บริษัท บิวเดอสมาร์ท จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.69
0.01 (1.43%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5274 out_tok=3028 at=2026-07-25T12:32:08 -->
# BSM พลิกขาดทุนสุทธิลดลง Q3/64 รับแรงหนุนธุรกิจอสังหาฯ แม้รายได้รวมหด
## รายได้รวม Q3/64 ฟื้นตัว 17% หลังธุรกิจอสังหาฯ โอนที่ดิน-ห้องชุดได้ แต่ธุรกิจวัสดุก่อสร้างยังซบเซา
บริษัท บิวเดอสมาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ BSM รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้รวม 184.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่ผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ยังคงอยู่ที่ 48.01 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 59.52 ล้านบาทในปีก่อน ปัจจัยสำคัญมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มรับรู้รายได้จากการขายที่ดินและห้องชุด ขณะที่ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ BSM ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น (ขาดทุนลดลง) คือ **การรับรู้รายได้จากการขายที่ดินและห้องชุดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์** ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 106.10 ล้านบาท โดยเฉพาะจากโครงการทีค-สาทร แม้ว่าการรับรู้รายได้นี้จะมาพร้อมกับ **ผลขาดทุนขั้นต้นในส่วนของการขายที่ดินโครงการจำนวน 13.33 ล้านบาท** ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 23.1% ในปีก่อน เหลือเพียง 3.3% ในไตรมาสนี้ แต่การมีรายได้ก้อนใหญ่เข้ามาช่วยพยุงภาพรวมรายได้รวมให้เติบโต 17% YoY เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผลขาดทุนสุทธิลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การรับรู้รายได้จากการขายที่ดินและห้องชุดดังกล่าว เกิดขึ้นจากความพยายามในการระบายสต็อกโครงการทีค-สาทร ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ลูกค้าขอชะลอการโอนกรรมสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3 นี้ มีการโอนกรรมสิทธิ์เกิดขึ้น ส่งผลให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้เข้ามาได้ แม้ว่าจะเป็นการขายที่ดินและห้องชุดที่อาจมีอัตรากำไรไม่สูงนัก หรืออาจมีผลขาดทุนขั้นต้นจากการขายที่ดินตามที่ระบุไว้ก็ตาม
ในทางกลับกัน ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นธุรกิจหลักอีกส่วนหนึ่งของบริษัท กลับมีรายได้ลดลงถึง 35.7% YoY เนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้โครงการก่อสร้างต่างๆ ถูกชะลอหรือเลื่อนกำหนดการออกไป ส่งผลกระทบต่อยอดขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** จากเอกสารที่ระบุว่ารายได้จากการขายที่ดินและห้องชุดในไตรมาส 3 มาจากโครงการทีค-สาทรที่ล่าช้า และโครงการทีค-รัชดาที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 1 ปี 2565 บ่งชี้ว่ารายได้ก้อนใหญ่ที่เข้ามาในไตรมาสนี้อาจเป็นลักษณะของการโอนกรรมสิทธิ์ที่ค้างอยู่ ซึ่งมีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นในปริมาณเท่าเดิมในไตรมาสถัดไป นอกจากนี้ การที่ธุรกิจวัสดุก่อสร้างยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้ในส่วนนี้ยังคงมีความไม่แน่นอน
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวม Q3/64 เพิ่มขึ้น 17% YoY เป็น 184.70 ล้านบาท** หนุนโดยรายได้จากการขายที่ดินและห้องชุดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 106.10 ล้านบาท
* **ขาดทุนสุทธิส่วนผู้ถือหุ้นลดลงเหลือ 48.01 ล้านบาท** เทียบกับขาดทุน 59.52 ล้านบาทใน Q3/63
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวรุนแรง** จาก 23.1% ใน Q3/63 เหลือ 3.3% ใน Q3/64 สาเหตุหลักจากการขายที่ดินโครงการทีคดีเวลลอปเมนท์จำกัดซึ่งมีผลขาดทุนขั้นต้น 13.33 ล้านบาท
* **ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างรายได้ลดลง 35.7% YoY** จากผลกระทบโควิด-19 ทำให้โครงการก่อสร้างชะลอตัว
* **โครงการทีค-รัชดา ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง** คาดเริ่มรับรู้รายได้ Q1/65
* **ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น** เป็น 8.88 ล้านบาทใน Q3/64 จาก 6.59 ล้านบาทใน Q3/63 เนื่องจากโครงการทีค-สาทรเริ่มส่งมอบและดอกเบี้ยจ่ายถูกบันทึกเป็นต้นทุนทางการเงิน
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 184.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายที่ดินและห้องชุดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จำนวน 106.10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายวัสดุก่อสร้างลดลง 35.7% เหลือ 62.64 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมรายได้ 9 เดือนแรกปี 2564 ลดลง 22.2% เป็น 392.78 ล้านบาท
อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 23.1% ในไตรมาส 3 ปี 2563 เหลือเพียง 3.3% ในไตรมาส 3 ปี 2564 และจาก 22.8% ในงวด 9 เดือนแรกปี 2563 เหลือ 12.2% ในงวดเดียวกันปี 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากการขายที่ดินโครงการทีคดีเวลลอปเมนท์จำกัดที่มีผลขาดทุนขั้นต้น 13.33 ล้านบาท
ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารรวม 44.63 ล้านบาท คิดเป็น 24.1% ของรายได้จากการขายและบริการ ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน แต่สัดส่วนต่อรายได้สูงขึ้นเนื่องจากรายได้ที่ลดลงมากกว่าต้นทุนคงที่
ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 8.88 ล้านบาทในไตรมาสนี้ จาก 6.59 ล้านบาทในปีก่อน เนื่องจากโครงการทีค-สาทรเริ่มส่งมอบและดอกเบี้ยจ่ายถูกบันทึกเป็นต้นทุนทางการเงิน
ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 48.01 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2564 ลดลงจากขาดทุน 59.52 ล้านบาทในปีก่อน และขาดทุนสุทธิ 84.70 ล้านบาทในงวด 9 เดือนแรกปี 2564 ลดลงจากขาดทุน 88.86 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **การรับรู้รายได้จากโครงการทีค-รัชดาในปี 2565:** ฝ่ายจัดการคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการทีค-รัชดา ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมย่านใจกลางเมือง ได้ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2565 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนรายได้ในอนาคต
* **การฟื้นตัวของธุรกิจวัสดุก่อสร้าง:** หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง และภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง อาจส่งผลดีต่อยอดขายวัสดุก่อสร้างของบริษัท
* **การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย:** บริษัทมีแผนการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้รัดกุมขึ้น ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากรายได้ที่ผันผวน
## ความเสี่ยง
* **ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19:** การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงโครงการก่อสร้างและการเดินทางของลูกค้า
* **ผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์:** โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้เกษียณอายุ (โครงการแสนสรา) ยังคงได้รับผลกระทบจากความกังวลในการเดินทางของลูกค้าชาวต่างชาติ และข้อจำกัดในการเดินทางเข้าประเทศไทย
* **ผลขาดทุนขั้นต้นจากการขายที่ดิน:** การขายที่ดินโครงการของบริษัททีคดีเวลลอปเมนท์จำกัดมีผลขาดทุนขั้นต้น 13.33 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นโดยรวม
* **ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น:** การบันทึกดอกเบี้ยจ่ายเป็นต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลกำไรสุทธิ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าการก่อสร้างและกำหนดการรับรู้รายได้ของโครงการทีค-รัชดา:** โดยเฉพาะการเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 1 ปี 2565 ตามที่คาดการณ์ไว้
* **แนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง:** การปรับตัวของยอดขายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอินเดีย
* **การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย:** ประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร
* **ผลกระทบจากมาตรการควบคุมโควิด-19:** การเปลี่ยนแปลงของมาตรการต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัท
* **ความสามารถในการระบายสต็อกโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือ:** โดยเฉพาะโครงการทีค-สาทร และโครงการแสนสรา
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
* **การโอนกรรมสิทธิ์และยอดขาย:** ในไตรมาส 3/64 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีรายได้จากการขายรวม 122.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน โดยมีรายละเอียดดังนี้
* **โครงการแสนสรา (ที่อยู่อาศัยผู้เกษียณ):** มีรายได้จากการขาย 15.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 7.15 ล้านบาทในปีก่อน แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติและได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทาง แต่ก็ยังมีการขายเกิดขึ้น
* **บริษัททีคดีเวลลอปเมนท์จำกัด:** มีรายได้จากการขายที่ดินและห้องชุด 106.10 ล้านบาท จากโครงการทีค-สาทร ซึ่งเป็นผลมาจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ล่าช้าจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม การขายส่วนนี้มีผลขาดทุนขั้นต้น 13.33 ล้านบาท
* **Backlog:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Backlog ที่ชัดเจน แต่ระบุว่าโครงการทีค-รัชดาจะเริ่มรับรู้รายได้ใน Q1/65 ซึ่งบ่งชี้ว่ามี Backlog จากโครงการนี้รออยู่
* **ต้นทุนก่อสร้าง:** ไม่ได้ระบุข้อมูลต้นทุนก่อสร้างโดยตรง แต่กล่าวถึงความล่าช้าของโครงการทีค-รัชดาจากมาตรการหยุดและชะลอการก่อสร้าง
* **D/E Ratio:** ไม่ได้ระบุข้อมูล D/E Ratio ในเอกสาร
* **กระแสเงินสดจากโครงการ:** ไม่ได้ระบุข้อมูลกระแสเงินสดจากโครงการโดยตรง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับงบดุล หรืองบกระแสเงินสดโดยตรง มีเพียงการกล่าวถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้นจากการดำเนินโครงการ
## สรุปท้าย
BSM ในไตรมาส 3 ปี 2564 แสดงให้เห็นถึงการพลิกตัวของรายได้รวมที่เติบโต 17% YoY โดยมีแรงหนุนหลักจากการรับรู้รายได้จากการขายที่ดินและห้องชุดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งช่วยลดผลขาดทุนสุทธิลงเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้เป็นลักษณะครั้งคราว และมาพร้อมกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมากจากการขายที่ดินที่มีผลขาดทุน ในขณะที่ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างยังคงเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โควิด-19 ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 และผลกระทบต่อการดำเนินงาน รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น การจับตาความคืบหน้าของโครงการทีค-รัชดาและการฟื้นตัวของธุรกิจวัสดุก่อสร้างจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินทิศทางผลประกอบการในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ BSM ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
101.52
ล้านบาท
↓ 59.6% YoY
กำไรขั้นต้น
33.89
ล้านบาท
↓ 13.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
33.38
%
กำไรสุทธิ
-4.38
ล้านบาท
↓ 93.5% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-4.32
%
D/E Ratio
2.50
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
102
↓ -59.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
34
↓ -13.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-4
↓ -93.5%
YoY
D/E Ratio
2.50
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — BSM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.50
ROE (%)
-7.23
ROA (%)
1.27
Book Value/หุ้น
1.32
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — BSM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-57
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+12
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — BSM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-56.92
-482.01%
|
14.90
-145.50%
|
-32.75
-87.91%
|
-270.98
-544.89%
|
60.91
-17.34%
|
73.69
+234.20%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
12.26
-61.79%
|
32.09
+76.32%
|
18.20
-289.19%
|
-9.62
-541.28%
|
2.18
-108.48%
|
-25.72
-85.16%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
56.40
-332.58%
|
-24.25
+517.05%
|
-3.93
-101.37%
|
286.00
-1,902.14%
|
-15.87
-73.73%
|
-60.40
-140.32%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
11.73
-48.42%
|
22.74
-222.99%
|
-18.49
-442.41%
|
5.40
-88.57%
|
47.23
-479.97%
|
-12.43
+775.35%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
29.34
-22.13%
|
37.68
+5.10%
|
35.85
-13.18%
|
41.29
-35.80%
|
64.31
+64.31%
|
39.14
-79.57%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
20.82
-29.04%
|
29.34
-22.13%
|
37.68
+5.10%
|
35.85
-13.18%
|
41.29
-35.80%
|
64.31
+64.31%
|