บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)
SET · พาณิชย์
14.90
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=10687 out_tok=3418 at=2026-07-25T13:37:19 -->
# CPAXT Q3/2565 กำไรสุทธิโต 1.9% รับแรงหนุนรวมธุรกิจค้าปลีก แม็คโครไทยโต 10.6%
## การรวมธุรกิจค้าปลีกดันรายได้รวมโต 110% แม้ต้นทุนพุ่ง แต่ GPM ขยายตัว
บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีรายได้รวม 115,559 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 110.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 1,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจากการขาย (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 10.5% เป็น 14.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการรวมงบการเงินของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเข้ามาอย่างเต็มที่
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ CPAXT ในไตรมาส 3 ปี 2565 คือ **การรวมงบการเงินของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก (Lotus's) เข้ามาอย่างเต็มที่** ซึ่งส่งผลให้รายได้รวมเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 104.7% อย่างไรก็ตาม แม้กำไรสุทธิจะเติบโตเพียง 1.9% แต่ **การขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จาก 10.5% เป็น 14.5%** ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก GPM ของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่สูงถึง 19.1%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การรวมงบการเงินของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเข้ามา ทำให้รายได้จากการขายรวมเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีสัดส่วนรายได้ 49,851 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน ธุรกิจค้าส่ง (แม็คโคร) ยังคงเติบโตได้ดีที่ 12.1% จากการขยายสาขาในประเทศไทยและการฟื้นตัวของธุรกิจในต่างประเทศและฟูดเซอร์วิส การที่ GPM ปรับตัวดีขึ้นนั้น เป็นผลโดยตรงจากการรวมธุรกิจค้าปลีกซึ่งมี GPM สูงกว่าธุรกิจค้าส่ง นอกจากนี้ ยังมีรายได้ค่าเช่าและบริการจากศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 4,519.4% จาก 74 ล้านบาท เป็น 3,447 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำไรสุทธิที่ค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับการเติบโตของรายได้ เป็นผลมาจาก **ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** โดยเฉพาะต้นทุนการเช่าและบริการที่เพิ่มขึ้น 1,503 ล้านบาท และต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นถึง 11,431 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสาขาที่เพิ่มขึ้น ค่าบริการจัดส่งสินค้า ค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เรียกเก็บเต็มจำนวน และค่าใช้จ่ายในการลงทุนในธุรกิจใหม่ นอกจากนี้ ดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เป็นอีกปัจจัยกดดันกำไรสุทธิ
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาแรงกดดันด้านต้นทุน** การรวมธุรกิจค้าปลีกเข้ามาจะยังคงเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนรายได้ในระยะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และอัตราการเช่าพื้นที่ศูนย์การค้ามีแนวโน้มดีขึ้น แม้จะยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 ก็ตาม ธุรกิจค้าส่งเองก็ยังคงมีแนวโน้มเติบโตจากการขยายสาขาและการฟื้นตัวของธุรกิจฟูดเซอร์วิส
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งต้นทุนการดำเนินงาน ค่าสาธารณูปโภค และต้นทุนทางการเงินจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ฝ่ายจัดการยังคงมุ่งมั่นขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และลงทุนพัฒนาระบบออนไลน์ ซึ่งอาจส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนต่อเนื่อง
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมพุ่ง 110.2%** แตะ 115,559 ล้านบาท จากการรวมงบการเงินกลุ่มธุรกิจค้าปลีก และการเติบโตของธุรกิจค้าส่ง
* **กำไรสุทธิเพิ่ม 1.9%** เป็น 1,602 ล้านบาท แม้รายได้โตสูง แต่ถูกกดดันด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและดอกเบี้ยจ่าย
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยายตัวโดดเด่น** จาก 10.5% เป็น 14.5% จากการรวมธุรกิจค้าปลีกที่มี GPM สูง
* **ธุรกิจค้าส่ง (แม็คโคร) เติบโต 12.1%** จากการขยายสาขาในไทย และการฟื้นตัวของธุรกิจต่างประเทศและฟูดเซอร์วิส
* **ธุรกิจค้าปลีก (Lotus's) มีรายได้รวม 53,889 ล้านบาท** และ GPM อยู่ที่ 19.1%
* **ต้นทุนการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้น 248.5%** ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีก
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2565 CPAXT มีรายได้รวม 115,559 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 110.2% YoY โดยมีรายได้จากการขาย 110,162 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104.7% ซึ่งเป็นผลหลักจากการรวมกิจการกลุ่มธุรกิจค้าปลีก (Lotus's) ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2564 ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจค้าส่ง (แม็คโคร) ที่ 12.1% จากการขยายสาขาในประเทศไทยและการเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศและฟูดเซอร์วิสที่ฟื้นตัวจากการเปิดประเทศ รายได้ค่าเช่าและบริการศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 370.8% เป็น 5,397 ล้านบาท จากการรวมธุรกิจค้าปลีก
อัตรากำไรขั้นต้นจากการขาย (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมากจาก 10.5% ในปีก่อน เป็น 14.5% ในไตรมาสนี้ โดย GPM ของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกอยู่ที่ 19.1% ซึ่งสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า EBITDA เพิ่มขึ้น 200.8% เป็น 8,411 ล้านบาท จากการรวมธุรกิจค้าปลีก
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 1.9% YoY หรือ 0.15 บาทต่อหุ้น ลดลง 53.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน (ซึ่งอาจเกิดจากการปรับฐานของตัวเลขกำไรสุทธิต่อหุ้นในปีก่อน หรือการรวมรายการพิเศษ) สาเหตุหลักที่กำไรสุทธิเติบโตช้ากว่ารายได้ มาจากค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจออนไลน์ การเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยจ่าย และต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการเช่าและบริการที่เพิ่มขึ้น 1,503 ล้านบาท และต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 11,431 ล้านบาท
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 345,444 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108.1% และมีกำไรสุทธิ 5,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.8%
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจค้าส่ง:** การขยายสาขาของแม็คโครในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงการฟื้นตัวของธุรกิจฟูดเซอร์วิสที่เติบโตสูงกว่าก่อนโควิด-19
* **การเติบโตของธุรกิจค้าปลีก:** การรวมงบการเงินเต็มปีของ Lotus's และการปรับปรุงร้านค้าเพื่อใช้ชื่อใหม่ (Rebranding) รวมถึงการเติบโตของยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์
* **รายได้ค่าเช่าและบริการศูนย์การค้า:** มีแนวโน้มดีขึ้นจากการกลับมาใช้ชีวิตปกติของผู้บริโภคและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว
* **การขยายธุรกิจในต่างประเทศ:** โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการหาโอกาสใหม่ๆ
* **การลงทุนพัฒนาระบบออนไลน์:** เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น:** ทั้งต้นทุนการเช่า ค่าสาธารณูปโภค (โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าผันแปร) และค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหารที่เพิ่มขึ้น
* **ต้นทุนทางการเงิน:** การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง โดยเฉพาะสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้น
* **การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง:** ที่ยังคงรุนแรง
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค:** และกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **อัตราการเช่าพื้นที่ศูนย์การค้า:** ยังต่ำกว่าระดับปกติก่อนโควิด-19
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น (GPM):** โดยเฉพาะของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ว่าจะสามารถรักษา GPM ในระดับสูงได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **การควบคุมต้นทุน:** โดยเฉพาะต้นทุนการจัดจำหน่าย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร และค่าสาธารณูปโภค
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน:** ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น
* **การเติบโตของยอดขายออนไลน์:** และประสิทธิภาพของช่องทางนี้
* **แผนการขยายสาขา:** ทั้งในและต่างประเทศ และผลตอบแทนจากการลงทุน
* **การฟื้นตัวของอัตราการเช่าพื้นที่ศูนย์การค้า:** สู่ระดับปกติ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**ธุรกิจค้าส่ง (แม็คโคร):**
* **รายได้จากการขายเติบโต 12.1%** เป็น 60,311 ล้านบาท จากการเติบโตของแม็คโครประเทศไทย 10.6% (ยอดขายในสาขา 5.5% และสาขาใหม่ 9 สาขา) รวมถึงการเติบโตของยอดขายออนไลน์และ Delivery 5.1% การเติบโตของธุรกิจต่างประเทศ (กัมพูชา, เมียนมา, อินเดีย) และฟูดเซอร์วิสที่ฟื้นตัวดีกว่าก่อนโควิด-19 จากกลุ่มโฮเรก้า
* **GPM ทรงตัวที่ 10.6%** เพิ่มขึ้นเพียง 0.1 จุด จาก 10.5%
* **ต้นทุนจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้น 23.2%** เป็น 5,670 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายสาขาใหม่ ค่าไฟฟ้า ค่าภาษีที่ดิน ค่าใช้จ่ายธุรกิจออนไลน์ และค่าปรับปรุงร้าน
* **EBITDA เพิ่ม 10.7%** เป็น 3,096 ล้านบาท
* **กำไรสุทธิทรงตัวที่ 1,573 ล้านบาท** เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% แม้ธุรกิจฟูดเซอร์วิสและต่างประเทศดีขึ้น แต่ถูกหักล้างด้วยค่าใช้จ่ายลงทุนธุรกิจออนไลน์ โครงการใหม่ ค่าปรับปรุงร้าน ค่าภาษี และค่าสาธารณูปโภค
**ธุรกิจค้าปลีก (Lotus's):**
* **รายได้จากการขายเติบโต 5.8%** เป็น 49,851 ล้านบาท เติบโตทุกช่องทาง โดยเฉพาะออนไลน์ Lotus's Thailand เติบโต 60.0%
* **รายได้ค่าเช่าและบริการศูนย์การค้าเพิ่ม 53.9%** เป็น 3,327 ล้านบาท โดยมีอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy rate) ที่ 91.0% ซึ่งดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังต่ำกว่าระดับปกติที่ 96.0%
* **GPM สูงที่ 19.1%** เพิ่มขึ้นจาก 18.0% ในไตรมาสก่อน
* **EBITDA เพิ่ม 18.3%** เป็น 5,364 ล้านบาท คิดเป็น 10.0% ของรายได้รวม
* **กำไรสุทธิ 29 ล้านบาท** ได้รับผลกระทบหลักจากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 535,771 ล้านบาท ลดลง 5.9% จากสิ้นปี 2564 โดยหลักจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดที่ลดลง 41,070 ล้านบาท จากการจ่ายชำระเงินกู้ยืม การลงทุน และการจ่ายเงินปันผล
หนี้สินรวมอยู่ที่ 246,921 ล้านบาท ลดลง 12.1% จากสิ้นปี 2564 โดยหลักจากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินและเจ้าหนี้การค้า
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 288,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากกำไรจากการดำเนินงานที่ชดเชยกับการจ่ายเงินปันผล
สำหรับงวด 9 เดือนแรกปี 2565 บริษัทฯ มีเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงาน 5,161 ล้านบาท ใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 12,610 ล้านบาท (ส่วนใหญ่ซื้อที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน) และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 33,129 ล้านบาท (ส่วนใหญ่จ่ายคืนเงินกู้ยืม จ่ายปันผล และชำระหนี้เช่า) ส่งผลให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงสุทธิ 40,492 ล้านบาท เหลือ 24,063 ล้านบาท
## สรุปท้าย
CPAXT ในไตรมาส 3 ปี 2565 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งจากการรวมธุรกิจค้าปลีกเข้ามา แต่กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยสะท้อนถึงแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งต้นทุนการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงิน แม้ GPM จะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีก แต่การบริหารจัดการต้นทุนและการควบคุมค่าใช้จ่ายจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนผลกำไรในระยะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจและลงทุนในช่องทางออนไลน์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาคและภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ CPAXT ไตรมาส 2/2025
รายได้รวม
134,656.47
ล้านบาท
↑ 0.8% YoY
กำไรขั้นต้น
17,416.43
ล้านบาท
↓ 7.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
12.93
%
กำไรสุทธิ
2,562.96
ล้านบาท
↓ 35.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
1.90
%
D/E Ratio
0.92
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
134,656
↑ + 0.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
17,416
↓ -7.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2,563
↓ -35.3%
YoY
D/E Ratio
0.92
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — CPAXT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.92
ROE (%)
3.13
ROA (%)
3.09
Book Value/หุ้น
29.06
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — CPAXT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+17,369
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+6,378
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — CPAXT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — | — | — |
17,369.04
+140.44%
|
7,223.83
-11.26%
|
8,140.07
-39.04%
|
13,353.03
+146.02%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — | — | — |
6,377.67
-51.64%
|
13,187.43
-7.41%
|
14,243.17
-722.55%
|
-2,287.89
-26.90%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — | — | — |
37,869.12
+51.85%
|
24,938.61
+108.20%
|
11,978.05
-321.30%
|
-5,412.60
-26.88%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — | — | — |
64,247.04
+69.69%
|
37,860.56
-27.62%
|
52,310.11
|
0.00
-100.00%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — | — | — |
40,103.17
-41.48%
|
68,529.59
+553.67%
|
10,483.77
+118.40%
|
4,800.16
-5.80%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — | — | — |
31,707.29
-20.94%
|
40,103.17
-37.88%
|
64,554.89
+515.76%
|
10,483.77
+118.40%
|