บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน)
SET · เงินทุนและหลักทรัพย์
2.84
0.02 (0.70%)
สรุปสั้น
ปัจจัยที่ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นเกิดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดย ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์รวมต่อวันของตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 53,192 ล้านบาทเป็น 68,607 ล้านบาทหรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.98
ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทลดลง จากร้อยละ 1.35 เป็น ร้อยละ 1.05
รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 151.04 ล้าน บาทในปี 2562 เป็น 236.08 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.30 เป็นผลจากปริมาณการซื้อ ขายของลูกค้าที่เป็นนักลงทุนรายย่อยที่เพิ่มขึ้นมาก ปริมาณการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่อวันของตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากปี 2562 จํานวน 428,369 สัญญาเป็น 492,362 สัญญา
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=16715 out_tok=2825 at=2026-07-26T09:38:17 -->
# TNITY พลิกขาดทุนหนัก Q2/66 ส่อกระทบจากตั้งสำรองหนี้สูญ 232 ลบ.
## ผลประกอบการ Q2/66 ทรุดหนัก หลังตั้งสำรองหนี้สูญก้อนใหญ่ เผชิญความผันผวนตลาดหุ้น
บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 239.18 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 26.85 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 232.18 ล้านบาท จากลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์สองรายที่ประสบปัญหาหลักประกันลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาพรวมตลาดหุ้นที่ยังคงผันผวนส่งผลกระทบต่อรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ TNITY พลิกจากกำไรเป็นขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ **การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) จำนวน 232.18 ล้านบาท** ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์สองรายที่ประสบปัญหาหลักประกันลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับ **รายได้รวมที่ลดลงอย่างมากถึง 59.55%** เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ที่หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การตั้งสำรอง ECL จำนวนมากเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดหลักทรัพย์ คือ การที่หลักประกันของลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์สองรายถูกบังคับขายและราคาลดลงถึง 30% ต่อวัน เป็นเวลา 5 วันทำการติดต่อกัน ทำให้มูลค่าหลักประกันไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ ซึ่งฝ่ายบริหารได้บันทึกผลขาดทุนดังกล่าวเพื่อสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ รายได้รวมที่ลดลงอย่างมากมีสาเหตุหลักมาจาก **รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ที่ลดลง 57.85%** โดยเฉพาะรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลง 57.85% เนื่องจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมของตลาดและของลูกค้ารายย่อยลดลงอย่างมาก รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่ลดลง 63.47% จากการลดลงของค่าธรรมเนียมจัดจำหน่าย แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์จะเพิ่มขึ้น 8.55% จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากรายได้หลักที่ลดลงได้
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การตั้งสำรอง ECL จำนวน 232.18 ล้านบาท เป็นผลจากเหตุการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2566 ซึ่งฝ่ายบริหารระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และกำลังอยู่ระหว่างการติดตามการชำระหนี้จากลูกค้าเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ปัญหาลูกหนี้ MORE มูลค่า 479 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม และการที่ผู้บริหารเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่รายการดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะและได้รับเงินคืนเต็มจำนวนจากทรัพย์สินที่ศาลอายัดไว้ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ส่วนรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ที่ลดลงนั้น เป็นผลจากภาพรวมตลาดที่ผันผวนและปริมาณการซื้อขายที่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องหากภาวะตลาดไม่ดีขึ้น
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิ 239.18 ล้านบาทใน Q2/66** พลิกจากกำไร 26.85 ล้านบาทใน Q2/65
* **ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) 232.18 ล้านบาท** จากลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ 2 ราย
* **รายได้รวมลดลง 59.55%** เหลือ 77.93 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ลดลง 57.85%
* **ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันลดลง 35.66%** ใน Q2/66
* **ลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์อื่น (MORE) 479 ล้านบาท** อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม ศาลมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินมูลค่า 4,470.87 ล้านบาท
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัทและบริษัทย่อยมี **ขาดทุนสุทธิ 239.18 ล้านบาท** ในไตรมาส 2 ปี 2566 เทียบกับ **กำไรสุทธิ 26.85 ล้านบาท** ในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นการลดลงถึง 990.80% สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 บริษัทขาดทุนสุทธิ 262.37 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิ 83.61 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นการลดลง 413.80%
รายได้รวมในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 77.93 ล้านบาท ลดลง 59.55% จาก 192.67 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ธุรกิจหลักทรัพย์ที่ลดลง 57.85% เป็นผลจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลงอย่างมาก และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่ลดลง 63.47% ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 8.55% จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายรวมในไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้น 132.91% เป็น 377.73 ล้านบาท จาก 162.18 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานลดลง 11.16% และค่าธรรมเนียมและบริการจ่ายลดลง 51.73% แต่มี **ค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 232.18 ล้านบาท** และค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 33.96%
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของตลาดหลักทรัพย์:** หากภาวะตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น นักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่น และปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น จะส่งผลดีต่อรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และรายได้ค่าธรรมเนียม
* **การติดตามการชำระหนี้:** ความสำเร็จในการติดตามการชำระหนี้จากลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่ผิดนัดชำระ จะช่วยลดผลกระทบจาก ECL ที่ตั้งไว้
* **การดำเนินคดีลูกหนี้ MORE:** หากกระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามที่ฝ่ายบริหารคาดหวัง และสามารถเรียกคืนเงินได้เต็มจำนวน จะช่วยลดผลกระทบจากลูกหนี้รายดังกล่าว
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของตลาดทุน:** ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในประเทศ อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนต่อเนื่อง กดดันปริมาณการซื้อขายและรายได้ของบริษัท
* **ความเสี่ยงด้านเครดิต:** การผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ อาจเกิดขึ้นอีกหากภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย หรือลูกหนี้ประสบปัญหาทางการเงิน
* **ความไม่แน่นอนทางกฎหมาย:** คดีความที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้ MORE ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอาจใช้เวลานานและผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน
* **ความเห็นของผู้สอบบัญชี:** ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขต่อรายการลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์ MORE ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การตั้งสำรอง ECL ในไตรมาสถัดไป:** จะมีการตั้งสำรองเพิ่มเติมหรือไม่ และมีปัจจัยใดเป็นสาเหตุ
* **ความคืบหน้าคดี MORE:** การดำเนินคดีและการอายัดทรัพย์สินจะมีความคืบหน้าอย่างไร และมีโอกาสได้รับชดใช้ความเสียหายหรือไม่
* **ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์:** แนวโน้มปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดและของบริษัท จะฟื้นตัวหรือลดลงต่อเนื่อง
* **รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ:** การปรับตัวของรายได้จากธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินและการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์
* **อัตราดอกเบี้ย:** การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
* **รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์:** ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลงตามปริมาณการซื้อขายที่หดตัวลงอย่างมากในตลาด
* **รายได้ดอกเบี้ย:** เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่ปรับสูงขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย
* **ผลตอบแทนจากเงินลงทุน:** ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากความผันผวนของตลาดหุ้นที่ดัชนีปรับลดลง
* **ค่าใช้จ่าย:** มีค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ก้อนใหญ่จากการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์
* **ลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์:** มีการตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากลูกหนี้ 2 ราย และยังมีประเด็นลูกหนี้ MORE ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ลดลงจาก 7,238.25 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 เป็น 5,761.35 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/66 โดยมีลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าลดลงจาก 4,523.39 ล้านบาท เป็น 3,411.30 ล้านบาท
* **หนี้สินรวม:** ลดลงจาก 5,498.57 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 เป็น 4,283.83 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/66 โดยเงินกู้ยืมรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ลดลงจาก 1,739.69 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 เป็น 1,477.52 ล้านบาท ณ สิ้น Q2/66 เป็นผลจากขาดทุนสุทธิ
* **อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น:** ลดลงจาก 2.75 เท่า ณ สิ้นปี 2565 เป็น 2.44 เท่า ณ สิ้น Q2/66
* **อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE):** ติดลบที่ -32.62% ต่อปี
## สรุปท้าย
TNITY เผชิญผลประกอบการที่น่าผิดหวังในไตรมาส 2 ปี 2566 โดยพลิกขาดทุนสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ จากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก้อนใหญ่ ประกอบกับรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ที่ลดลงอย่างมากตามภาวะตลาดที่ผันผวน แม้ว่าจะมีโอกาสจากการฟื้นตัวของตลาดและกระบวนการติดตามหนี้ แต่ความเสี่ยงด้านเครดิตและความไม่แน่นอนทางกฎหมายยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TNITY ไตรมาส 2/2566
รายได้รวม
124.42
ล้านบาท
↓ 39% YoY
กำไรขั้นต้น
127.68
ล้านบาท
↓ 37.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
102.62
%
กำไรสุทธิ
-57.76
ล้านบาท
↑ 146.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-46.43
%
D/E Ratio
2.06
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
124
↓ -39%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
128
↓ -37.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-58
↑ + 146.3%
YoY
D/E Ratio
2.06
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TNITY
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.06
ROE (%)
-5.93
ROA (%)
0.18
Book Value/หุ้น
6.08
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TNITY
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-215
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+0
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TNITY
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-215.03
+72.66%
|
-124.54
-197.75%
|
127.41
-288.00%
|
-67.77
-113.28%
|
510.36
-280.63%
|
-282.55
+105.54%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
0.04
-99.94%
|
70.32
-17.32%
|
85.05
+699.34%
|
10.64
-127.05%
|
-39.34
+10.63%
|
-35.56
-74.27%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
90.52
+165.07%
|
34.15
+166.59%
|
12.81
-92.75%
|
176.59
-143.04%
|
-410.29
-226.69%
|
323.85
+12.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-124.49
+520.28%
|
-20.07
-108.91%
|
225.28
+88.58%
|
119.46
+96.71%
|
60.73
+959.86%
|
5.73
-53.11%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
46.51
-45.04%
|
84.63
-52.66%
|
178.78
+59.21%
|
112.29
+65.25%
|
67.95
+9.21%
|
62.22
+24.44%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
60.85
+30.83%
|
46.51
-45.04%
|
84.63
-52.66%
|
178.78
+59.21%
|
112.29
+65.25%
|
67.95
+9.21%
|