บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET · ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์
10.80
+0.10 (+0.93%)
สรุปสั้น
กำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง เดิบโตร้อยละ 4,113.6 YoY จากความต้องการในการบริโภคถุงมือยางที่ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น ท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศทั่วโลก โ
ดยตัวเลขผู้ติดเชื้อไหม่ (New Case) ทั่วโลกเฉลี่ยใน 3Q63 อยู่ที่ 255,300 รายต่อวัน จากคำเฉลี่ยที่ 104,188 รายต่อวัน ใน 2Q63 อีกทั้งความต้องการบริโภคถุงมือยางที่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากการเกิดขึ้นของ COVID-19
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=9573 out_tok=3728 at=2026-07-26T06:09:12 -->
# STGT กำไรสุทธิปี 64 ทะยาน 64.4% แตะ 2.3 หมื่นล้านบาท รับราคาขายถุงมือยางพุ่งแรง
## รายได้-กำไรทำสถิติสูงสุดใหม่ หลังความต้องการทั่วโลกยังแข็งแกร่ง แม้ปริมาณขายอ่อนตัวจากปัญหาขนส่ง
บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ประกาศผลประกอบการปี 2564 ทำสถิติสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ โดยมีกำไรสุทธิ 23,704.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับรายได้จากการขายที่เติบโต 55.6% แตะ 47,550.8 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปริมาณการขายชะลอตัวเล็กน้อยจากปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ STGT ในปี 2564 ให้ทำสถิติสูงสุดใหม่ คือ **การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของถุงมือยาง** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าปริมาณการขายจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยก็ตาม โดยกำไรสุทธิเติบโตถึง 64.4% YoY แตะ 23,704.2 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 49.9%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การที่ ASP ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2564 เกิดจาก **ความต้องการในการบริโภคถุงมือยางที่แข็งแกร่งและเติบโตต่อเนื่องในทุกภูมิภาคทั่วโลก** จากการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งทางการแพทย์ อุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร โรงแรม และสายการบิน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่จำเป็น ความต้องการที่สูงนี้ส่งผลให้ราคาขายในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ฝ่ายจัดการระบุว่า ASP ของถุงมือยางโดยรวมเติบโต 56.5% เป็น 1,739.2 บาทต่อพันชิ้น (USD 54.68) การเพิ่มขึ้นของ ASP นี้สามารถชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น ทั้งน้ำยางธรรมชาติ (NR) และน้ำยางไนไตรล์ (NBR) ได้ทั้งหมด ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 59.4% จาก 55.3% ในปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่กดดันปริมาณการขายให้ลดลง 2.6% YoY อยู่ที่ 27,275 ล้านชิ้น มาจาก **การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในโรงงานช่วงไตรมาส 2/2564 และปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือตลอดทั้งปี** ทำให้การส่งออกสินค้าไม่เป็นไปตามแผน ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ลดลงมาอยู่ที่ 87% จาก 95% ในปีก่อนหน้า
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ปรับเพิ่มขึ้น 92.5% YoY เป็น 2,242.8 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งและค่าระวางเรือ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวขององค์กรและกำลังการผลิต รวมถึงค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และการดูแลพนักงานในช่วง COVID-19
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าความต้องการถุงมือยางทั่วโลกจะยังคงแข็งแกร่งและฝ่ายจัดการมีแผนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ากำลังการผลิต 48,000 ล้านชิ้นในปี 2565 และ 80,000 ล้านชิ้นในปี 2567 แต่ปัจจัยกดดันด้านปริมาณการขายจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา นอกจากนี้ การปรับตัวของราคาขายเฉลี่ย (ASP) ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายอื่นและการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2564 ทำสถิติสูงสุดใหม่ 23,704.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.4% YoY**
* **รายได้จากการขายเติบโต 55.6% YoY แตะ 47,550.8 ล้านบาท**
* **ราคาขายเฉลี่ย (ASP) เพิ่มขึ้น 56.5% YoY เป็น 1,739.2 บาทต่อพันชิ้น**
* **อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) สูงขึ้นเป็น 59.4%**
* **ปริมาณการขายลดลง 2.5% YoY อยู่ที่ 27,275.5 ล้านชิ้น**
* **อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) อยู่ที่ 87% ลดลงจาก 95% ในปีก่อนหน้า**
* **บริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX-ST) และขยายฐานการจัดจำหน่ายไปยังสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม**
* **มีแผนขยายกำลังการผลิตติดตั้งเป็น 48,000 ล้านชิ้นในปี 2565 และ 80,000 ล้านชิ้นในปี 2567**
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2564 STGT สร้างสถิติใหม่ด้านผลประกอบการ โดยมีรายได้จากการขายรวม 47,550.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 56.5% เป็น 1,739.2 บาทต่อพันชิ้น (USD 54.68) อันเนื่องมาจากความต้องการถุงมือยางที่แข็งแกร่งทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายถุงมือยางอ่อนตัวลง 2.5% YoY อยู่ที่ 27,275.5 ล้านชิ้น สาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในโรงงานช่วงไตรมาส 2/2564 และปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือตลอดทั้งปี ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) อยู่ที่ 87% ลดลงจาก 95% ในปี 2563
ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 59.4% จาก 55.3% ในปีก่อนหน้า แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะปรับสูงขึ้นก็ตาม โดยการเพิ่มขึ้นของ ASP สามารถชดเชยต้นทุนดังกล่าวได้ทั้งหมด บริษัทฯ มีรายได้อื่น 362.5 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินชดเชยดอกเบี้ยและเงินชดเชยจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงาน
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ปรับเพิ่มขึ้น 92.5% YoY เป็น 2,242.8 ล้านบาท โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งและค่าระวางเรือ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวขององค์กรและกำลังการผลิต และค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์
แม้จะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 481.3 ล้านบาท แต่กำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 57.2% จาก 56.2% ในปีก่อนหน้า เมื่อหักต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และมีรายได้ทางการเงินเพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิสำหรับปี 2564 อยู่ที่ 23,704.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.4% YoY และมีอัตรากำไรสุทธิที่ 49.9%
## โอกาส
* **การขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง:** บริษัทฯ มีแผนขยายกำลังการผลิตติดตั้งเป็น 48,000 ล้านชิ้นภายในสิ้นปี 2565 และตั้งเป้า 80,000 ล้านชิ้นภายในปี 2567 เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
* **ความยืดหยุ่นของสายการผลิต:** ความสามารถในการปรับเปลี่ยนสายการผลิตระหว่างถุงมือยางธรรมชาติและไนไตรล์ ทำให้บริษัทฯ มี Product Mix ที่ยืดหยุ่นและแตกต่างจากคู่แข่ง
* **การขยายตลาด:** ตั้งเป้าขยายตลาดไปยังมากกว่า 190 ประเทศภายใน 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ 170 ประเทศ
* **การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต:** ตั้งเป้าลดจำนวนพนักงานที่ใช้ในการผลิตต่อหน่วยลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่:** การพัฒนาถุงมือผ่าตัด, ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ, และถุงมือไนไตรล์ที่ย่อยสลายได้ทางธรรมชาติ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าและส่วนแบ่งทางการตลาด
* **การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX-ST):** ช่วยขยายฐานผู้ถือหุ้น เพิ่มช่องทางระดมทุนในอนาคต และสร้างชื่อเสียงในระดับภูมิภาค
* **การให้ความสำคัญกับ ESG:** การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน ESG ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
## ความเสี่ยง
* **ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือ:** ยังคงเป็นปัจจัยกดดันปริมาณการขายและการส่งมอบสินค้า
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้ปัจจุบันจะสามารถชดเชยได้ด้วย ASP ที่สูงขึ้น แต่ความผันผวนของราคาน้ำยางธรรมชาติและน้ำยางไนไตรล์ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายอื่นอาจส่งผลต่อสมดุลอุปสงค์-อุปทานและกดดันราคาขายในอนาคต
* **การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ COVID-19:** การแพร่ระบาดระลอกใหม่หรือการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการผลิต
* **ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้จะมีมาตรการป้องกันความเสี่ยง แต่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนยังคงส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **สถานการณ์การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือ:** แนวโน้มการคลี่คลายและผลกระทบต่อปริมาณการขายและการส่งมอบ
* **แนวโน้มราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของถุงมือยาง:** การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์-อุปทานในตลาดโลก และผลกระทบต่อรายได้และอัตรากำไร
* **ความคืบหน้าในการขยายกำลังการผลิต:** การเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ และผลกระทบต่อส่วนแบ่งทางการตลาด
* **ต้นทุนวัตถุดิบ:** แนวโน้มราคาของน้ำยางธรรมชาติและน้ำยางไนไตรล์
* **การพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่:** ศักยภาพในการเพิ่มฐานลูกค้าและส่วนแบ่งทางการตลาด
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A):** โดยเฉพาะค่าขนส่งและค่าระวางเรือ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)
**ปริมาณการขาย (Volume):** แม้ปริมาณการขายรวมจะลดลง 2.5% YoY อยู่ที่ 27,275.5 ล้านชิ้น แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะไตรมาส 4/2564 ปริมาณการขายอยู่ที่ 7,604.1 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 5.5% QoQ และ 6.2% YoY แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของปริมาณการขายในไตรมาสสุดท้ายของปี
**ราคาขาย (ASP):** ราคาขายเฉลี่ย (ASP) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้หลัก โดยในปี 2564 อยู่ที่ 1,739.2 บาทต่อพันชิ้น เพิ่มขึ้น 56.5% YoY ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดโลก
**ต้นทุนวัตถุดิบ:** แม้ต้นทุนวัตถุดิบทั้งน้ำยางธรรมชาติ (NR) และน้ำยางไนไตรล์ (NBR) จะปรับสูงขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นของ ASP สามารถชดเชยต้นทุนดังกล่าวได้ทั้งหมด และยังส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น
**ค่าใช้จ่ายการตลาด/การขาย:** ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 92.5% YoY เป็น 2,242.8 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนต่อรายได้จากการขาย (SG&A/Sales) อยู่ที่ 4.7% เพิ่มขึ้นจาก 3.8% ในปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าขนส่งและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น
**ช่องทาง Modern Trade/Online:** เอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสัดส่วนการขายผ่านช่องทาง Modern Trade หรือ Online โดยตรง แต่ระบุถึงการขยายฐานการจัดจำหน่ายไปยังประเทศต่างๆ และการเพิ่มสัดส่วนการขาย Sri Trang Brand จาก 20% เป็น 28% ในปี 2564 ซึ่งบ่งชี้ถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์และการเข้าถึงลูกค้าโดยตรงมากขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2564 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 51,302.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,066.9 ล้านบาทจากสิ้นปี 2563 โดยมีเงินสดจำนวน 21,006.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,267.9 ล้านบาทจากผลกำไรในระหว่างงวด สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ความแออัดของการขนส่งสินค้าทางทะเล ทำให้บริษัทฯ ส่งมอบสินค้าได้น้อยกว่าแผน ส่งผลให้ระยะเวลาการขายสินค้า (Days Inventory) เพิ่มสูงขึ้น และวงจรเงินสด (Cash Cycle) ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 36.0 วัน จาก 34.0 วัน ณ สิ้นปี 2563
เงินกู้ยืมที่มีภาระดอกเบี้ยรวมอยู่ที่ 8,531.6 ล้านบาท โดยทั้งหมดเป็นเงินกู้ที่ได้รับดอกเบี้ยชดเชยจากการยางแห่งประเทศไทย ทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.22 เท่า จาก 0.21 เท่า ณ สิ้นปี 2563
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2564 อยู่ที่ 25,897.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.2% YoY ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากการดำเนินงาน
## สรุปท้าย
STGT สร้างประวัติศาสตร์ผลประกอบการในปี 2564 ด้วยกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 23,704.2 ล้านบาท เติบโต 64.4% YoY โดยมีหัวใจสำคัญมาจากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการตอบรับที่แข็งแกร่งของตลาดโลก แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านปริมาณการขายจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้น บริษัทฯ ยังคงมีโอกาสเติบโตจากการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายตลาด แต่ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์ขนส่งโลก และความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ STGT ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
5,390.39
ล้านบาท
↓ 26.1% YoY
กำไรขั้นต้น
377.22
ล้านบาท
↓ 32% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
7.00
%
กำไรสุทธิ
-1,162.25
ล้านบาท
↓ 308.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-21.56
%
D/E Ratio
0.20
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
5,390
↓ -26.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
377
↓ -32%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-1,162
↓ -308.8%
YoY
D/E Ratio
0.20
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — STGT
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.20
ROE (%)
-0.29
ROA (%)
0.00
Book Value/หุ้น
13.62
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — STGT
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-2,325
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+3,347
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — STGT
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-2,325.17
+532.05%
|
-367.88
-185.93%
|
428.11
-142.83%
|
-999.49
-80.33%
|
-5,081.38
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
3,346.95
-46.18%
|
6,219.21
-23.26%
|
8,103.98
+10.33%
|
7,345.52
-894.45%
|
-924.60
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
1,743.73
-1.29%
|
1,766.59
+14.68%
|
1,540.41
-33.18%
|
2,305.46
-164.72%
|
-3,562.47
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
2,911.44
-58.07%
|
6,944.40
-26.66%
|
9,468.71
+20.76%
|
7,840.81
-181.78%
|
-9,587.81
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
3,905.36
-7.68%
|
4,230.14
-70.52%
|
14,350.70
-31.68%
|
21,006.13
-13.46%
|
24,273.99
+2,779.21%
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
2,960.73
-24.19%
|
3,905.36
-7.68%
|
4,230.14
-70.52%
|
14,350.70
-31.68%
|
21,006.13
-13.46%
|
0.00
|