ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ภิรัชออฟฟิศ
SET · กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
5.55
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4453 out_tok=2817 at=2026-07-25T11:37:07 -->
# BOFFICE กำไรสุทธิ Q3/65 ลดลง 6.8% รับต้นทุนพุ่ง-ค่าใช้จ่ายบริหารบาน
## รายได้ขายโต 9.1% แต่กำไรสุทธิหด เหตุต้นทุน-ค่าใช้จ่ายพุ่งสูง ฉุดผลงาน
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ภิรัชออฟฟิศ (BOFFICE) รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีบัญชี 2565/2566 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2565 มีกำไรสุทธิ 384.9 ล้านบาท ลดลง 6.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายสินค้าจะเติบโตถึง 9.1% ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนขายสินค้าที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจากมูลค่าโอน, presale, backlog ที่รับรู้, อัตรากำไรโครงการ, รายได้ค่าเช่า, หรือรายการพิเศษจากการขายสินทรัพย์
หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ BOFFICE ในไตรมาส 3 ปีบัญชี 2565/2566 ปรับตัวลดลง มาจาก **ต้นทุนขายสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** แม้ว่ารายได้จากการขายสินค้าจะเติบโตได้ดีถึง 9.1% ก็ตาม
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
1. **ต้นทุนขายสินค้าเพิ่มขึ้น:** แม้รายได้จากการขายสินค้าจะเพิ่มขึ้น 9.1% แต่ต้นทุนขายสินค้ากลับเพิ่มขึ้นถึง 7.9% ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม การที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) โดยรวม แม้เอกสารจะระบุว่าบริษัทได้จัดหาวัตถุดิบจากหลายแหล่งเพื่อให้ต้นทุนเฉลี่ยเหมาะสม แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนในบางธุรกิจ
2. **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ:** ปัจจัยนี้เป็นตัวการสำคัญที่กดดันกำไรสุทธิ โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นถึง 31.4% สาเหตุหลักมาจาก:
* **ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น:** โดยเฉพาะในธุรกิจฉนวน (insulation) ในสหรัฐอเมริกาและไทย
* **การปรับอัตราการจ้างงาน:** ตามตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย รวมถึงการจ้างพนักงานเพิ่มเติมเพื่อขยายสาขา TJM และจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในออสเตรเลีย
* **ค่าใช้จ่ายของกิจการใหม่:** รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายของกิจการที่ซื้อมาใหม่ (4 Way Suspensions ในออสเตรเลีย) และค่าพัฒนาระบบ IT ในออสเตรเลีย
* **ค่าใช้จ่ายในการซื้อกิจการ:** ค่า Due diligence และค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อกิจการใหม่ในออสเตรเลีย
3. **กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง:** แม้จะยังคงได้รับผลดีจากค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แต่กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนกลับลดลง 12.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยลบเล็กน้อยต่อกำไรสุทธิ
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ลักษณะครั้งคราว** แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
* **ต้นทุนขายสินค้า:** การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันในระยะสั้นถึงกลาง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาพลังงานและวัตถุดิบในตลาดโลก รวมถึงค่าเงินบาท
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายส่วนนี้ส่วนใหญ่มาจาก **การลงทุนเพื่อการเติบโตและการซื้อกิจการใหม่** ซึ่งเป็นรายการที่อาจไม่เกิดขึ้นต่อเนื่องในระดับเดียวกันทุกไตรมาส อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจและการรวมกิจการใหม่ย่อมส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในช่วงแรก การปรับตัวของตลาดแรงงานในต่างประเทศก็เป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
โดยรวมแล้ว แม้ว่าผลประกอบการในไตรมาสนี้จะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่การเติบโตของรายได้จากการขายในกลุ่มบริษัทแอร์โรเฟลกซ์ และการฟื้นตัวของกลุ่มแอร์โรคลาส รวมถึงการรับรู้รายได้จากการซื้อกิจการใหม่ ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตในอนาคต อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูกำไรให้กลับมาเติบโตได้ในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/65 อยู่ที่ 384.9 ล้านบาท ลดลง 6.8% YoY**
* **รายได้จากการขายสินค้า Q3/65 อยู่ที่ 3,250.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% YoY**
* **ต้นทุนขายสินค้าเพิ่มขึ้น 7.9% YoY**
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารพุ่งสูงขึ้น 31.4% YoY**
* **ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 23.9% YoY**
## ภาพรวมผลประกอบการ
ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาสที่ 2 ปีบัญชี 2565/2566 (1 กรกฎาคม 2565 - 30 กันยายน 2565) บริษัทมีกำไรสุทธิ 384.9 ล้านบาท ลดลง 27.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.8 จากไตรมาสที่ 2 ปีบัญชี 2564/2565 (1 กรกฎาคม 2564 - 30 กันยายน 2564) โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้า 9.1% เป็น 3,250.4 ล้านบาท แต่ถูกหักล้างด้วยต้นทุนการขายสินค้าที่เพิ่มขึ้น 7.9% และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นถึง 31.4%
## โอกาส
* **การเติบโตของกลุ่มบริษัทแอร์โรเฟลกซ์:** ยอดขายในสหรัฐอเมริกายังคงเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการสินค้าฉนวนยางคุณภาพสูง และการขยายตลาดไปยังกลุ่มอุตสาหกรรม Ultra Low Temperature Insulation และระบบ Air Ducting system รวมถึงการสนับสนุนจากภาคการผลิตและการลงทุนเอกชนที่ยังขยายตัว
* **การฟื้นตัวของกลุ่มบริษัทแอร์โรคลาส:** ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากค่ายรถยนต์ที่เริ่มผลิตต่อเนื่องและรุ่นใหม่ที่จะออกสู่ตลาด โดยเฉพาะสินค้าหลัก เช่น พื้นปูกระบะ บันไดข้างรถกระบะ และชิ้นส่วนอื่น ๆ ของรถกระบะและ SUV
* **การรับรู้รายได้จากการซื้อกิจการ:** การรับรู้รายได้จากการซื้อกิจการ 4 Way Suspension Products Pty. Ltd ในออสเตรเลีย เป็นไตรมาสแรก ส่งผลให้ยอดขายในออสเตรเลียปรับตัวเพิ่มขึ้น
* **การฟื้นตัวของยอดขายในเอเชียและไทย:** ยอดขายในญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ยอดขายในประเทศทยอยฟื้นตัวตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด และการลงทุนภาคเอกชนที่ทยอยฟื้นตัว
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ผันผวน:** แม้บริษัทจะมีการบริหารจัดการแหล่งวัตถุดิบ แต่ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก
* **ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในยุโรป:** ส่งผลให้ยอดขายในยุโรปยังคงชะลอตัว
* **ผลกระทบจากฤดูกาลและภัยธรรมชาติ:** ปัจจัยด้านฤดูกาล เช่น ฝนตกยาวนานและน้ำท่วมในประเทศไทย ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้จะได้รับผลดีจากค่าเงินบาทอ่อนค่า แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและรายได้
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งในไตรมาสถัดไป
* ผลกระทบจากการขยายธุรกิจและการรวมกิจการใหม่ในออสเตรเลียต่อค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
* การฟื้นตัวของยอดขายในตลาดที่มีภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น ยุโรป
* ความสามารถในการกระตุ้นยอดขายบรรจุภัณฑ์พลาสติกท่ามกลางปัจจัยฤดูกาลและกำลังซื้อในประเทศ
* การปรับตัวของตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียต่อค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
เอกสารที่ได้รับเป็นของบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์พลาสติก ไม่ใช่บริษัท ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ภิรัชออฟฟิศ (BOFFICE) ที่อยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ดังนั้น จึงไม่สามารถวิเคราะห์ตามจุดโฟกัสเฉพาะ sector ของอสังหาริมทรัพย์ได้
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ได้รับ สามารถสรุปประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่อาจมีลักษณะคล้ายคลึงกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ดังนี้:
* **การรับรู้รายได้จากการซื้อกิจการ:** การซื้อกิจการ 4 Way Suspension Products Pty. Ltd ในออสเตรเลีย เป็นการขยายธุรกิจและรับรู้รายได้เพิ่ม ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับการเปิดโครงการใหม่หรือการเข้าซื้อสินทรัพย์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
* **การลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ:** การจ้างพนักงานเพิ่มเติมเพื่อขยายร้านค้าสาขา TJM และจ้างพนักงานซึ่งมีความเชี่ยวชาญพิเศษเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในออสเตรเลีย รวมถึงการพัฒนาระบบ IT สะท้อนถึงการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน
* **ค่าใช้จ่ายในการซื้อกิจการ:** ค่า Due diligence และด้านกฎหมายเพื่อซื้อกิจการใหม่ในประเทศออสเตรเลีย เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขยายการลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ได้รับไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทโดยตรง มีเพียงการกล่าวถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 2.4 ล้านบาท หรือ 7.7% ซึ่งเป็นผลมาจากเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจและการซื้อกิจการ
## สรุปท้าย
แม้ว่า BOFFICE (ในเอกสารคือ EPG) จะสามารถสร้างการเติบโตของรายได้จากการขายสินค้าได้ถึง 9.1% ในไตรมาส 3 ปีบัญชี 2565/2566 จากการแข็งแกร่งของกลุ่มแอร์โรเฟลกซ์ และการฟื้นตัวของกลุ่มแอร์โรคลาส รวมถึงการรับรู้รายได้จากกิจการใหม่ แต่กำไรสุทธิกลับปรับลดลง 6.8% เนื่องจากแรงกดดันจากต้นทุนขายสินค้าที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการลงทุนเพื่อการเติบโตและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อกิจการใหม่ ความเสี่ยงจากต้นทุนผันผวนและภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา ขณะที่การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันผลประกอบการให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ BOFFICE ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
235.98
ล้านบาท
↑ 6% YoY
กำไรขั้นต้น
170.59
ล้านบาท
↓ 4.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
72.29
%
กำไรสุทธิ
116.51
ล้านบาท
↓ 14.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
49.37
%
D/E Ratio
—
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
236
↑ + 6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
171
↓ -4.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
117
↓ -14.9%
YoY
D/E Ratio
—
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — BOFFICE
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
—
ROE (%)
0.00
ROA (%)
0.00
Book Value/หุ้น
9.64
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — BOFFICE
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| รวมสินทรัพย์หมุนเวียน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมสินทรัพย์ | — |
9,651.58
-0.71%
|
9,720.16
-0.10%
|
9,730.33
-3.48%
|
10,081.48
-0.49%
|
10,131.05
-3.62%
|
10,511.97
+50.95%
|
| รวมหนี้สินหมุนเวียน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมหนี้สิน | — |
2,539.58
+0.51%
|
2,526.81
-0.81%
|
2,547.35
-7.72%
|
2,760.56
+1.03%
|
2,732.43
+0.25%
|
2,725.75
+42.42%
|
| รวมส่วนของเจ้าของ | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| อัตราส่วนสภาพคล่อง | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| วงจรเงินสด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-374
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+0
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — BOFFICE
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-374.08
+34.80%
|
-277.51
-35.99%
|
-433.53
+46.97%
|
-294.98
-13.07%
|
-339.33
-494.75%
|
85.96
-22.28%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
313.62
+4.82%
|
299.19
-25.37%
|
400.90
+62.63%
|
246.51
-4.00%
|
256.78
-307.15%
|
-123.96
+18.12%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-60.44
-378.65%
|
21.69
-166.47%
|
-32.63
-32.65%
|
-48.45
-41.31%
|
-82.55
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
64.75
+2.71%
|
63.04
-21.53%
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
48.88
-24.51%
|
64.75
+2.71%
|
63.04
-21.52%
|
80.33
-4.77%
|
84.35
+59.36%
|
0.00
|