บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน)
SET · เงินทุนและหลักทรัพย์
2.84
0.02 (0.70%)
สรุปสั้น
ปัจจัยที่ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นเกิดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดย ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์รวมต่อวันของตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 53,192 ล้านบาทเป็น 68,607 ล้านบาทหรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.98
ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทลดลง จากร้อยละ 1.35 เป็น ร้อยละ 1.05
รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 151.04 ล้าน บาทในปี 2562 เป็น 236.08 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.30 เป็นผลจากปริมาณการซื้อ ขายของลูกค้าที่เป็นนักลงทุนรายย่อยที่เพิ่มขึ้นมาก ปริมาณการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่อวันของตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากปี 2562 จํานวน 428,369 สัญญาเป็น 492,362 สัญญา
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7802 out_tok=2909 at=2026-07-26T09:33:36 -->
# TNITY กำไรสุทธิปี 64 พุ่ง 91.76% รับปริมาณซื้อขายหลักทรัพย์คึกคัก
## รายได้ธุรกิจหลักทรัพย์-ที่ปรึกษาพุ่งหนุนกำไรโตแรง ขณะที่ค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการ
บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY รายงานผลประกอบการปี 2564 มีกำไรสุทธิ 250.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.76% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจที่ปรึกษา ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปี 2564 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.4% และปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ TNITY ในปี 2564 ให้เติบโตถึง 91.76% มาจาก **การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจที่ปรึกษา** ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้รวมเติบโต 40.50% จาก 717.44 ล้านบาท เป็น 1,008.03 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมปรับตัวดีขึ้นจาก 18.18% เป็น 24.82%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของรายได้มาจากหลายส่วน โดยเฉพาะธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งมีรายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้น 45.23% เป็นผลโดยตรงจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันของตลาดที่เพิ่มขึ้น 36.79% ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายของลูกค้ารายย่อย นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 24.87% จากการขายหลักทรัพย์ และรายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นถึง 56.23% จากการเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมระหว่างปี
อีกปัจจัยสำคัญคือรายได้ค่าที่ปรึกษาที่พุ่งสูงขึ้นถึง 287% จากงานที่ปรึกษานำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนและที่ปรึกษาโครงสร้างทางการเงิน รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้าที่เติบโตตามผลการดำเนินงานของธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 24.95% โดยมีค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานเพิ่มขึ้น 27.10% ตามผลการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 43.47% จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมเพื่อการดำเนินงาน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก** ปัจจัยบวกจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์และบทบาทของนักลงทุนรายย่อยที่เพิ่มขึ้นในปี 2564 มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อเนื่องได้ หากภาพรวมตลาดทุนยังคงได้รับแรงหนุนจากสภาพคล่องส่วนเกินและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของตลาดและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โควิด-19 ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนรายได้จากธุรกิจที่ปรึกษาอาจมีความผันผวนตามลักษณะของงานที่เข้ามาเป็นครั้งคราว
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2564 เติบโต 91.76%** แตะ 250.14 ล้านบาท จาก 130.45 ล้านบาทในปี 2563
* **รายได้รวมเพิ่มขึ้น 40.50%** เป็น 1,008.03 ล้านบาท จาก 717.44 ล้านบาท
* **รายได้ธุรกิจหลักทรัพย์เติบโตโดดเด่น** โดยเฉพาะค่านายหน้าเพิ่มขึ้น 45.23% ตามปริมาณการซื้อขายตลาดที่สูงขึ้น
* **รายได้ค่าที่ปรึกษาพุ่งสูงถึง 287%** จากงานที่ปรึกษานำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนและโครงสร้างทางการเงิน
* **ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 24.95%** โดยค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าใช้จ่ายทางการเงินปรับตัวสูงขึ้นตามผลประกอบการและการดำเนินงาน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2564 บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 1,008.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 59.26% ของรายได้รวม ซึ่งประกอบด้วยค่านายหน้า ค่าธรรมเนียมและบริการ และดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ นอกจากนี้ รายได้ค่าที่ปรึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 287% และส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้าเพิ่มขึ้น 205% ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับปี 2564 อยู่ที่ 250.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.76% จากปีก่อนหน้า และทำให้อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมปรับตัวดีขึ้นจาก 18.18% เป็น 24.82%
## โอกาส
* **ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น:** การที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มรายได้ค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายหลักทรัพย์
* **บทบาทนักลงทุนรายย่อยที่เพิ่มขึ้น:** การที่นักลงทุนรายย่อยมีสัดส่วนการซื้อขายเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความสนใจในตลาดทุน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายสำคัญของบริษัท
* **งานที่ปรึกษาและโครงสร้างทางการเงิน:** การเติบโตของรายได้ค่าที่ปรึกษาบ่งชี้ถึงโอกาสในการขยายธุรกิจด้านวาณิชธนกิจและการให้คำปรึกษาทางการเงิน
* **การร่วมค้าในธุรกิจสินเชื่อรายย่อย:** การเติบโตของส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้าในธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด แสดงถึงศักยภาพในการขยายธุรกิจผ่านพันธมิตร
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของตลาดทุน:** ตลาดหลักทรัพย์มีความผันผวนสูงจากปัจจัยเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขายและรายได้ของบริษัท
* **การระบาดของ COVID-19:** สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังคงอยู่ อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
* **การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย:** ค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรหากรายได้ไม่สามารถเติบโตได้ทัน
* **ความเสี่ยงด้านเครดิต:** แม้จะมีการตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ลูกหนี้ที่มีการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงด้านเครดิตยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์:** การเปลี่ยนแปลงของปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ค่านายหน้า
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย:** การควบคุมค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าใช้จ่ายทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
* **การเติบโตของธุรกิจที่ปรึกษา:** ความต่อเนื่องของงานที่ปรึกษานำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนและงานที่ปรึกษาโครงสร้างทางการเงิน
* **ผลการดำเนินงานของธุรกิจร่วมค้า:** การเติบโตของธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดที่บริษัทร่วมลงทุน
* **การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต:** การติดตามสถานะของลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตและการตั้งสำรองที่เพียงพอ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
**รายได้ธุรกิจหลักทรัพย์:** รายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้น 45.23% เป็น 342.87 ล้านบาท สอดคล้องกับปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดที่เพิ่มขึ้น 36.79% รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 24.87% จากการขายหลักทรัพย์ รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 56.23% จากการเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมระหว่างปี
**ผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงิน:** มีกำไรสุทธิ 178.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 145.50 ล้านบาทในปี 2563 โดยมีกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ 172.98 ล้านบาท และขาดทุนจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 24.05 ล้านบาท
**รายได้ดอกเบี้ย:** เพิ่มขึ้น 20.12% เป็น 118.76 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมอื่น
**รายได้ค่าที่ปรึกษา:** เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 287% เป็น 66.35 ล้านบาท จากงานที่ปรึกษานำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนและโครงสร้างทางการเงิน
**ส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้า:** เพิ่มขึ้น 205% เป็น 15.44 ล้านบาท ตามผลการดำเนินงานของธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด
**ค่าใช้จ่าย:** ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานเพิ่มขึ้น 27.10% ค่าธรรมเนียมและบริการจ่ายเพิ่มขึ้น 18.30% และค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 43.47%
**ลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์:** เพิ่มขึ้นเป็น 3,660 ล้านบาท โดยมีลูกหนี้ที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยง 3,214.98 ล้านบาท และลูกหนี้ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยง 439.24 ล้านบาท พร้อมตั้งสำรอง 61.97 ล้านบาท
**เงินลงทุน:** ผลตอบแทนรวมจากเงินลงทุน 209.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยมีกำไรจากเงินลงทุนในหลักทรัพย์ 172.99 ล้านบาท
**หนี้สิน:** หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 35.12% เป็น 4,656.34 ล้านบาท โดยมีเงินกู้ยืมรวมเพิ่มขึ้นเป็น 3,814.64 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 2.16 เท่า เป็น 2.65 เท่า
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 6,412.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 5,043.36 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2563 โดยมีลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 3,660 ล้านบาท และเงินให้กู้ยืมอื่นเพิ่มขึ้นเป็น 1,204.24 ล้านบาท หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 35.12% เป็น 4,656.34 ล้านบาท โดยมีเงินกู้ยืมรวมเพิ่มขึ้นเป็น 3,814.64 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 2.65 เท่า ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 1,755.85 ล้านบาท จากผลกำไรในปี 2564 และมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 14.92%
## สรุปท้าย
TNITY โชว์ผลประกอบการปี 2564 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 91.76% เป็นผลจากการขยายตัวของรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์จากปริมาณการซื้อขายที่คึกคัก และการเติบโตอย่างโดดเด่นของรายได้ค่าที่ปรึกษา แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะปรับตัวสูงขึ้นตามการดำเนินงาน แต่การบริหารจัดการรายได้ที่เพิ่มขึ้นได้ดีทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของตลาดทุนและปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในอนาคต รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TNITY ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
124.42
ล้านบาท
↓ 39% YoY
กำไรขั้นต้น
127.68
ล้านบาท
↓ 37.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
102.62
%
กำไรสุทธิ
-57.76
ล้านบาท
↑ 146.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-46.43
%
D/E Ratio
2.06
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
124
↓ -39%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
128
↓ -37.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-58
↑ + 146.3%
YoY
D/E Ratio
2.06
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TNITY
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.06
ROE (%)
-5.93
ROA (%)
0.18
Book Value/หุ้น
6.08
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TNITY
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-215
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+0
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TNITY
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-215.03
+72.66%
|
-124.54
-197.75%
|
127.41
-288.00%
|
-67.77
-113.28%
|
510.36
-280.63%
|
-282.55
+105.54%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
0.04
-99.94%
|
70.32
-17.32%
|
85.05
+699.34%
|
10.64
-127.05%
|
-39.34
+10.63%
|
-35.56
-74.27%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
90.52
+165.07%
|
34.15
+166.59%
|
12.81
-92.75%
|
176.59
-143.04%
|
-410.29
-226.69%
|
323.85
+12.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-124.49
+520.28%
|
-20.07
-108.91%
|
225.28
+88.58%
|
119.46
+96.71%
|
60.73
+959.86%
|
5.73
-53.11%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
46.51
-45.04%
|
84.63
-52.66%
|
178.78
+59.21%
|
112.29
+65.25%
|
67.95
+9.21%
|
62.22
+24.44%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
60.85
+30.83%
|
46.51
-45.04%
|
84.63
-52.66%
|
178.78
+59.21%
|
112.29
+65.25%
|
67.95
+9.21%
|