7/30

เดือนนี้ / เดือนก่อน

57/188

ปีนี้ / ปีก่อน

  • mitihoon

    BAY จับมือ อินเวสโก เสริมแกร่งโซลูชันการลงทุน สร้างโอกาสบริหารความมั่งคั่งอย่างรอบด้าน 17/03/69

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ (17 มีนาคม 2569) – กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) ประกาศความร่วมมือกับ อินเวสโก (Invesco) หนึ่งในบริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลก ยกระดับบริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่งให้ก้าวทันโลกการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญเชิงลึกในประเทศของกรุงศรี เข้ากับมุมมองและองค์ความรู้การลงทุนระดับสากลของอินเวสโก ต่อยอดผ่านนวัตกรรมการลงทุนที่ทันสมัย ตอกย้ำความมุ่งมั่น สู่การเป็นธนาคารชั้นนำด้านที่ปรึกษาการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่ง (The Leading Investment & Wealth Advisory Bank) กรุงศรีและอินเวสโกได้ก้าวสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญจากความร่วมมือครั้งนี้ โดยจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับบริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่งของธนาคาร พร้อมทั้งร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ การจัดสรรสินทรัพย์เพื่อรองรับการพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในตลาดประเทศไทย นอกจากนี้ กรุงศรียังมีแผนที่จะต่อยอด โดยใช้ความเชี่ยวชาญของอินเวสโกในการพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนแบบ Multi-Asset ที่บริหารพอร์ตภายใต้กรอบการลงทุน ที่ลูกค้ากำหนด นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรีเชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังกับอินเวสโกในครั้งนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจการให้คำปรึกษาการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของกรุงศรี พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางการเงินที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับลูกค้า Krungsri Wealth ทั้งนี้ กรุงศรีจะยังคงยึดมั่นในบทบาทของการเป็นพันธมิตรทางการเงินที่ลูกค้าไว้วางใจ มุ่งมั่นยกระดับโซลูชันการลงทุนให้ครบวงจรและเปี่ยมด้วยนวัตกรรม เพื่อรองรับทั้งโอกาสทางการเงินในปัจจุบัน และการส่งต่อความมั่งคั่ง อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”

  • mitihoon

    BAY : วิจัยกรุงศรี ชี้ความตึงเครียดตะวันออกกลางสั่นคลอนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย คาด GDP อาจลดลงจากกรณีฐาน -0.2 ถึง -0.9% และหลายอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 16/03/69

    มิติหุ้น – กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) โดย วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ชี้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สร้างแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น โดยประเมินว่าจะทำให้การขยายตัวของ GDP ไทยลดลงจากกรณีฐาน -0.2 ถึง -0.9% (โดยในกรณีฐาน คาดว่า GDP จะขยายตัว 2.0% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ ณ 26 กุมภาพันธ์ 2569) ทั้งนี้ ระดับของผลกระทบขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม วิจัยกรุงศรีระบุว่า ศูนย์กลางของความเสี่ยงอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 3 ของการค้าน้ำมันดิบโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นกว่า 87% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง สู่ระดับ 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569) ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วน 58% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด จึงอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของสงคราม โดยในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนเฉลี่ยทั้งปีที่ 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และภาครัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.0-4.5% จากกรณีฐานที่คาดไว้ที่ 0.2% พร้อมกับส่งผลกระทบต่อ GDP ให้ลดลงจากกรณีฐานราว -0.6 ถึง -0.9% สำหรับอุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดต่อสงครามครั้งนี้คือ โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ และโรงไฟฟ้า ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) จากตะวันออกกลางโดยตรง แม้ในระยะสั้นโรงกลั่นน้ำมันอาจได้รับอานิสงส์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งส่งผลให้มูลค่าน้ำมันดิบในสต็อกที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้น แต่ในระยะต่อไปหากความขัดแย้งกลายเป็นสงครามในภูมิภาคเต็มรูปแบบ โรงกลั่นอาจเผชิญกับค่าการกลั่นรวม (Gross Refinery Margins: GRMs) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด โรงงานปิโตรเคมีและโรงงานพลาสติกและบรรจุภัณฑ์อาจต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินโรงงาน และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะได้รับผลจากการขาดแคลน LNG ซึ่งไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้ด้วยสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของการนำเข้าทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรองลงมาคือภาคการขนส่ง ผลจากราคาน้ำมันที่แพงหรืออาจขาดแคลน ภาคเกษตรกรรม จากราคาปุ๋ยที่แพงหรืออาจขาดแคลนได้ในอนาคต โดยไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางถึงราว 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร ยังอาจได้รับผลทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น และตลาดส่งออกที่ชะลอลง ขณะที่ภาคการขนส่งทางเรือและธุรกิจการบินเผชิญปัญหาการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือและการปิดน่านฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวได้

  • mitihoon

    BAY คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 31.90-32.70 จับตาภูมิรัฐศาสตร์และประชุมธนาคารกลาง 16/03/69

    มิติหุ้น – กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.90-32.70 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.29 ต่อดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 31.45-32.39 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 3 เดือน ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญ โดยตลาดผันผวนสูงหลังประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจจบเร็ว อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบ กลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้งแม้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ประกาศปล่อยน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉิน ซึ่งถือเป็นการระบายครั้งใหญ่ที่สุด เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ปริมาณดังกล่าวเทียบกับการระบาย 183 ล้านบาร์เรลในปี 65 หลังรัสเซียรุกรานยูเครน แต่ปริมาณ 400 ล้านบาร์เรลนี้คิดเป็นราว 4 วันของอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกต่อวันเท่านั้น โดยช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางผ่านน้ำมันทางเรือกว่า 20% ของโลก หรือราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันยังถูกปิดต่อไป ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 20,036 ล้านบาท และ 15,779 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า ตลาดจะติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) โดยคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17-18 มีนาคม นักลงทุนจะให้ความสนใจกับประมาณการดอกเบี้ยของเฟด ขณะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานท่ามกลางความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ อนึ่ง จากแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯในปัจจุบันเราประเมินว่าเฟดอาจกังวลเรื่องเงินเฟ้อน้อยกว่าฝั่งยุโรป โดยคาดว่าวงจรดอกเบี้ยขาลงของเฟดจะยังดำเนินต่อไปในระยะข้างหน้า สวนทางกับอีซีบีซึ่งอาจสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ยไปแล้ว บริบทนี้อาจช่วยจำกัดแรงซื้อเงินดอลลาร์ ตราบใดที่ราคาพลังงานไม่ทะยานขึ้นจากระดับปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ ในภาพรวม กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ตั้งข้อสังเกตว่าสกุลเงินจะได้รับแรงหนุนจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของนักลงทุนต่อทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอมักถูกมองว่าเป็นลบต่อค่าเงิน และหากภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) รุนแรงมากขึ้น ค่าเงินอาจได้รับอานิสงส์อย่างจำกัดจากระดับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

  • mitihoon

    BAY สงครามในตะวันออกกลางยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลาย อาจกระทบเศรษฐกิจโลกและไทย ส่วนจีนปรับนโยบายมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ 10/03/69

    โลก: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนสูงจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สองและยังคงรุนแรงท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและเดินทางหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางตกถูกโจมตีหลายแห่ง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลายประเทศในเอเชีย สหรัฐฯ: เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงแม้ผลกระทบจากปัญหาด้านอุปทานพลังงานอาจน้อยกว่าประเทศอื่น เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิรายใหญ่และมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR)_ที่ใหญ่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงย่อมกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศ อีกทั้งต้นทุนในการทำสงครามอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลและสร้างภาระทางการคลัง สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัว โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลงเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 เดือน และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4% จีน: ลดเป้าหมายการเติบโตลงมาอยู่ที่ 4.5-5% และเตรียมกระตุ้นการบริโภคผ่านเงินอุดหนุนแลกซื้อสินค้าใหม่ พร้อมทั้งสร้างหลักประกันทางรายได้และสังคม รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การลดเป้าครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนลำดับความสำคัญทางนโยบายจากการเติบโตที่มุ่งผลลัพธ์เชิงปริมาณเป็นหลักสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยืดหยุ่นในระยะยาวผ่านการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสงวนพื้นที่ทางนโยบายบางส่วนไว้รับมือกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

  • hoonsmart

    “กรุงศรี” คาดเงินบาทสัปดาห์นี้กรอบ 31.85-32.60 สงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง 09/03/69

    HoonSmart.com>>”ธนาคารกรุงศรีอยุธยา” (BAY) คาดทิศทางเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.85-32.60 บาท/ดอลลาร์ สงครามตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ดันราคาน้ำมันดิบพุ่ง ตลาดกังวลความขัดแย้งยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอตัวหนักขึ้น กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.85-32.60 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดที่ 31.92 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 3 เดือน หลังซื้อขายในกรอบ 31.13-31.92 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในตะวันออกกลาง ขณะที่ระยะเวลาของความขัดแย้งและขนาดของผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ตลาดกังวลว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ ความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  • mitihoon

    BAY คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 31.85-32.60 สงครามดันราคาน้ำมัน 09/03/69

    มิติหุ้น – กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.85-32.60 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดที่ 31.92 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 3 เดือน หลังซื้อขายในกรอบ 31.13-31.92 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในตะวันออกกลาง ขณะที่ระยะเวลาของความขัดแย้งและขนาดของผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ตลาดกังวลว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ ความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ข้อมูลภาคบริการสหรัฐฯออกมาแข็งแกร่งรวมถึงความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อจากสงครามทำให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) แม้เฟดให้ความเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลกระทบของความขัดแย้งต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ดอลลาร์ลดช่วงบวกท้ายสัปดาห์หลังตัวเลขจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์ออกมาย่ำแย่เกินคาด ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทย 13,471 ล้านบาท และ 18,774 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า หลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซนับเป็นเหตุการณ์ Black Swan ในโลกพลังงาน ตลาดจะผันผวนตามพาดหัวข่าวต่างๆเพื่อประเมินระดับความรุนแรงของความขัดแย้งและดูว่ามีการเกี่ยวข้องของประเทศตะวันตกรวมถึง NATO ในระดับใด หากสถานการณ์การสู้รบยืดเยื้อ ค่าเงินดอลลาร์จะได้แรงหนุนต่อเนื่องขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯสามารถรับมือกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้ดีกว่าหลายประเทศ อนึ่ง เมื่อปี 65 ดอลลาร์พุ่งขึ้นจาก Shock ด้านพลังงานหลังการรุกรานยูเครนของรัสเซียซึ่งเร่งให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยจากระดับต่ำมาก แตกต่างจากปัจจุบันซึ่งดอกเบี้ยอยู่ในระดับค่อนข้างตึงตัว ทำให้เฟดไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยทันทีในรอบนี้ ภาวะดังกล่าวอาจช่วยลดแรงกดดันด้านการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้บ้าง การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบทุก 10 ดอลลาร์จะกระทบดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย 0.9% ต่อจีดีพี สะท้อนความอ่อนไหวของค่าเงินบาทต่อการหยุดชะงักของการจัดหาพลังงานทั่วโลก ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 0.88% y-o-y ขณะที่ก.พาณิชย์ระบุว่าเงินเฟ้ออาจเริ่มสูงขึ้นในเดือนมี.ค.ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางและประเมินว่าหากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ราว 80-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้ออาจเร่งตัวสู่ระดับ 1-3% ในปีนี้

  • mitihoon

    BAY คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 31.00–31.60 จับตาความเสี่ยงต้นทุนพลังงานพุ่ง 02/03/69

    มิติหุ้น – กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.60 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 31.08 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 30.96-31.14 บาท/ดอลลาร์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการประกาศลดดอกเบี้ยลง 25bp เป็น 1.00% เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ ขณะที่เงินดอลลาร์ออสเตรเลียเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าสุดในกลุ่ม G10 เนื่องจากผู้ร่วมตลาดปรับมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางออสเตรเลียหลังเงินเฟ้อสูงเกินคาดอีกครั้ง ทางด้านเงินเยนยังคงปรับตัวย่ำแย่หลังรัฐบาลทาคาอิจิเสนอชื่อกรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) สองรายซึ่งมีแนวคิดสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับจังหวะเวลาที่บีโอเจจะขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่นักลงทุนประเมินความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ท่ามกลางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน รวมถึงผลต่อการค้าโลกหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯตัดสินว่าการเก็บ Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดี ทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 1,399 ล้านบาท และ 5,760 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า เงินดอลลาร์ได้แรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยโดยเฉพาะหากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อและขยายวงจะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานพุ่งขึ้นและฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก อนึ่ง ช่องแคบฮอร์มุซกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกโจมตี สายการเดินเรือหลักหลายแห่งเริ่มเปลี่ยนเส้นทางเรือ ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเนื่องจากเวลาขนส่งและต้นทุนที่ปรับขึ้น ในภาพรวมตลาดการเงินมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนจะติดตามข้อมูลจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ของสหรัฐฯช่วงท้ายสัปดาห์ นอกจากนี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ลดดอกเบี้ยด้วยมติ 4 ต่อ 2 เสียง แม้โมเมนตัมการเติบโตจะปรับตัวดีขึ้นแต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะยังต่ำกว่าศักยภาพในปี 69 และ 70 บ่งชี้การมุ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยต้องการช่วยผ่อนคลายภาวะทางการเงินและยึดเหนี่ยวความคาดหวังเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ เราคาดว่ากนง.จะคงดอกเบี้ยไว้ที่1.00% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ สอดคล้องกับถ้อยแถลงที่ระบุว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบันสะท้อนท่าทีของนโยบายที่ผ่อนปรนเพียงพอ อย่างไรก็ดี โอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการต่างๆซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการเติบโตที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินไว้

  • thunhoon

    BAY ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค.นี้ 27/02/69

    #ทันหุ้น – กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า “การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้สอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรุงศรีในการช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม ท่ามกลางสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงสนับสนุนจากต้นทุนทางการเงินที่ผ่อนคลายลง กรุงศรีเชื่อว่าการปรับดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน พร้อมมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” กรุงศรีปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ดังนี้

  • mitihoon

    BAY ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้กับลูกค้า และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มีผลวันที่ 4 มีนาคม 2569 27/02/69

    มิติหุ้น – กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้สอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรุงศรีในการช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม ท่ามกลางสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงสนับสนุนจากต้นทุนทางการเงินที่ผ่อนคลายลง กรุงศรีเชื่อว่าการปรับดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน พร้อมมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” กรุงศรีปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ดังนี้

  • mitihoon

    BAY cuts lending rates to ease customers’ financial burden and support Thailand’s economic recovery, effective 4 March 2026 27/02/69

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง Web : https://www.mitihoon.com/ Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770 Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon