บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน)
SET · เงินทุนและหลักทรัพย์
2.84
0.02 (0.70%)
สรุปสั้น
ปัจจัยที่ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นเกิดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดย ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์รวมต่อวันของตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 53,192 ล้านบาทเป็น 68,607 ล้านบาทหรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.98
ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทลดลง จากร้อยละ 1.35 เป็น ร้อยละ 1.05
รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 151.04 ล้าน บาทในปี 2562 เป็น 236.08 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.30 เป็นผลจากปริมาณการซื้อ ขายของลูกค้าที่เป็นนักลงทุนรายย่อยที่เพิ่มขึ้นมาก ปริมาณการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่อวันของตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากปี 2562 จํานวน 428,369 สัญญาเป็น 492,362 สัญญา
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=8061 out_tok=2861 at=2026-07-26T10:08:13 -->
# TNITY กำไร Q3/2565 ดิ่ง 43% รับปริมาณซื้อขายตลาดหุ้นวูบ
## รายได้ธุรกิจหลักทรัพย์หด 19% ฉุดกำไรสุทธิ ขณะที่ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมหนุนบางส่วน
บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 36.59 ล้านบาท ลดลง 43.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีรายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นก็ตาม
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำใหกำไรสุทธิของ TNITY ในไตรมาส 3 ปี 2565 ลดลง 43.48% YoY มาจาก **รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ที่หดตัวลง 19.33%** โดยเฉพาะรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลงถึง 38.63% แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากรายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 37.45% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากรายได้หลักที่ลดลงได้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุหลักที่ทำให้รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ลดลง มาจากการ **เปลี่ยนแปลงของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมของตลาดที่ลดลง** ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ส่งผลต่อราคาเชื้อเพลิงและภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจีนที่ยังคงมาตรการล็อกดาวน์ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีความผันผวน และส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 92,912 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2564 เหลือ 71,211 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2565 คิดเป็นการลดลง 23.36% นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการยังลดลง 28.95% จากการลดลงของค่าธรรมเนียมจัดจำหน่ายหลักทรัพย์
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** จากเอกสารระบุว่าปริมาณการซื้อขายที่ลดลงเป็นผลมาจากสถานการณ์สงครามและความผันผวนของตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยากและอาจเปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการระบุว่าตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบวกบางส่วน แต่โดยรวมแล้ว ปัจจัยกดดันหลักยังคงมาจากความผันผวนของตลาดหุ้น ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ในระยะสั้นถึงกลาง
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/2565 ลดลง 43.48% YoY** อยู่ที่ 36.59 ล้านบาท จาก 64.74 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้รวม Q3/2565 ลดลง 17.86% YoY** อยู่ที่ 209.68 ล้านบาท จาก 255.26 ล้านบาท
* **รายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ลดลง 19.33% YoY** โดยเฉพาะค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่หดตัว 38.63% จากปริมาณการซื้อขายตลาดที่ลดลง
* **รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 37.45% YoY** จากการเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืม
* **ค่าใช้จ่ายรวม Q3/2565 ลดลง 6.88% YoY** อยู่ที่ 165.46 ล้านบาท จาก 177.69 ล้านบาท โดยหลักจากค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่ลดลง
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 36.59 ล้านบาท ลดลง 43.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 64.74 ล้านบาท รายได้รวมลดลง 17.86% มาอยู่ที่ 209.68 ล้านบาท จาก 255.26 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ที่ลดลง 19.33% ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมของตลาด อย่างไรก็ตาม รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 37.45% ส่วนค่าใช้จ่ายรวมลดลง 6.88% มาอยู่ที่ 165.46 ล้านบาท จาก 177.69 ล้านบาท โดยหลักจากค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่ลดลงตามผลการดำเนินงาน
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 บริษัทมีกำไรสุทธิ 120.20 ล้านบาท ลดลง 30.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 173.74 ล้านบาท รายได้รวมลดลง 12.22% มาอยู่ที่ 636.42 ล้านบาท จาก 725.05 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ลดลงเล็กน้อย 1.51% แต่มีกำไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุนรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 113.89 ล้านบาท เหลือ 28.48 ล้านบาท เนื่องจากความผันผวนของตลาด ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 4.22% มาอยู่ที่ 490.68 ล้านบาท จาก 512.18 ล้านบาท
## โอกาส
* **การเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์:** การเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยชดเชยรายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลงได้บางส่วน
* **การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติและสถาบันในประเทศ:** ในไตรมาส 3 ปี 2565 นักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็น 45.89% และนักลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 7.87% ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในตลาดหุ้นไทย ซึ่งหากสถานการณ์คลี่คลาย อาจส่งผลดีต่อปริมาณการซื้อขายในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์:** สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการซื้อขายและรายได้ของบริษัท
* **การลดลงของปริมาณการซื้อขาย:** ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมของตลาดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นความเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
* **การขาดทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล:** การบันทึกขาดทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวน 6.68 ล้านบาทในงวด 9 เดือนแรก เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์:** ติดตามทิศทางปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมของตลาดในไตรมาสถัดไป ว่าจะฟื้นตัวหรือยังคงซบเซา
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่ลดลงในไตรมาสนี้ จะสามารถรักษาประสิทธิภาพได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **การเติบโตของธุรกิจสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์:** การเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ จะสามารถรักษาอัตราการเติบโตและสร้างรายได้ดอกเบี้ยได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่
* **ผลกระทบจากความผันผวนของตลาด:** การบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และผลกระทบต่อพอร์ตเงินลงทุนของบริษัท
* **การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล:** ความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หากบริษัทยังคงมีการลงทุนอยู่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
* **รายได้ธุรกิจหลักทรัพย์:** รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ลดลง 19.33% YoY โดยรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง 38.63% เนื่องจากปริมาณการซื้อขายตลาดโดยรวมลดลง 23.36% YoY รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการลดลง 28.95% จากค่าธรรมเนียมจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่ลดลง
* **รายได้ดอกเบี้ย:** รายได้ดอกเบี้ยลดลง 18.96% YoY เนื่องจากเงินให้กู้ยืมอื่นลดลง แต่รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 37.45% จากการเพิ่มขึ้นของเงินให้กู้ยืม
* **ค่าใช้จ่าย:** ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 6.88% YoY โดยค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานลดลง 12.94% และค่าธรรมเนียมและบริการจ่ายลดลง 18.05% แต่ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 26.71% จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมเพื่อชำระราคาและเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์
* **ลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์:** ลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4,056.15 ล้านบาท โดยเป็นลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ 3,911.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2564 มีลูกหนี้ที่ความเสี่ยงเครดิตเพิ่มขึ้น 538.29 ล้านบาท และลูกหนี้ที่ด้อยค่า 61.97 ล้านบาท ซึ่งมีการตั้งสำรองแล้ว
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2565 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 6,913.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2564 ที่ 6,412.18 ล้านบาท โดยมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 1,157.75 ล้านบาท และลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 4,056.15 ล้านบาท
* **หนี้สินรวม:** หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นเป็น 5,235.24 ล้านบาท จาก 4,656.34 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2564 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมรวมเป็น 4,434.32 ล้านบาท ทำให้อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 3.12 เท่า จาก 2.65 เท่า
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาอยู่ที่ 1,678.59 ล้านบาท จาก 1,755.85 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2564 เป็นผลจากกำไรสุทธิและเงินปันผลจ่าย
## สรุปท้าย
TNITY เผชิญกับแรงกดดันจากภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวน ส่งผลให้รายได้หลักจากธุรกิจหลักทรัพย์หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3 ปี 2565 แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์จะเติบโตได้ดี แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ทั้งหมด ทำให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนที่ลดลงและการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติอาจเป็นสัญญาณบวกบางส่วน แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TNITY ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
124.42
ล้านบาท
↓ 39% YoY
กำไรขั้นต้น
127.68
ล้านบาท
↓ 37.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
102.62
%
กำไรสุทธิ
-57.76
ล้านบาท
↑ 146.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-46.43
%
D/E Ratio
2.06
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
124
↓ -39%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
128
↓ -37.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-58
↑ + 146.3%
YoY
D/E Ratio
2.06
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TNITY
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.06
ROE (%)
-5.93
ROA (%)
0.18
Book Value/หุ้น
6.08
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TNITY
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-215
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+0
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TNITY
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-215.03
+72.66%
|
-124.54
-197.75%
|
127.41
-288.00%
|
-67.77
-113.28%
|
510.36
-280.63%
|
-282.55
+105.54%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
0.04
-99.94%
|
70.32
-17.32%
|
85.05
+699.34%
|
10.64
-127.05%
|
-39.34
+10.63%
|
-35.56
-74.27%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
90.52
+165.07%
|
34.15
+166.59%
|
12.81
-92.75%
|
176.59
-143.04%
|
-410.29
-226.69%
|
323.85
+12.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-124.49
+520.28%
|
-20.07
-108.91%
|
225.28
+88.58%
|
119.46
+96.71%
|
60.73
+959.86%
|
5.73
-53.11%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
46.51
-45.04%
|
84.63
-52.66%
|
178.78
+59.21%
|
112.29
+65.25%
|
67.95
+9.21%
|
62.22
+24.44%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
60.85
+30.83%
|
46.51
-45.04%
|
84.63
-52.66%
|
178.78
+59.21%
|
112.29
+65.25%
|
67.95
+9.21%
|