บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน)
MAI · พาณิชย์
2.90
+0.02 (+0.69%)
สรุปสั้น
กําไรที่เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 25.77 โดยมีอัตรากําไรสุทธิเท่ากับร้อยละ 6.51 ภาพรวมการเพิ่มขึ้นของกําไรสุทธิเกิดจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัว เพิ่มขึ้นของอัตรากําไรขั้นต้น
โดยรายได้เพิ่มร้อยละ 11.10 เกิดจากยอดขายสาขาเดิม เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 การเพิ่มขึ้นของยอดขายส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนจากมาตรการของภาครัฐ
โดยส่งผลให้ภาพรวมยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้น และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของ บริษัทฯ ส่งผลให้ยอดขายรวมเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในปี 2563 บริษัทฯ ได้ขยายสาขา จํานวน 4 สาขา และในงวด 9 เดือนของ ปี 2564 บริษัทฯ ได้ขยายสาขาเพิ่มจํานวน 3 สาขา
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5251 out_tok=2043 at=2026-07-26T09:49:29 -->
# TNP กำไรสุทธิ Q1/65 หด 37% รับยอดขายสาขาเดิมวูบ
## รายได้-กำไร Q1/65 ปรับตัวลงตามกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลง ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นการบริหารต้นทุนสินค้าเพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 35.78 ล้านบาท ลดลง 37.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขาย 588.21 ล้านบาท ลดลง 21.77% ซึ่งเป็นผลมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง และการยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนสินค้าได้ดี ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ TNP ในไตรมาส 1 ปี 2565 ปรับตัวลดลง คือ **ยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales - SSS) ที่หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 27.7%** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากการขายรวมที่ลดลง 21.77% และกำไรสุทธิที่ลดลงถึง 37.25%
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักคือ **การหดตัวของยอดขายสาขาเดิม (SSS Growth) ที่ติดลบ 27.7%** ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อรายได้จากการขายรวมที่ลดลง 163.70 ล้านบาท (YoY) และส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 21.24 ล้านบาท (YoY) แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การลดลงของยอดขายสาขาเดิมเกิดจาก **กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง** ประกอบกับการ **ยกเลิกมาตรการกระตุ้นค่าใช้จ่ายของประชาชนจากภาครัฐ** ที่เคยช่วยเพิ่มกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการซื้อขายของลูกค้าในสาขาเดิม
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่ายอดขายสาขาเดิมลดลง แต่ก็มีการเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้น 6 สาขาในปี 2564 ซึ่งช่วยชดเชยรายได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภคและการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคตจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาว่า SSS Growth จะกลับมาเป็นบวกได้หรือไม่
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการขาย Q1/65 อยู่ที่ 588.21 ล้านบาท ลดลง 21.77% YoY** จาก 751.90 ล้านบาท
* **กำไรสุทธิ Q1/65 อยู่ที่ 35.78 ล้านบาท ลดลง 37.25% YoY** จาก 57.02 ล้านบาท
* **ยอดขายสาขาเดิม (SSS Growth) หดตัว 27.7%** เป็นปัจจัยหลักกดดันรายได้
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 17.05%** จาก 16.21% YoY จากการบริหารจัดการต้นทุนสินค้า
* **ต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายลดลงเล็กน้อย** จาก 83.79% เป็น 82.95%
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 7.67% YoY** จากการขยายสาขา
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขาย 588.21 ล้านบาท ลดลง 21.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากยอดขายสาขาเดิมที่ลดลง 27.7% เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่สิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม การเปิดสาขาใหม่ 6 สาขาในปี 2564 ช่วยชดเชยรายได้บางส่วน ต้นทุนขายลดลง 22.55% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นเป็น 17.05% จาก 16.21% YoY จากการบริหารจัดการต้นทุนสินค้าที่ดีขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 7.67% YoY จากการขยายสาขา ทำให้กำไรสุทธิลดลง 37.25% YoY มาอยู่ที่ 35.78 ล้านบาท
## โอกาส
* **การขยายสาขาใหม่:** บริษัทฯ ยังคงดำเนินกลยุทธ์การขยายธุรกิจด้วยการเปิดสาขาใหม่ ซึ่งในปี 2564 ได้เปิดไปแล้ว 6 สาขา และมีแผนขยายต่อเนื่องเพื่อเพิ่มรายได้ในอนาคต
* **การบริหารต้นทุนสินค้า:** ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนสินค้าได้ดี ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อความสามารถในการทำกำไร
## ความเสี่ยง
* **กำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอ:** การที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายสาขาเดิม และอาจส่งผลต่อเนื่องหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น
* **การยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ:** การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ทำให้กำลังซื้อบางส่วนหายไป ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อยอดขาย
* **ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น:** การขยายสาขาใหม่ส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น ซึ่งหากรายได้ไม่เติบโตตาม อาจกระทบต่อกำไรสุทธิ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มกำลังซื้อของผู้บริโภค และผลกระทบต่อยอดขายสาขาเดิม (SSS Growth) ในไตรมาสถัดไป
* แผนการเปิดสาขาใหม่ และผลตอบรับจากสาขาที่เปิดใหม่
* ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนสินค้า เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
* การเปลี่ยนแปลงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และผลต่อกำลังซื้อ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
* **รายได้จากการขาย:** ลดลง 21.77% YoY โดยมีปัจจัยหลักจาก SSS Growth ที่ติดลบ 27.7% ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อที่ลดลง
* **จำนวนสาขา:** มีการเปิดสาขาใหม่ 6 สาขาในปี 2564 ซึ่งเป็นส่วนช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังไม่สามารถชดเชยยอดขายสาขาเดิมที่ลดลงได้ทั้งหมด
* **อัตรากำไรขั้นต้น:** ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 17.05% จาก 16.21% YoY จากการบริหารจัดการต้นทุนสินค้าที่ดีขึ้น
* **ต้นทุนแรงงาน/ค่าเช่า:** ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 7.67% YoY ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มสาขา เช่น การจ้างพนักงาน ค่าเสื่อมราคา
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,258.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.79% โดยมีสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 75.28 ล้านบาท เพื่อรองรับการขายในไตรมาส 2 และมีการลงทุนในที่ดินอาคารและอุปกรณ์ 9.71 ล้านบาทเพื่อขยายสาขา หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 11.81% เป็น 312.79 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากเจ้าหนี้การค้าและภาษีเงินได้ค้างจ่าย ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 3.93% เป็น 945.32 ล้านบาท จากกำไรเบ็ดเสร็จรวมของไตรมาส
## สรุปท้าย
TNP เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอ ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมหดตัวอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 1/65 แม้บริษัทจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนสินค้าได้ดี ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้น แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงได้ ทำให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม การขยายสาขาใหม่ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักที่ต้องติดตามว่าจะมีส่วนช่วยพลิกฟื้นผลประกอบการในระยะยาวได้หรือไม่ ท่ามกลางความเสี่ยงจากกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TNP ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
898.44
ล้านบาท
↑ 21.3% YoY
กำไรขั้นต้น
158.44
ล้านบาท
↑ 18.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
17.63
%
กำไรสุทธิ
64.04
ล้านบาท
↑ 25.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
7.13
%
D/E Ratio
0.36
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
898
↑ + 21.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
158
↑ + 18.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
64
↑ + 25.8%
YoY
D/E Ratio
0.36
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TNP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.36
ROE (%)
16.87
ROA (%)
15.83
Book Value/หุ้น
1.72
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TNP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+17
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+25
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TNP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
16.94
-119.98%
|
-84.78
+42.20%
|
-59.62
-312.78%
|
28.02
-113.69%
|
-204.70
-214.31%
|
179.08
+41.67%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
25.43
-23.98%
|
33.45
+12.47%
|
29.74
-49.81%
|
59.25
-59.23%
|
145.34
-237.76%
|
-105.50
+58.12%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
145.02
+104.63%
|
70.87
+83.60%
|
38.60
+71.71%
|
22.48
-36.53%
|
35.42
-169.32%
|
-51.10
+16.14%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
187.39
+857.54%
|
19.57
+124.43%
|
8.72
-92.05%
|
109.74
-558.40%
|
-23.94
-206.49%
|
22.48
+43.37%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
130.01
+19.90%
|
108.43
+66.89%
|
64.97
-53.83%
|
140.73
+39.54%
|
100.85
+28.68%
|
78.37
+25.03%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
224.35
+72.56%
|
130.01
+19.90%
|
108.43
+66.89%
|
64.97
-53.83%
|
140.73
+39.54%
|
100.85
+28.68%
|