บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET · ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์
10.80
+0.10 (+0.93%)
สรุปสั้น
กำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง เดิบโตร้อยละ 4,113.6 YoY จากความต้องการในการบริโภคถุงมือยางที่ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น ท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศทั่วโลก โ
ดยตัวเลขผู้ติดเชื้อไหม่ (New Case) ทั่วโลกเฉลี่ยใน 3Q63 อยู่ที่ 255,300 รายต่อวัน จากคำเฉลี่ยที่ 104,188 รายต่อวัน ใน 2Q63 อีกทั้งความต้องการบริโภคถุงมือยางที่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากการเกิดขึ้นของ COVID-19
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=9588 out_tok=2884 at=2026-07-26T06:04:58 -->
# STGT กำไรสุทธิปี 65 หด 93% เหลือ 1,652 ล้านบาท รับแรงกดดันราคาขายเฉลี่ยดิ่ง
## รายได้รวมวูบ 51% ตามราคาขาย แต่ปริมาณขายยังโต 5.6% ฝ่ายบริหารเดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่-ขยายตลาด
ท่ามกลางความท้าทายในอุตสาหกรรมถุงมือยางตลอดปี 2565 บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT รายงานกำไรสุทธิ 1,652.1 ล้านบาท ลดลง 93.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ปริมาณการขายจะเติบโต 5.6% แต่ราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญตามตลาดโลก ประกอบกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้รวมจากการขายลดลง 51.0% โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศจ่ายปันผล 0.75 บาทต่อหุ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่อธิบายการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของกำไรสุทธิ STGT ในปี 2565 คือ **การปรับลดลงอย่างรุนแรงของราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ลดลง 54.1% YoY** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการขายที่ลดลง 51.0% YoY และอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัวจาก 59.4% ในปี 2564 เหลือเพียง 18.3% ในปี 2565 แม้ว่าปริมาณการขายจะยังคงเติบโตได้ 5.6% YoY ก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุหลักของการปรับลดลงของราคาขายเฉลี่ยมาจาก **การคลี่คลายของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19** ทำให้ความต้องการถุงมือยางลดลงจากช่วงพีค ประกอบกับการที่อุปทานในตลาดได้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงในช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในตลาดโลก การแข่งขันที่สูงขึ้นนี้กดดันให้ราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างน้ำยางธรรมชาติ (NR) จะปรับลดลง 10.4% YoY และน้ำยางสังเคราะห์ (NBR) ลดลง 45.7% YoY แต่การลดลงของราคาขายนั้นมีมากกว่า ทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจาก 4.7% เป็น 10.3% เนื่องจากรายได้ที่ลดลง ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งและค่าเสื่อมราคา
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
สถานการณ์ในปัจจุบัน **มีลักษณะครั้งคราว** โดยฝ่ายจัดการระบุว่า "สถานการณ์ตลาดถุงมือยางยังคงต้องอาศัยเวลาก่อนจะทยอยปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุล (Normalization)" ซึ่งบ่งชี้ว่าภาวะ Oversupply และการแข่งขันที่สูงนี้เป็นสถานการณ์ที่คาดว่าจะค่อยๆ คลี่คลายไป อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลอาจต้องใช้เวลา นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีกลยุทธ์บริหารการใช้กำลังการผลิตภายใต้อัตรากำไรที่เหมาะสม เพื่อสร้างกำไรและผลตอบแทนที่เหมาะสมในระยะยาวในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังปรับตัว
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมปี 2565 อยู่ที่ 23,304.8 ล้านบาท ลดลง 51.0% YoY** จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง 54.1% YoY แม้ปริมาณการขายเติบโต 5.6% YoY
* **กำไรสุทธิปี 2565 อยู่ที่ 1,652.1 ล้านบาท ลดลง 93.0% YoY** คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 7.1%
* **อัตรากำไรขั้นต้นปี 2565 อยู่ที่ 18.3% ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** จาก 59.4% ในปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงมากกว่าต้นทุนวัตถุดิบ
* **ปริมาณการขายยังคงเติบโต 5.6% YoY** สู่ระดับ 28,809 ล้านชิ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น
* **อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ลดลงเหลือ 64.8%** จาก 87.3% ในปีก่อน
* **บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2565 ในอัตรา 0.75 บาทต่อหุ้น**
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้รวมจากการขาย 23,304.8 ล้านบาท ลดลง 51.0% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตามราคาถุงมือยางในตลาดโลก จากการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 และอุปทานที่เพิ่มขึ้นสูง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายยังคงเติบโต 5.6% YoY มาอยู่ที่ 28,809 ล้านชิ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น
ด้านอัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 59.4% ในปี 2564 มาอยู่ที่ 18.3% ในปี 2565 แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะปรับลดลง แต่การปรับลดลงของราคาขายเฉลี่ยนั้นส่งผลกระทบมากกว่า ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 7.1% YoY โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งทางบกและค่าน้ำมัน รวมถึงค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น และการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ ทำให้สัดส่วน SG&A ต่อรายได้เพิ่มขึ้นจาก 4.7% เป็น 10.3%
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับปี 2565 อยู่ที่ 1,652.1 ล้านบาท ลดลง 93.0% YoY คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 7.1%
## โอกาส
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่:** บริษัทฯ มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น "CWCG" (Non-Detectable Protein Gloves) ที่ได้รับการรับรองและตอบรับที่ดี รวมถึงการเตรียมผลิตถุงมือกลุ่ม Specialty อาทิ ถุงมือผ่าตัด (Surgical Gloves) และถุงมือ Diamond Textured เพื่อขยายฐานลูกค้า
* **การขยายตลาด:** ตั้งเป้าขยายตลาดไปมากกว่า 190 ประเทศภายใน 2 ปี จากปัจจุบันที่มากกว่า 170 ประเทศ โดยได้จัดตั้งบริษัทย่อยเพิ่มเติมในสหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์
* **การบริหารกำลังการผลิต:** การบริหารการใช้กำลังการผลิตภายใต้อัตรากำไรที่เหมาะสม เพื่อสร้างกำไรในระยะยาวในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังปรับตัว
* **การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต:** การนำระบบ Automation และเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนและลดการพึ่งพิงแรงงาน
* **ความเป็นผู้นำด้าน ESG:** การดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนและตอบรับเมกะเทรนด์โลก
## ความเสี่ยง
* **ภาวะ Oversupply และการแข่งขันในตลาด:** การที่อุปทานในตลาดถุงมือยางยังคงอยู่ในระดับสูงหลังช่วงโควิด-19 ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงและกดดันราคาขายเฉลี่ย
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้ในปี 2565 ต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนปรับลดลง แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง
* **ต้นทุนค่าขนส่งและพลังงาน:** ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งปรับสูงขึ้น
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** บริษัทฯ มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 155.5 ล้านบาทในปี 2565 จากธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มการปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลของตลาดถุงมือยางโลก และการเปลี่ยนแปลงของอุปทานและอุปสงค์
* ความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นท่ามกลางการแข่งขันที่ยังคงมีอยู่
* ความคืบหน้าในการพัฒนาและทำตลาดผลิตภัณฑ์ Specialty Gloves และ Non-Detectable Protein Gloves
* การขยายตลาดไปยังประเทศใหม่ๆ และการเติบโตของยอดขายในภูมิภาคที่บริษัทฯ เข้าไปลงทุน
* ประสิทธิภาพของการนำเทคโนโลยีและระบบ Automation มาใช้ในการลดต้นทุนการผลิต
* ผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนต่อผลประกอบการ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)
* **ปริมาณการขาย (Volume):** ยังคงเติบโต 5.6% YoY สู่ระดับ 28,809 ล้านชิ้น แสดงถึงความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าและขยายตลาดได้ แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมจะเผชิญแรงกดดัน
* **ราคาขายเฉลี่ย (ASP):** ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 54.1% YoY สู่ระดับ 798 บาทต่อพันชิ้น (USD 22.9) เป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรายได้และกำไร
* **ต้นทุนวัตถุดิบ:** ราคาน้ำยางธรรมชาติ (NR) ปรับลดลง 10.4% YoY และ NBR ลดลง 45.7% YoY ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนได้บ้าง แต่ไม่เพียงพอชดเชยราคาขายที่ลดลง
* **อัตราการใช้กำลังการผลิต:** ลดลงเหลือ 64.8% จาก 87.3% สะท้อนถึงการผลิตที่ปรับลดลงตามอุปสงค์และแรงกดดันด้านราคา
* **Product Mix:** สัดส่วนถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง (NRPF) ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่สร้างรายได้สูงสุด (39.6%) รองลงมาคือถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง (NRPD) (37.2%) และถุงมือยางสังเคราะห์ (NBR) (23.3%) ซึ่งแสดงถึงความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ
* **ช่องทางการขาย:** บริษัทฯ มีฐานการจัดจำหน่ายในกว่า 170 ประเทศ และมีการจัดตั้งบริษัทย่อยเพิ่มเติมในสหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์เพื่อขยายช่องทางการขาย
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 48,528.5 ล้านบาท ลดลง 2,774.3 ล้านบาทจากสิ้นปี 2564 โดยมีสินทรัพย์หลักคือที่ดินอาคารและอุปกรณ์ 26,325.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการขยายกำลังการผลิต และเงินสด 14,350.7 ล้านบาท ลดลงจากการขยายกำลังการผลิต การจ่ายคืนเงินกู้ และการจ่ายเงินปันผล
เงินกู้ยืมที่มีภาระดอกเบี้ยรวม 8,885.8 ล้านบาท โดยเกือบทั้งหมดเป็นเงินกู้ระยะยาวที่ได้รับชดเชยดอกเบี้ยจาก การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.24 เท่า จาก 0.22 เท่า โดยมีปัจจัยจากการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 1,500 ล้านบาท
## สรุปท้าย
หัวใจหลักของผลประกอบการ STGT ในปี 2565 คือแรงกดดันจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงอย่างรุนแรงตามสภาวะตลาดถุงมือยางโลกที่เผชิญภาวะ Oversupply และการแข่งขันสูง แม้ปริมาณการขายจะยังเติบโตได้ แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบด้านราคาได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิหดตัวกว่า 93% อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีโอกาสจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายตลาด และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมทั้งบริหารจัดการกำลังการผลิตในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุล โดยความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่การแข่งขันในตลาดและความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ STGT ไตรมาส 4/2565
รายได้รวม
5,390.39
ล้านบาท
↓ 26.1% YoY
กำไรขั้นต้น
377.22
ล้านบาท
↓ 32% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
7.00
%
กำไรสุทธิ
-1,162.25
ล้านบาท
↓ 308.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-21.56
%
D/E Ratio
0.20
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
5,390
↓ -26.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
377
↓ -32%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-1,162
↓ -308.8%
YoY
D/E Ratio
0.20
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — STGT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.20
ROE (%)
-0.29
ROA (%)
0.00
Book Value/หุ้น
13.62
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — STGT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-2,325
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+3,347
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — STGT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-2,325.17
+532.05%
|
-367.88
-185.93%
|
428.11
-142.83%
|
-999.49
-80.33%
|
-5,081.38
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
3,346.95
-46.18%
|
6,219.21
-23.26%
|
8,103.98
+10.33%
|
7,345.52
-894.45%
|
-924.60
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
1,743.73
-1.29%
|
1,766.59
+14.68%
|
1,540.41
-33.18%
|
2,305.46
-164.72%
|
-3,562.47
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
2,911.44
-58.07%
|
6,944.40
-26.66%
|
9,468.71
+20.76%
|
7,840.81
-181.78%
|
-9,587.81
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
3,905.36
-7.68%
|
4,230.14
-70.52%
|
14,350.70
-31.68%
|
21,006.13
-13.46%
|
24,273.99
+2,779.21%
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
2,960.73
-24.19%
|
3,905.36
-7.68%
|
4,230.14
-70.52%
|
14,350.70
-31.68%
|
21,006.13
-13.46%
|
0.00
|