บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.29
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7071 out_tok=2447 at=2026-07-25T11:36:33 -->
# BLESS Q3/2565 กำไรสุทธิหด 63% เหตุรายได้วูบหนักจากอสังหาฯ
## รายได้จากการขายอสังหาฯ ดิ่ง 19.5% ฉุดกำไรสุทธิไตรมาส 3/2565 หายกว่า 11 ล้านบาท
บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BLESS รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 6.85 ล้านบาท ลดลง 63.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้รวมที่ลดลง 19.68% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของ BLESS ในไตรมาส 3 ปี 2565 ปรับตัวลดลงอย่างมาก คือ **การหดตัวของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์** โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์โฮม/บ้านแฝด และคอนโดมิเนียม ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงถึง 11.74 ล้านบาท หรือ 63.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การลดลงของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์มีสาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัย คือ:
* **ความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน:** สถาบันการเงินมีนโยบายที่เข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้ผู้ซื้อบางรายไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ตามที่คาดหวัง
* **ความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต:** ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนในอนาคต
นอกจากนี้ การลดลงของรายได้จากการขายคอนโดมิเนียมยังเป็นผลมาจากจำนวนยูนิตที่เหลือขายมีจำนวนน้อยลง ประกอบกับการที่บริษัทฯ ได้ลดค่าใช้จ่ายด้านการตลาดลง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร ฝ่ายจัดการไม่ได้ให้แนวโน้มที่ชัดเจนว่าปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อและการชะลอตัวของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์โดยรวมในระยะสั้นถึงปานกลาง การที่บริษัทฯ ลดค่าใช้จ่ายการตลาดและมีจำนวนคอนโดมิเนียมเหลือขายลดลง อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อบริหารจัดการสต็อกและต้นทุนในช่วงที่ตลาดชะลอตัว
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 63.15% YoY:** อยู่ที่ 6.85 ล้านบาท จาก 18.59 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้รวมลดลง 19.68% YoY:** อยู่ที่ 153.57 ล้านบาท จาก 191.21 ล้านบาท
* **รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 19.52% YoY:** อยู่ที่ 153.37 ล้านบาท จาก 190.58 ล้านบาท
* **ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 18.68% YoY:** อยู่ที่ 108.81 ล้านบาท สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 10.12% YoY:** อยู่ที่ 37.64 ล้านบาท จาก 34.18 ล้านบาท
* **ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 720% YoY:** อยู่ที่ 0.82 ล้านบาท จาก 0.10 ล้านบาท เป็นผลจากดอกเบี้ยเงินกู้ค่าที่ดินโครงการใหม่
## ภาพรวมผลประกอบการ
**ไตรมาส 3 ปี 2565:** บริษัทฯ มีรายได้รวม 153.57 ล้านบาท ลดลง 19.68% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 19.52% มาอยู่ที่ 153.37 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการขายทาวน์โฮม/บ้านแฝดลดลง 20.86 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมลดลง 16.35 ล้านบาท เนื่องจากความเข้มงวดในการให้สินเชื่อและผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจ รวมถึงคอนโดมิเนียมเหลือขายจำนวนน้อยและบริษัทลดค่าการตลาด ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 18.68% สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 10.12% ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 720% เนื่องจากดอกเบี้ยเงินกู้ค่าที่ดินโครงการใหม่ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 63.15% มาอยู่ที่ 6.85 ล้านบาท
**งวด 9 เดือน ปี 2565:** บริษัทฯ มีรายได้รวม 478.53 ล้านบาท ลดลง 16.11% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 16.20% มาอยู่ที่ 477.09 ล้านบาท เป็นผลหลักจากการขายคอนโดมิเนียมลดลง 77.88 ล้านบาท และทาวน์โฮม/บ้านแฝดลดลง 14.38 ล้านบาท ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 15.21% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 5.10% ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 693.10% กำไรสุทธิลดลง 52.70% มาอยู่ที่ 26.12 ล้านบาท
## โอกาส
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** แม้รายได้จะลดลง แต่บริษัทฯ สามารถควบคุมต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ให้ลดลงตามไปด้วย ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นได้ในระดับหนึ่ง
* **การพัฒนาโครงการใหม่:** การมีต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการใหม่ เช่น โครงการ เบล็ส ซิตี้ พาร์ค ศรีนครินทร์ เทพารักษ์ บ่งชี้ถึงการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเศรษฐกิจและความเข้มงวดของสถาบันการเงิน:** เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายและความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ซื้อ
* **การบริหารสต็อกคอนโดมิเนียม:** การมีคอนโดมิเนียมเหลือขายจำนวนน้อยอาจจำกัดโอกาสในการสร้างรายได้ในระยะสั้น หากไม่มีโครงการใหม่เข้ามาทดแทน
* **ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น:** การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนทางการเงินอาจกดดันอัตรากำไรสุทธิในอนาคต หากไม่สามารถบริหารจัดการได้ หรือไม่สามารถปันส่วนเข้าต้นทุนโครงการได้
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มยอดขาย (Presale) และการโอนกรรมสิทธิ์ (Transfer) ในไตรมาส 4/2565 และปี 2566:** เพื่อประเมินทิศทางของรายได้ในอนาคต
* **แผนการเปิดโครงการใหม่:** เพื่อทดแทนรายได้จากโครงการเดิมที่กำลังจะหมดไป และเพื่อขยายฐานรายได้
* **นโยบายสินเชื่อของสถาบันการเงิน:** การผ่อนคลายหรือเข้มงวดขึ้นจะมีผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน:** โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับโครงการใหม่
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับรายได้
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
* **ยอดขาย (Presale) และ Backlog:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลยอดขาย (Presale) และมูลค่า Backlog ที่ชัดเจน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การไม่มีข้อมูลนี้ทำให้ประเมินความต่อเนื่องของรายได้ในอนาคตได้ยากขึ้น
* **การเปิดโครงการใหม่:** มีการกล่าวถึงการพัฒนาโครงการใหม่ (โครงการ เบล็ส ซิตี้ พาร์ค ศรีนครินทร์ เทพารักษ์) ซึ่งเป็นปัจจัยบวก แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการเปิดโครงการใหม่เพิ่มเติม หรือมูลค่าโครงการ
* **อัตรากำไรโครงการ (Gross Profit Margin):** แม้จะไม่ได้ระบุอัตรากำไรโครงการโดยตรง แต่จากข้อมูลต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงตามรายได้ ทำให้ Gross Profit Margin อยู่ที่ประมาณ 29.52% ในไตรมาส 3/2565 ซึ่งลดลงเล็กน้อยจาก 30.40% ในปีก่อน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio):** อยู่ที่ 1.71 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.28 เท่าในปี 2564 แสดงถึงสภาพคล่องที่ดีขึ้น
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio):** อยู่ที่ 0.95 เท่า ลดลงจาก 1.50 เท่าในปี 2564 แสดงถึงการลดลงของภาระหนี้สินเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี
* **อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA):** อยู่ที่ 2.32% ลดลงจาก 3.64%
* **อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE):** อยู่ที่ 5.33% ลดลงจาก 9.11%
## สรุปท้าย
BLESS ในไตรมาส 3 ปี 2565 เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์โฮม/บ้านแฝดและคอนโดมิเนียม อันเป็นผลมาจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินและความกังวลของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ แม้บริษัทฯ จะสามารถบริหารจัดการต้นทุนขายได้ดี และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ลดลง แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินจากโครงการใหม่ และการที่ฝ่ายจัดการไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Backlog และแผนการเปิดโครงการใหม่ที่ชัดเจน ทำให้การประเมินแนวโน้มผลประกอบการในระยะต่อไปยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ BLESS ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
94.05
ล้านบาท
↓ 3.6% YoY
กำไรขั้นต้น
35.74
ล้านบาท
↑ 20.7% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
38.00
%
กำไรสุทธิ
-0.75
ล้านบาท
↓ 195.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-0.80
%
D/E Ratio
0.89
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
94
↓ -3.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
36
↑ + 20.7%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-1
↓ -195.4%
YoY
D/E Ratio
0.89
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — BLESS
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.89
ROE (%)
0.88
ROA (%)
0.89
Book Value/หุ้น
1.47
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — BLESS
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-32
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
0
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — BLESS
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 |
|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-32.41
-143.07%
|
75.25
-53,850.00%
|
-0.14
-100.78%
|
17.97
-96.77%
|
556.10
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-0.32
-105.25%
|
6.09
+15.34%
|
5.28
-113.81%
|
-38.24
+38.80%
|
-27.55
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
40.56
-138.88%
|
-104.32
-1,039.82%
|
11.10
-1,199.01%
|
-1.01
-99.81%
|
-523.38
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
7.82
-134.01%
|
-22.99
-241.56%
|
16.24
-176.28%
|
-21.29
-511.80%
|
5.17
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
17.38
-40.84%
|
29.38
-45.44%
|
53.85
-16.74%
|
64.68
+8.69%
|
59.51
+181.48%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
12.34
-23.50%
|
16.13
-45.10%
|
29.38
-45.44%
|
53.85
-16.74%
|
64.68
+8.69%
|