บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน)
SET · เงินทุนและหลักทรัพย์
2.84
0.02 (0.70%)
สรุปสั้น
ปัจจัยที่ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นเกิดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดย ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์รวมต่อวันของตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 53,192 ล้านบาทเป็น 68,607 ล้านบาทหรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.98
ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทลดลง จากร้อยละ 1.35 เป็น ร้อยละ 1.05
รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 151.04 ล้าน บาทในปี 2562 เป็น 236.08 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.30 เป็นผลจากปริมาณการซื้อ ขายของลูกค้าที่เป็นนักลงทุนรายย่อยที่เพิ่มขึ้นมาก ปริมาณการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่อวันของตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากปี 2562 จํานวน 428,369 สัญญาเป็น 492,362 สัญญา
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=8562 out_tok=3579 at=2026-07-27T13:37:30 -->
# TNITY กำไร Q2/2564 ดิ่ง 55% สวนทางปริมาณซื้อขายตลาดคึกคัก
## รายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ฟื้นตัว แต่ค่าใช้จ่ายพุ่งฉุดกำไรสุทธิ
บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 42.29 ล้านบาท ลดลง 55.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 94.75 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะใกล้เคียงเดิมที่ 224.42 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญส่งผลให้กำไรสุทธิหดตัว โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตามผลการดำเนินงาน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ TNITY ในไตรมาส 2 ปี 2564 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 55.37% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาจาก **การเพิ่มขึ้นอย่างมากของค่าใช้จ่ายรวม** โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน ซึ่งแม้ว่ารายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์จะเติบโตได้ดี แต่ไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า **ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน** เพิ่มขึ้น 72.86% เป็น 110.64 ล้านบาท เนื่องจากเป็นการเพิ่มขึ้นตามผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัท ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของธุรกิจหลักทรัพย์ที่เห็นได้จากรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 38.38% เป็น 85.89 ล้านบาท จากปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายทางการเงินก็เพิ่มขึ้น 57.88% เป็น 20.81 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมเพื่อการชำระราคาและการให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์
ในขณะเดียวกัน **รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์** โดยรวมเพิ่มขึ้น 37.90% เป็น 137.66 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์, ค่าธรรมเนียมและบริการ (โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมจัดจำหน่ายและตัวแทนขายหน่วยลงทุน) และดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 96.41% อย่างไรก็ตาม **กำไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุน** กลับลดลงอย่างมากจาก 92.74 ล้านบาทในปีก่อน เหลือเพียง 40.17 ล้านบาทในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมกำไร
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** สำหรับผลกระทบจากกำไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุนที่ลดลง เนื่องจากปีก่อนมีกำไรพิเศษจากการที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงโควิด-19 และมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดกำไรจากเงินลงทุนจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นเพียงครั้งคราว
ส่วน **การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย** โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่เพิ่มขึ้นตามผลการดำเนินงานโดยรวมนั้น มีแนวโน้มที่จะ **ยังไม่ชัด ต้องติดตาม** หากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ยังคงอยู่ในระดับสูงและธุรกิจหลักทรัพย์ยังคงเติบโตต่อไป ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจยังคงอยู่ในระดับสูง แต่หากปริมาณการซื้อขายลดลง ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็มีโอกาสปรับลดลงตามไปด้วย
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิไตรมาส 2/2564 ลดลง 55.37% YoY** อยู่ที่ 42.29 ล้านบาท จาก 94.75 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้รวมใกล้เคียงเดิม** อยู่ที่ 224.42 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 226.76 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้ธุรกิจหลักทรัพย์เติบโตโดดเด่น 37.90%** เป็น 137.66 ล้านบาท จากปริมาณการซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มขึ้น 40.31%
* **ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 55.87%** เป็น 170.93 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานเพิ่มขึ้น 72.86%
* **กำไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** จาก 92.74 ล้านบาทในปีก่อน เหลือ 40.17 ล้านบาทในปีนี้
* **งวด 6 เดือนแรกปี 2564 พลิกมีกำไรสุทธิ 109.00 ล้านบาท** จากขาดทุนสุทธิ 10.80 ล้านบาทในปีก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 224.42 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 226.76 ล้านบาท โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 37.90% เป็น 137.66 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมของตลาดที่สูงขึ้นถึง 40.31% ประกอบกับรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้น 61.30% และดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นถึง 96.41% อย่างไรก็ตาม กำไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวมลดลงอย่างมากจาก 92.74 ล้านบาทในปีก่อน เหลือ 40.17 ล้านบาทในปีนี้ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 55.37% มาอยู่ที่ 42.29 ล้านบาท
เมื่อพิจารณางวดหกเดือนแรกของปี 2564 บริษัทมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 108% เป็น 469.79 ล้านบาท จาก 225.37 ล้านบาทในปีก่อน โดยรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 22.15% เป็น 273.51 ล้านบาท และที่สำคัญคือการพลิกจากขาดทุนและผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวม 71.35 ล้านบาทในปีก่อน มาเป็นกำไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวม 108.83 ล้านบาทในปีนี้ ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดหกเดือนแรกของปี 2564 พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 109.00 ล้านบาท จากที่ขาดทุนสุทธิ 10.80 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น:** สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท
* **การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ:** การเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมจัดจำหน่ายและค่าธรรมเนียมตัวแทนขายหน่วยลงทุน บ่งชี้ถึงโอกาสในการขยายฐานลูกค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย
* **การเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์:** การเติบโตของดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ สะท้อนถึงความต้องการใช้บริการดังกล่าวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ฯ:** แม้ปริมาณการซื้อขายจะเพิ่มขึ้น แต่ความผันผวนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกำไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุน รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน
* **การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย:** ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานและค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรในระยะยาว หากไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือรายได้ไม่เติบโตตามทัน
* **ความเสี่ยงด้านเครดิต:** แม้จะมีการตั้งสำรองตามมาตรฐาน แต่การเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต และลูกหนี้ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์:** จะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหรือไม่ และส่งผลต่อรายได้ค่านายหน้าอย่างไร
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย:** โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานและค่าใช้จ่ายทางการเงิน จะสามารถควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับรายได้หรือไม่
* **ผลตอบแทนจากเงินลงทุน:** จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้มากน้อยเพียงใดในไตรมาสถัดไป
* **การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต:** การติดตามคุณภาพของลูกหนี้ และการตั้งสำรองที่เพียงพอต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
* **การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ:** จะสามารถรักษาอัตราการเติบโตที่สูงได้ต่อเนื่องหรือไม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในไตรมาส 2 ปี 2564 TNITY ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่หลากหลาย โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่ส่งผลต่อความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้กลับส่งผลดีต่อปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มขึ้น 40.31% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักให้ **รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์** ของ TNITY เติบโตขึ้นถึง 37.90% โดยเฉพาะ **รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์** ที่เพิ่มขึ้น 38.38% จากปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ **รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ** ยังเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 61.30% ซึ่งมาจากค่าธรรมเนียมจัดจำหน่ายและค่าธรรมเนียมตัวแทนขายหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการขยายตัวของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกองทุนหรือผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่นๆ ขณะที่ **รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์** เพิ่มขึ้นถึง 96.41% บ่งชี้ถึงการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการซื้อหลักทรัพย์ (Margin Loan)
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่สำคัญคือ **กำไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุน** ที่ลดลงอย่างมากจาก 92.74 ล้านบาทในปีก่อน เหลือเพียง 40.17 ล้านบาทในปีนี้ ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่ากำไรจำนวนมากในปีก่อนเกิดจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ลดลงอย่างรุนแรงและมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดกำไรจากการลงทุนที่สูงผิดปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยครั้งคราว
ในด้าน **ค่าใช้จ่าย** บริษัทมีค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 55.87% เป็น 170.93 ล้านบาท โดยมี **ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน** เพิ่มขึ้นถึง 72.86% เป็น 110.64 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าเป็นการเพิ่มขึ้นตามผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัท นอกจากนี้ **ค่าใช้จ่ายทางการเงิน** ก็เพิ่มขึ้น 57.88% เป็น 20.81 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ
ผลลัพธ์โดยรวมคือ แม้รายได้จากธุรกิจหลักจะเติบโต แต่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายและผลตอบแทนจากเงินลงทุนที่ลดลง ทำให้ **กำไรสุทธิ** ในไตรมาส 2 ปี 2564 ลดลง 55.37% มาอยู่ที่ 42.29 ล้านบาท
สำหรับงวดหกเดือนแรกของปี 2564 บริษัทพลิกกลับมามี **กำไรสุทธิ** 109.00 ล้านบาท จากที่ขาดทุนสุทธิ 10.80 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่บริษัทมีกำไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวม 108.83 ล้านบาท ในขณะที่ปีก่อนขาดทุน 71.35 ล้านบาท ประกอบกับการเติบโตของรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ และการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ย
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริษัทและบริษัทย่อยมี **สินทรัพย์รวม** 6,123.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 ที่ 5,043.36 ล้านบาท โดยรายการสำคัญที่เพิ่มขึ้นคือ **เงินลงทุน** เพิ่มขึ้นเป็น 1,010.13 ล้านบาท, **ลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า** เพิ่มขึ้นเป็น 3,079.51 ล้านบาท (โดยเฉพาะเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเป็น 2,825.20 ล้านบาท) และ **เงินให้กู้ยืมอื่น** เพิ่มขึ้นเป็น 1,337.88 ล้านบาท
**หนี้สินรวม** เพิ่มขึ้นเป็น 4,446.84 ล้านบาท จาก 3,446.18 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2563 โดยหลักมาจาก **เงินกู้ยืมรวม** ที่เพิ่มขึ้นเป็น 3,635.41 ล้านบาท และ **เจ้าหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า** ที่เพิ่มขึ้นเป็น 449.51 ล้านบาท
**ส่วนของเจ้าของ** เพิ่มขึ้นเป็น 1,676.86 ล้านบาท จาก 1,597.18 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2563 โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของทุนชำระแล้วจากการใช้สิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิ (TNITY-W1 และ ESOP) และกำไรสุทธิสำหรับงวด อย่างไรก็ตาม มีผลขาดทุนจากการประมาณการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยและผลขาดทุนจากเงินลงทุนในตราสารทุนที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น
บริษัทมี **อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้าของ (ROE)** อยู่ที่ 13.32% ต่อปี เพิ่มขึ้นจาก -1.36% ต่อปีในงวดเดียวกันของปีก่อน
## สรุปท้าย
TNITY ในไตรมาส 2 ปี 2564 เผชิญกับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 55.37% แม้ว่ารายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์จะเติบโตได้ดีจากการปริมาณการซื้อขายที่คึกคักของตลาดหลักทรัพย์ฯ และการขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ อย่างไรก็ตาม การพลิกกลับมามีกำไรสุทธิในงวดหกเดือนแรกของปี 2564 จากการฟื้นตัวของผลตอบแทนจากเงินลงทุน เป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ ขณะที่การบริหารจัดการต้นทุนและติดตามความเสี่ยงด้านเครดิตจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TNITY ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
124.42
ล้านบาท
↓ 39% YoY
กำไรขั้นต้น
127.68
ล้านบาท
↓ 37.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
102.62
%
กำไรสุทธิ
-57.76
ล้านบาท
↑ 146.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-46.43
%
D/E Ratio
2.06
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
124
↓ -39%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
128
↓ -37.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-58
↑ + 146.3%
YoY
D/E Ratio
2.06
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TNITY
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.06
ROE (%)
-5.93
ROA (%)
0.18
Book Value/หุ้น
6.08
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TNITY
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-215
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+0
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TNITY
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-215.03
+72.66%
|
-124.54
-197.75%
|
127.41
-288.00%
|
-67.77
-113.28%
|
510.36
-280.63%
|
-282.55
+105.54%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
0.04
-99.94%
|
70.32
-17.32%
|
85.05
+699.34%
|
10.64
-127.05%
|
-39.34
+10.63%
|
-35.56
-74.27%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
90.52
+165.07%
|
34.15
+166.59%
|
12.81
-92.75%
|
176.59
-143.04%
|
-410.29
-226.69%
|
323.85
+12.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-124.49
+520.28%
|
-20.07
-108.91%
|
225.28
+88.58%
|
119.46
+96.71%
|
60.73
+959.86%
|
5.73
-53.11%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
46.51
-45.04%
|
84.63
-52.66%
|
178.78
+59.21%
|
112.29
+65.25%
|
67.95
+9.21%
|
62.22
+24.44%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
60.85
+30.83%
|
46.51
-45.04%
|
84.63
-52.66%
|
178.78
+59.21%
|
112.29
+65.25%
|
67.95
+9.21%
|