
ROE (%)
11.19
ROA (%)
9.45
Book Value/หุ้น
1.78

สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)

ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — FPI

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565 2564 2563
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน —
2,629.89
-0.32%
2,638.39
+20.46%
2,190.27
-11.25%
2,467.86
+36.53%
1,807.57
+21.01%
1,480.45
+8.83%
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน —
1,826.67
+17.24%
1,558.05
+14.76%
1,357.62
+8.49%
1,251.34
-5.48%
1,323.92
-4.68%
1,391.46
-0.45%
รวมสินทรัพย์ —
4,456.56
+6.20%
4,196.44
+18.28%
3,547.90
-4.61%
3,719.20
+18.77%
3,131.48
+8.63%
2,871.91
+4.13%
รวมหนี้สินหมุนเวียน —
0.00
1,472.14
+31.65%
1,118.18
-25.94%
1,509.90
+25.84%
1,199.88
+4.54%
1,144.50
+11.62%
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน —
0.00
293.59
+97.48%
148.67
+64.57%
90.34
-26.32%
122.62
-8.77%
135.15
+15.32%
รวมหนี้สิน —
0.00
1,765.73
+39.38%
1,266.85
-20.83%
1,600.24
+21.00%
1,322.50
+3.14%
1,279.65
+12.00%
รวมส่วนของเจ้าของ —
0.00
2,430.71
+6.56%
0.00
0.00
0.00
1,592.26
-1.44%
D/E — —
0.73
— — —
0.80
อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น —
11.19
11.74
17.00
20.80
19.34
11.92
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ —
9.45
10.41
13.95
15.51
13.38
9.90
อัตราส่วนสภาพคล่อง —
1.81
1.79
1.96
1.63
1.51
1.65
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว —
1.31
1.27
1.32
1.14
1.07
1.10
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย —
175.18
178.30
0.00
0.00
154.56
144.52
ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย —
117.26
128.01
0.00
0.00
105.00
102.82
ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า —
54.66
58.05
0.00
0.00
78.69
78.24
วงจรเงินสด —
237.78
248.26
0.00
0.00
180.87
169.09
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-407
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+0
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท

กระแสเงินสด (ล้านบาท)

กระแสเงินสด (ล้านบาท) — FPI

รายการ 2569 2568 2567 2566 2565 2564 2563
เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน —
-407.44
+89.08%
-215.49
+58.22%
-136.20
-640.05%
25.22
-122.67%
-111.27
-135.21%
315.98
+194.15%
เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน —
0.00
0.00
0.00
0.00
0.00
-100.00%
-103.60
-33.89%
เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน —
0.00
0.00
0.00
0.00
0.00
-100.00%
-86.38
-150.56%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) —
0.00
0.00
0.00
0.00
0.00
-100.00%
126.67
+4.23%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด —
0.00
0.00
0.00
0.00
0.00
-100.00%
184.89
+110.25%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด —
0.00
0.00
0.00
0.00
0.00
-100.00%
311.56
+68.51%