บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
18.70
0.10 (0.53%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=17263 out_tok=3152 at=2026-07-25T03:03:03 -->
BGRIM พลิกกำไร Q2/66 โตแรง รับอานิสงส์ค่า Ft พุ่ง-ต้นทุนก๊าซลด
ฝ่ายจัดการ BGRIM เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2566 ฟื้นตัวแข็งแกร่ง กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 678 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 193 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับขึ้นของค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และการบริหารจัดการต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ BGRIM ในไตรมาส 2/2566 คือการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากการปรับขึ้นของค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
**1) หัวใจคืออะไร**
หัวใจหลักของผลประกอบการในไตรมาส 2/2566 คือ **การฟื้นตัวของกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ที่เติบโตถึง 366.7% YoY เป็น 686 ล้านบาท** และ **กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ที่พลิกกลับมาเป็นบวก 678 ล้านบาท** จากที่ขาดทุน 193 ล้านบาทในปีก่อน ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการฟื้นตัวของกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP
**2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น**
การฟื้นตัวนี้มีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่:
* **การปรับขึ้นของค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft):** ค่า Ft ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 154.92 สตางค์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในช่วง ม.ค.-เม.ย. 2566 และ 91.19 สตางค์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในช่วง พ.ค.-ส.ค. 2566 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของปีก่อนที่ 39.86 สตางค์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ส่งผลให้ราคาขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) ในประเทศปรับสูงขึ้น 27.3% YoY และ 35.4% ใน 6M’66
* **การบริหารจัดการต้นทุนก๊าซธรรมชาติ:** บริษัทประสบความสำเร็จในการลดปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติลงประมาณ 3.8% ใน Q2’66 และ 4.2% ใน 6M’66 อันเนื่องมาจากการเปิดดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้า SPP ที่ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม และการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง 4.4% YoY ใน Q2’66 ทำให้ต้นทุนขายก๊าซธรรมชาติรวมลดลง 8.3% YoY
**3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่**
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยปัจจัยบวกจากค่า Ft ที่ยังคงมีผลต่อเนื่องในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. 2566 และแนวโน้มการบริหารจัดการต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ที่จะทยอยเข้าระบบ จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อผลประกอบการในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของราคาก๊าซธรรมชาติและนโยบายค่า Ft ในอนาคตยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่พลิกกลับมาเป็นบวก 678 ล้านบาท** จากขาดทุน 193 ล้านบาทใน Q2/2565
* **EBITDA ฟื้นตัว 47.6% YoY แตะ 3,714 ล้านบาท** จากการปรับขึ้นของค่า Ft และการลดลงของต้นทุนก๊าซธรรมชาติ
* **รายได้รวมเพิ่มขึ้น 1.5% YoY เป็น 14,891 ล้านบาท** โดยได้แรงหนุนจากราคาขายไฟฟ้าให้ลูกค้า IU ที่สูงขึ้นจากการปรับค่า Ft และการเพิ่มขึ้นของปริมาณขายไอน้ำ
* **ปริมาณไฟฟ้าขายให้ กฟผ. ลดลงเล็กน้อย** แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลังโครงการ BGPAT2&3 เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์
* **ลูกค้าอุตสาหกรรมในไทยมีการเชื่อมเข้าระบบเพิ่มขึ้น** 12.2 เมกะวัตต์ใน 6M’66 และอีก 29 เมกะวัตต์ในช่วงต้น Q3/66 หนุนเป้าหมายทั้งปีที่ 50-60 เมกะวัตต์
* **การลงทุนในโครงการใหม่ยังคงเดินหน้า** โดยมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิต 609 เมกะวัตต์ในปี 2566
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM รายงานผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เท่ากับ 686 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 366.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 147 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตค่าก๊าซธรรมชาติ ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 678 ล้านบาท จากที่ขาดทุนสุทธิ 193 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวของกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP และการบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ รายได้จากการขายและการให้บริการรวมอยู่ที่ 14,891 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% YoY โดยได้แรงหนุนจากราคาขายไฟฟ้าต่อหน่วยให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นของค่า Ft และการปรับขึ้นของทั้งปริมาณการขายไอน้ำและราคาขายไอน้ำต่อหน่วย EBITDA ฟื้นตัว 47.6% YoY แตะ 3,714 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไร EBITDA ปรับตัวดีขึ้นจาก 17.1% ใน Q2/2565 เป็น 24.9% ใน Q2/2566
## โอกาส
* **การขยายกำลังการผลิต:** บริษัทมุ่งขยายการลงทุนทั้งโครงการใหม่และการเข้าซื้อกิจการ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีก 609 เมกะวัตต์ในปี 2566 ซึ่งรวมถึงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตามแผนของโครงการโรงไฟฟ้า SPP เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม, โครงการโรงไฟฟ้า SPP ใหม่ 2 โครงการ, และการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในมาเลเซียและเกาหลีใต้
* **การเพิ่มลูกค้าอุตสาหกรรม:** ตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่เข้าเชื่อมระบบรวม 50-60 เมกะวัตต์ ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยใน 6M’66 มีการเชื่อมเข้าระบบแล้ว 12.2 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะมีลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่มเติมในครึ่งปีหลัง
* **ความร่วมมือกับพันธมิตร:** การลงนาม MOU กับอมตะวอเตอร์ในการพัฒนาโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดใหญ่ และการจำหน่ายหุ้น 25% ให้แก่ PEA ENCOM เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม
* **การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน:** การเข้าถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในสาธารณรัฐเกาหลี (SEBIT) และการพัฒนาโครงการ Solar Rooftop และ Floating Solar Farm สะท้อนการมุ่งสู่พลังงานสะอาด
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง:** แม้ว่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติจะลดลงในไตรมาสนี้ แต่ราคาก๊าซธรรมชาติยังคงมีความผันผวนและอ้างอิงกับราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของปตท. ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
* **การเปลี่ยนแปลงนโยบายค่า Ft:** การปรับค่า Ft มีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของบริษัท โดยเฉพาะการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงนโยบายค่า Ft ในอนาคตจึงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
* **ความล่าช้าของโครงการ:** โครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม KOPOS ในเกาหลีใต้ อาจมีความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าในการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ซึ่งจะส่งผลต่อการรับรู้รายได้
* **ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน:** การมีหนี้สินและธุรกรรมในสกุลเงินต่างประเทศ ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าในไตรมาสนี้จะบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ แต่ก็มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของโครงการใหม่:** โดยเฉพาะโครงการ BGPAT2&3 ที่คาดว่าจะ COD ในปี 2566 และโครงการอื่นๆ ที่มีกำหนด COD ในปี 2567
* **การเพิ่มขึ้นของลูกค้าอุตสาหกรรม:** การบรรลุเป้าหมายการเพิ่มลูกค้าอุตสาหกรรมใหม่ 50-60 เมกะวัตต์ในปี 2566
* **แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติและค่า Ft:** การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยราคาเชื้อเพลิงและนโยบายค่าไฟฟ้าจะมีผลโดยตรงต่อรายได้และต้นทุน
* **การบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงานและการบำรุงรักษา:** การควบคุมค่าใช้จ่าย O&M ท่ามกลางการขยายพอร์ตการลงทุน
* **ความคืบหน้าการลงทุนในต่างประเทศ:** โดยเฉพาะโครงการในมาเลเซียและเกาหลีใต้
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
**ราคา Commodity / ASP:** ราคาขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในไทยปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ YoY ที่ 27.3% ใน Q2’66 และ 35.4% ใน 6M’66 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับขึ้นของค่า Ft ซึ่งสะท้อนราคาขายต่อหน่วย (ASP) ที่สูงขึ้น ในขณะที่ราคาขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ลดลงเล็กน้อย YoY เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง
**ปริมาณขาย-ผลิต:** ปริมาณไฟฟ้าที่ขายให้ กฟผ. ลดลงเล็กน้อย YoY แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลังโครงการ BGPAT2&3 เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ปริมาณขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมในไทยลดลงเล็กน้อย YoY แต่มีสัญญาณบวกจากการเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น ปริมาณไอน้ำที่ขายเพิ่มขึ้น YoY ใน Q2’66 จากลูกค้ารายใหม่ แต่ลดลง YoY ใน 6M’66 จากการย้ายฐานผลิตของลูกค้ากลุ่มยางรถยนต์
**ต้นทุนต่อหน่วย:** ต้นทุนก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง YoY ใน Q2’66 เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงและประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง (heat rate) ที่ดีขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีใหม่ของโรงไฟฟ้า SPP ที่ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม
**กำลังการผลิต:** บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหลายโครงการ ซึ่งจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2566 และ 2567 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรวม
**กฎระเบียบพลังงาน/สิ่งแวดล้อม:** การได้รับการคัดเลือกให้อยู่ใน “FTSE4Good Index Series” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนความมุ่งมั่นด้าน ESG นอกจากนี้ การลดอัตราการใช้เชื้อเพลิงที่ลดลงยังส่งผลต่อการลดอัตราการปล่อยคาร์บอน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 3.9% จากสิ้นปี 2565 เป็น 177,345 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการขยายโครงการลงทุนอย่างต่อเนื่อง หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง 1.7% เป็น 112,549 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้ ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 22.8% เป็น 51,801 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของกำไรสะสมและการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาอยู่ที่ 1.60 เท่า จาก 1.98 เท่า ณ สิ้นปี 2565
## สรุปท้าย
BGRIM โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2566 ที่ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่พลิกกลับมาเป็นบวก จากปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือการปรับขึ้นของค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และการบริหารจัดการต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าปริมาณขายไฟฟ้าให้ กฟผ. จะลดลงเล็กน้อย แต่การเพิ่มขึ้นของลูกค้าอุตสาหกรรมในประเทศและแผนการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน จะเป็นโอกาสในการเติบโตในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงและการเปลี่ยนแปลงนโยบายค่า Ft ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ BGRIM ไตรมาส 2/2566
รายได้รวม
27,338.42
ล้านบาท
↑ 100.2% YoY
กำไรขั้นต้น
5,376.24
ล้านบาท
↑ 114% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
19.67
%
กำไรสุทธิ
1,014.71
ล้านบาท
↑ 28.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.71
%
D/E Ratio
2.50
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
27,338
↑ + 100.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
5,376
↑ + 114%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,015
↑ + 28.9%
YoY
D/E Ratio
2.50
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — BGRIM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.50
ROE (%)
4.82
ROA (%)
4.72
Book Value/หุ้น
13.32
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — BGRIM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+2,983
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-2,853
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — BGRIM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
2,983.22
-133.98%
|
-8,779.07
-2.69%
|
-9,021.91
+205.61%
|
-2,952.06
-66.63%
|
-8,846.02
+139.66%
|
-3,691.06
-211.17%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-2,853.36
-144.30%
|
6,441.72
-51.95%
|
13,405.02
+526.35%
|
2,140.17
+1,068.85%
|
183.10
-104.97%
|
-3,685.94
+353.00%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
2,252.61
-74.53%
|
8,844.45
-153.76%
|
-16,450.94
+21.38%
|
-13,553.64
-406.74%
|
4,418.54
-44.40%
|
7,946.81
+17.24%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-2,091.08
-132.14%
|
6,507.10
-153.92%
|
-12,067.82
-15.99%
|
-14,365.52
+238.46%
|
-4,244.37
-844.87%
|
569.81
-93.86%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
18,784.93
-33.95%
|
28,439.30
-1.62%
|
28,906.57
+12.45%
|
25,706.53
+34.52%
|
19,110.32
-9.69%
|
21,161.17
+68.48%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|