บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน)
MAI · พาณิชย์
2.90
+0.02 (+0.69%)
สรุปสั้น
กําไรที่เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 25.77 โดยมีอัตรากําไรสุทธิเท่ากับร้อยละ 6.51 ภาพรวมการเพิ่มขึ้นของกําไรสุทธิเกิดจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัว เพิ่มขึ้นของอัตรากําไรขั้นต้น
โดยรายได้เพิ่มร้อยละ 11.10 เกิดจากยอดขายสาขาเดิม เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 การเพิ่มขึ้นของยอดขายส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนจากมาตรการของภาครัฐ
โดยส่งผลให้ภาพรวมยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้น และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของ บริษัทฯ ส่งผลให้ยอดขายรวมเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในปี 2563 บริษัทฯ ได้ขยายสาขา จํานวน 4 สาขา และในงวด 9 เดือนของ ปี 2564 บริษัทฯ ได้ขยายสาขาเพิ่มจํานวน 3 สาขา
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5987 out_tok=2296 at=2026-07-26T10:08:30 -->
TNP กำไรสุทธิ Q3/65 หดตัวเล็กน้อย YoY รับแรงกดดันจากยอดขายสาขาเดิมลดลง
ฝ่ายจัดการ TNP ชี้ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิม (SSS) ปรับตัวลดลง แม้จะมีการเปิดสาขาใหม่เพื่อขยายธุรกิจก็ตาม ขณะที่ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารปรับตัวสูงขึ้นตามการขยายสาขาและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจหลักที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ TNP ในไตรมาส 3 ปี 2565 คือ **ยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth - SSS) ที่ปรับตัวลดลง** ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้จากการขายโดยรวมและกำไรสุทธิ แม้ว่าบริษัทจะมีการเปิดสาขาใหม่เพื่อชดเชยการเติบโตก็ตาม
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
ฝ่ายจัดการระบุว่า การลดลงของยอดขายสาขาเดิมมีสาเหตุหลักมาจาก **กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง** ประกอบกับการที่มาตรการกระตุ้นค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่เคยช่วยเพิ่มกำลังซื้อในปีที่ผ่านมาได้สิ้นสุดลงไปแล้ว โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 ซึ่งส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมในไตรมาส 3 ปี 2565 ลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ ต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 82.70% ใน Q3/64 เป็น 83.12% ใน Q3/65 และต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 9.55% YoY เนื่องจากมีการเพิ่มสาขาใหม่ ซึ่งส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น เช่น การจ้างพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าสาธารณูปโภค ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2565 อยู่ที่ 37.06 ล้านบาท ลดลง 1.85% เมื่อเทียบกับปีก่อน
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** ฝ่ายจัดการระบุถึงสาเหตุหลักคือ "กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง" ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ว่าการเปิดสาขาใหม่จะช่วยชดเชยรายได้ได้บางส่วน แต่หากกำลังซื้อยังคงซบเซาต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อ SSS ในระยะถัดไปได้ ต้องจับตาดูแนวโน้มกำลังซื้อและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงประสิทธิภาพของสาขาใหม่ในการสร้างยอดขาย
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการขาย Q3/65 เติบโต 7.78% YoY:** อยู่ที่ 621.00 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการเปิดสาขาใหม่ แม้ว่ายอดขายสาขาเดิม (SSS) จะลดลง 1.8%
* **กำไรสุทธิ Q3/65 ลดลง 1.85% YoY:** อยู่ที่ 37.06 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายสาขาเดิมที่ปรับตัวลดลง และต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
* **ต้นทุนขายต่อรายได้เพิ่มขึ้น:** สัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายอยู่ที่ 83.12% เพิ่มขึ้นจาก 82.70% ในปีก่อน
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น:** เพิ่มขึ้น 9.55% YoY จากการขยายสาขาใหม่
* **สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 5.36%:** จากการลงทุนในสินค้าคงเหลือและที่ดินอาคารอุปกรณ์เพื่อรองรับการขยายสาขา
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) (TNP) มีรายได้จากการขาย 621.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเปิดสาขาใหม่ 8 สาขาในช่วงปี 2564 ถึงไตรมาส 3 ปี 2565 อย่างไรก็ตาม ยอดขายสาขาเดิม (SSS) กลับลดลง 1.8% เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
ต้นทุนขายอยู่ที่ 516.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.33% YoY ทำให้สัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 83.12% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 104.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.17% YoY โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 16.88%
ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 9.55% YoY เป็น 62.12 ล้านบาท เนื่องจากการขยายสาขาใหม่ ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ ซึ่งอยู่ที่ 37.06 ล้านบาท ลดลง 1.85% YoY โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 5.93%
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 รายได้จากการขายอยู่ที่ 1,788.30 ล้านบาท ลดลง 7.47% YoY และกำไรสุทธิอยู่ที่ 107.09 ล้านบาท ลดลง 22.80% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของยอดขายสาขาเดิมในช่วง 6 เดือนแรกของปีเป็นหลัก
## โอกาส
* **การขยายสาขาใหม่:** บริษัทมีกลยุทธ์หลักในการขยายธุรกิจผ่านการเปิดสาขาใหม่ ซึ่งในปี 2564 ถึงไตรมาส 3 ปี 2565 ได้เปิดไปแล้ว 8 สาขา การขยายสาขาใหม่นี้เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มรายได้จากการขาย
* **การบริหารสินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 77.50 ล้านบาท อาจสะท้อนการเตรียมพร้อมด้านสต็อกสินค้าเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต หรือการบริหารจัดการเพื่อรองรับการเปิดสาขาใหม่
## ความเสี่ยง
* **กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว:** เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายสาขาเดิม และอาจส่งผลต่อเนื่องหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น
* **ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น:** การขยายสาขาใหม่ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ซึ่งหากรายได้ไม่เติบโตตาม อาจกระทบต่ออัตรากำไร
* **การพึ่งพิงมาตรการภาครัฐ:** การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มยอดขายสาขาเดิม (SSS):** จะฟื้นตัวหรือยังคงปรับตัวลดลงในไตรมาสถัดไป
* **ผลการดำเนินงานของสาขาใหม่:** สามารถสร้างรายได้และกำไรได้ตามเป้าหมายหรือไม่
* **การบริหารจัดการต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** จะสามารถควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร
* **สถานการณ์กำลังซื้อของผู้บริโภค:** แนวโน้มเศรษฐกิจและกำลังซื้อในภาพรวม
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**รายได้จากการขาย:** แม้รายได้รวมจะเติบโต YoY ใน Q3/65 แต่เป็นผลมาจากการเปิดสาขาใหม่เป็นหลัก โดย SSS กลับติดลบ 1.8% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องจับตา เนื่องจาก SSS เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงานของสาขาเดิมที่สำคัญ
**อัตรากำไรขั้นต้น:** อัตรากำไรขั้นต้นใน Q3/65 อยู่ที่ 16.88% ลดลงเล็กน้อยจาก 17.30% ใน Q3/64 ซึ่งสอดคล้องกับสัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
**ค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 9.55% YoY ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขยายสาขาใหม่ การเพิ่มขึ้นนี้เป็นไปตามแผนการเติบโต แต่ต้องพิจารณาว่ารายได้จากสาขาใหม่จะสามารถชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ทันท่วงทีหรือไม่
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,253.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.36% จากปีก่อน โดยมีรายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 73.54 ล้านบาท แต่สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 77.50 ล้านบาท และที่ดินอาคารและอุปกรณ์เพิ่มขึ้น 60.40 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนการลงทุนเพื่อขยายสาขา
หนี้สินรวมอยู่ที่ 304.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.80% จากปีก่อน โดยมีเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นเพิ่มขึ้น 38.48 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 948.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.30% จากปีก่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากกำไรสะสม 107.09 ล้านบาท หักลบด้วยการจ่ายเงินปันผล 68.00 ล้านบาท
## สรุปท้าย
TNP ในไตรมาส 3 ปี 2565 เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมลดลง แม้การเปิดสาขาใหม่จะช่วยหนุนรายได้รวมให้เติบโตได้ แต่ก็มาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิหดตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน การบริหารจัดการต้นทุนและการกระตุ้นยอดขายในสาขาเดิมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาควบคู่ไปกับการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนในสาขาใหม่ เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TNP ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
898.44
ล้านบาท
↑ 21.3% YoY
กำไรขั้นต้น
158.44
ล้านบาท
↑ 18.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
17.63
%
กำไรสุทธิ
64.04
ล้านบาท
↑ 25.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
7.13
%
D/E Ratio
0.36
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
898
↑ + 21.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
158
↑ + 18.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
64
↑ + 25.8%
YoY
D/E Ratio
0.36
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TNP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.36
ROE (%)
16.87
ROA (%)
15.83
Book Value/หุ้น
1.72
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TNP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+17
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+25
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TNP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
16.94
-119.98%
|
-84.78
+42.20%
|
-59.62
-312.78%
|
28.02
-113.69%
|
-204.70
-214.31%
|
179.08
+41.67%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
25.43
-23.98%
|
33.45
+12.47%
|
29.74
-49.81%
|
59.25
-59.23%
|
145.34
-237.76%
|
-105.50
+58.12%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
145.02
+104.63%
|
70.87
+83.60%
|
38.60
+71.71%
|
22.48
-36.53%
|
35.42
-169.32%
|
-51.10
+16.14%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
187.39
+857.54%
|
19.57
+124.43%
|
8.72
-92.05%
|
109.74
-558.40%
|
-23.94
-206.49%
|
22.48
+43.37%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
130.01
+19.90%
|
108.43
+66.89%
|
64.97
-53.83%
|
140.73
+39.54%
|
100.85
+28.68%
|
78.37
+25.03%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
224.35
+72.56%
|
130.01
+19.90%
|
108.43
+66.89%
|
64.97
-53.83%
|
140.73
+39.54%
|
100.85
+28.68%
|