บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.59
0.01 (0.63%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7101 out_tok=2186 at=2026-07-25T14:59:16 -->
# FPI Q3/2566 กำไรสุทธิหดตัวเล็กน้อย 3.1% สวนทางต้นทุนผลิตคุมได้ดี
## รายได้รวมไตรมาส 3 ลดลง 6.9% เหตุยอดขายในประเทศแผ่ว แต่ได้แรงหนุนจากตลาดส่งออกที่ฟื้นตัว
บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 112.9 ล้านบาท ลดลง 3.6 ล้านบาท หรือ 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะมีการควบคุมต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้น แต่รายได้รวมที่ลดลง 6.9% เป็นปัจจัยกดดันหลัก
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ FPI ในไตรมาส 3 ปี 2566 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน คือ **การลดลงของรายได้รวม 6.9%** ซึ่งถูกชดเชยได้บางส่วนจากการควบคุมต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้น แต่ถูกกดดันจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **รายได้รวมลดลง:** สาเหตุหลักมาจากการขายในประเทศที่ลดลง แม้ว่าจะได้รับการชดเชยจากการขายส่งออกที่เพิ่มขึ้นในแอฟริกา อเมริกาใต้ และยุโรป รวมถึงการมีโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่จาก Toyota India ในบริษัทลูกที่อินเดีย
* **ต้นทุนขายและบริการลดลง:** บริษัทฯ สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนขายและบริการลดลง 11.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 67.5% ของรายได้รวม จากเดิม 70.5%
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น:** ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 7.4% โดยสัดส่วนต่อรายได้รวมอยู่ที่ 10.1% จาก 8.8% ในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองค่าเผื่อขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น 67.6% และสำรองค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าเพิ่มขึ้น 44.9%
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่าการควบคุมต้นทุนการผลิตจะทำได้ดี แต่การเพิ่มขึ้นของสำรองหนี้สงสัยจะสูญและสำรองสินค้าคงคลังอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้น ขณะที่การฟื้นตัวของยอดขายส่งออกและการได้รับโครงการใหม่จาก Toyota India ในอินเดีย อาจเป็นปัจจัยหนุนรายได้ในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ:** 112.9 ล้านบาท ลดลง 3.1% YoY
* **รายได้รวม:** 671.4 ล้านบาท ลดลง 6.9% YoY
* **ต้นทุนขายและบริการ:** ลดลง 11.0% YoY คิดเป็น 67.5% ของรายได้รวม จาก 70.5%
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** เพิ่มขึ้น 7.4% YoY คิดเป็น 10.1% ของรายได้รวม จาก 8.8%
* **การตั้งสำรอง:** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสำรองค่าเผื่อขาดทุนด้านเครดิตและสำรองสินค้าคงคลัง
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 671.4 ล้านบาท ลดลง 6.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 661.2 ล้านบาท ลดลง 6.8% สาเหตุหลักมาจากการขายในประเทศที่ลดลง แม้จะได้รับการชดเชยจากการขายส่งออกที่เพิ่มขึ้นในแอฟริกา อเมริกาใต้ และยุโรป รวมถึงการมีโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่จาก Toyota India ในบริษัทลูกที่อินเดีย
ต้นทุนขายและบริการลดลง 11.0% มาจากการควบคุมต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้นทั้งในประเทศไทยและอินเดีย ส่งผลให้อัตราต้นทุนขายและบริการต่อรายได้รวมลดลงจาก 70.5% เป็น 67.5%
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 7.4% โดยสัดส่วนต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 10.1% จาก 8.8% ในปีก่อน เนื่องจากการตั้งสำรองค่าเผื่อขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น 67.6% และสำรองค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าเพิ่มขึ้น 44.9%
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2566 อยู่ที่ 112.9 ล้านบาท ลดลง 3.6 ล้านบาท หรือ 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมอยู่ที่ 16.8% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 16.2% ในปีก่อน
สำหรับงวดเก้าเดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,817.7 ล้านบาท ลดลง 5.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 272.4 ล้านบาท ลดลง 15.8%
## โอกาส
* **การเติบโตในตลาดส่งออก:** การขายส่งออกที่เพิ่มขึ้นในแอฟริกา อเมริกาใต้ และยุโรป เป็นสัญญาณที่ดี
* **โครงการใหม่ในอินเดีย:** การได้รับโครงการใหม่จาก Toyota India และยอดขาย OEM ที่เพิ่มขึ้นจาก Maruti Suzuki ในบริษัทลูกที่อินเดีย เป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในอนาคต
* **การควบคุมต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้น จะช่วยรักษาอัตรากำไรในระยะยาว
## ความเสี่ยง
* **ยอดขายในประเทศ:** การลดลงของยอดขายในประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
* **การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น:** การเพิ่มขึ้นของสำรองค่าเผื่อขาดทุนด้านเครดิตและสำรองสินค้าคงคลัง อาจส่งผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้น
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ว่ากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิจะลดลง แต่ความผันผวนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มยอดขายในประเทศและต่างประเทศในไตรมาสถัดไป
* ผลกระทบจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นต่อกำไรสุทธิ
* ความคืบหน้าของโครงการใหม่ในอินเดีย และการเติบโตของธุรกิจ OEM
* การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
* การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่การที่รายได้จากการขายลดลง อาจบ่งชี้ถึง Utilization ที่อาจยังไม่เต็มที่
* **Order Book:** มีการกล่าวถึงโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่จาก Toyota India ซึ่งบ่งชี้ถึง Order Book ที่มีอยู่ แต่ไม่ได้ระบุขนาดหรือมูลค่าที่ชัดเจน
* **ราคาวัตถุดิบ:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่การควบคุมต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้น อาจสะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หรือ ต้นทุนขายและบริการต่อยอดขาย ลดลงจาก 70.5% เป็น 67.5% ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงที่ดี
* **ส่งออก:** ยอดขายส่งออกมีการเติบโตในแอฟริกา อเมริกาใต้ และยุโรป
* **ค่าเงิน:** มีการบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ (ขาดทุน) ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
* **สินค้าคงคลัง:** มีการตั้งสำรองค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าเพิ่มขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 3,884 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 165 ล้านบาท จากสิ้นปี 2565 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ต่างประเทศ และการลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวร
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102 ล้านบาท จากสิ้นปี 2565 โดยส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้ระยะสั้นและเจ้าหนี้ระยะยาว
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 2,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63 ล้านบาท จากสิ้นปี 2565 เนื่องมาจากผลกำไรจากการดำเนินงานหลังหักจ่ายปันผลระหว่างกาล
## สรุปท้าย
FPI ในไตรมาส 3 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้รวมที่ลดลง โดยเฉพาะในประเทศ แม้จะมีการควบคุมต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้น แต่การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้กำไรสุทธิหดตัวเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดขายส่งออกและโครงการใหม่ในอินเดีย เป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตาสำหรับโอกาสในการฟื้นตัวในอนาคต ขณะที่ความเสี่ยงจากการตั้งสำรองและการขายในประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ FPI ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
780.16
ล้านบาท
↑ 11.3% YoY
กำไรขั้นต้น
194.32
ล้านบาท
↑ 13.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
24.91
%
กำไรสุทธิ
38.61
ล้านบาท
↓ 64.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.95
%
D/E Ratio
0.73
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
780
↑ + 11.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
194
↑ + 13.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
39
↓ -64.6%
YoY
D/E Ratio
0.73
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — FPI
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.73
ROE (%)
11.19
ROA (%)
9.45
Book Value/หุ้น
1.75
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — FPI
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-407
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+0
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — FPI
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-407.44
+89.08%
|
-215.49
+58.22%
|
-136.20
-640.05%
|
25.22
-122.67%
|
-111.27
-135.21%
|
315.98
+194.15%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|
-103.60
-33.89%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|
-86.38
-150.56%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|
126.67
+4.23%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|
184.89
+110.25%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|
311.56
+68.51%
|