บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
0.05
0.01 (16.67%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5625 out_tok=2474 at=2026-07-26T00:09:27 -->
# PRIME กำไรสุทธิปี 2565 โต 24.2% รับอานิสงส์ค่าบาทอ่อน-ต้นทุนผลิตคุมได้
## รายได้รวมพุ่ง 25.4% ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยค่าเงินบาทอ่อน-ค่าระวางเรือลด หนุนยอดขายเอเชีย-ตะวันออกกลาง ขณะที่ต้นทุนขายลดลงจากการบริหารจัดการ
บริษัท ฟอร์จูนพาร์ทอินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIME รายงานผลประกอบการปี 2565 มีกำไรสุทธิรวม 408.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีรายได้รวมจากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 25.7% สาเหตุหลักมาจากปัจจัยค่าเงินบาทอ่อนค่าและค่าระวางเรือที่ลดลง ส่งผลดีต่อการเติบโตของยอดขายในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ ขณะที่ต้นทุนขายและบริการลดลงเมื่อเทียบกับยอดขายจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ PRIME ในปี 2565 คือ **การเติบโตของรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะถึง 25.7%** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 24.2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาทและค่าระวางเรือที่ลดลงอย่างมีนัยยะ นอกจากนี้ **การบริหารจัดการต้นทุนขายและบริการให้ลดลงเมื่อเทียบกับยอดขาย** จาก 75.4% เหลือ 69.7% ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การอ่อนค่าของค่าเงินบาทและค่าระวางเรือที่ลดลง ส่งผลให้บริษัทฯ มีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง โดยรายได้จากโซนนี้เติบโตถึง 331.7 ล้านบาท และโซนอเมริกาใต้เพิ่มขึ้น 66.6 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน การนำนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดต้นทุนขายและบริการลงได้ แม้ว่าราคาวัตถุดิบจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย และบริษัทยังไม่ได้ปรับราคาขายสินค้าขึ้นตามการใช้วัตถุดิบจริงจากลูกค้าของบริษัทย่อยในอินเดีย
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการระบุว่ามีปัจจัยกดดันบางส่วน เช่น การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญและการลดมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการแข็งค่าของเงินบาทในไตรมาส 4 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาทและค่าระวางเรือที่ลดลง รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนผลประกอบการ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการควรติดตามสถานการณ์การปรับราคาขายสินค้าในอินเดีย และผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2565 เติบโต 24.2%** อยู่ที่ 408.6 ล้านบาท จาก 329.0 ล้านบาทในปี 2564
* **รายได้รวมปี 2565 เพิ่มขึ้น 25.4%** แตะ 2,679.8 ล้านบาท จาก 2,136.6 ล้านบาทในปี 2564
* **ต้นทุนขายและบริการลดลงเมื่อเทียบกับยอดขาย** จาก 75.4% เหลือ 69.7% หนุนกำไรขั้นต้น
* **ยอดขายในเอเชียและตะวันออกกลางเติบโตโดดเด่น** เพิ่มขึ้น 331.7 ล้านบาท
* **สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 18.3%** เป็น 3,719.2 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงคลัง
* **หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 20.9%** เป็น 1,600.2 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของหนี้ระยะสั้นและเจ้าหนี้การค้า
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,679.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.4% จากปีก่อนหน้า โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 2,637.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.7% สาเหตุหลักมาจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาทและค่าระวางเรือที่ลดลง ส่งผลให้ยอดขายในเอเชีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้เติบโตอย่างมีนัยยะ ในขณะที่โซนแอฟริกาลดลงเล็กน้อยเนื่องจากผลกระทบจากค่าเงินอ่อนค่าของลูกค้าในบางประเทศ
ต้นทุนขายและบริการในปี 2565 อยู่ที่ 1,867.7 ล้านบาท คิดเป็น 69.7% ของยอดขาย ลดลงจาก 75.4% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท การใช้นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนในการลดต้นทุนการผลิต และการที่ยังไม่ได้รับการปรับราคาขายสินค้าขึ้นตามวัตถุดิบจริงจากลูกค้าในอินเดีย
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นเป็น 281.2 ล้านบาท คิดเป็น 10.5% ของยอดขาย เพิ่มขึ้นจาก 5.7% ในปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการแข็งค่าของเงินบาทในไตรมาส 4 ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญและการลดมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้น
ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมสำหรับปี 2565 อยู่ที่ 408.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.2% จาก 329.0 ล้านบาทในปี 2564
## โอกาส
* **การเติบโตของยอดขายในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง:** การอ่อนค่าของค่าเงินบาทและค่าระวางเรือที่ลดลง เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายตลาดในภูมิภาคนี้
* **การบริหารจัดการต้นทุนการผลิต:** การนำนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น
* **การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง:** สนับสนุนการขายในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** การแข็งค่าของเงินบาทในไตรมาส 4 ส่งผลให้เกิดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และอาจกระทบต่อผลประกอบการในอนาคตหากแนวโน้มกลับทิศทาง
* **ต้นทุนค่าขนส่ง:** ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งอยู่ในระดับสูง
* **การปรับราคาขายสินค้าในอินเดีย:** บริษัทย่อยในอินเดียยังคงประสบปัญหาในการเจรจาต่อรองปรับราคาขายตามการใช้วัตถุดิบจริง ซึ่งอาจกระทบต่อผลกำไรของบริษัทย่อย
* **การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญและการลดมูลค่าสินค้า:** การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มค่าเงินบาทและการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
* ความคืบหน้าในการเจรจาปรับราคาขายสินค้าของบริษัทย่อยในอินเดีย
* การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าระวางเรือและต้นทุนค่าขนส่ง
* การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและการปรับราคาขายสินค้าให้สอดคล้องกัน
* การเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงคลัง ว่าจะสามารถแปลงเป็นยอดขายและกำไรได้ตามเป้าหมายหรือไม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ในฐานะบริษัทในกลุ่มทรัพยากร/พลังงาน PRIME ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยมหภาค เช่น อัตราแลกเปลี่ยน และค่าระวางเรือ ซึ่งฝ่ายจัดการได้ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ค่าเงินบาทอ่อนค่าและค่าระวางเรือลดลงในการขยายตลาดในเอเชีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ โดยสามารถเพิ่มรายได้ในสองภูมิภาคแรกได้อย่างมีนัยยะ
ในด้านต้นทุน ฝ่ายจัดการได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการควบคุมต้นทุนขายและบริการผ่านนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยได้ อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทย่อยในอินเดียยังไม่สามารถปรับราคาขายสินค้าให้สะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่แท้จริงได้ อาจเป็นจุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของกลุ่มบริษัทโดยรวม
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 3,719.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 587.7 ล้านบาท จากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายต่างประเทศ และการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังเพื่อรองรับการขายในอนาคต ขณะที่เงินสดที่เพิ่มขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อรอชำระหนี้ระยะสั้นในช่วงต้นปี 2566
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 277.7 ล้านบาท เป็น 1,600.2 ล้านบาท โดยเกิดจากการเพิ่มขึ้นของหนี้ระยะสั้นและเจ้าหนี้การค้า
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 310.0 ล้านบาท เป็น 2,119.0 ล้านบาท จากผลกำไรจากการดำเนินงานหักเงินปันผลที่จ่ายไป
## สรุปท้าย
PRIME สามารถสร้างการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 2565 ได้อย่างน่าพอใจ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาทและค่าระวางเรือที่ลดลง ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของรายได้ในภูมิภาคสำคัญ ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนค่าขนส่งที่สูง และความท้าทายในการปรับราคาขายสินค้าในอินเดีย ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ PRIME ไตรมาส 4/2565
รายได้รวม
164.94
ล้านบาท
↓ 54.4% YoY
กำไรขั้นต้น
90.31
ล้านบาท
↑ 13.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
54.75
%
กำไรสุทธิ
-96.61
ล้านบาท
↑ 1.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-58.57
%
D/E Ratio
2.71
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
165
↓ -54.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
90
↑ + 13.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-97
↑ + 1.4%
YoY
D/E Ratio
2.71
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — PRIME
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.71
ROE (%)
-12.77
ROA (%)
-2.46
Book Value/หุ้น
0.46
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — PRIME
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-131
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+60
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — PRIME
| รายการ | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
-131.34
-181.37%
|
161.42
-78.88%
|
764.45
-332.40%
|
-328.94
-298.74%
|
165.51
+27.98%
|
129.32
+91.50%
|
67.53
-148.86%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
59.66
-6.87%
|
64.06
-89.49%
|
609.74
-4.91%
|
641.23
+216.72%
|
202.46
+9.30%
|
185.24
-164.10%
|
-288.97
+5,173.18%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
209.71
-319.32%
|
-95.62
-147.36%
|
201.88
-115.02%
|
-1,343.72
+496.84%
|
-225.14
+54.28%
|
-145.93
-190.31%
|
161.59
+15.40%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
83.61
-35.62%
|
129.86
-91.76%
|
1,576.07
-252.80%
|
-1,031.43
-822.19%
|
142.82
-15.31%
|
168.63
-381.71%
|
-59.86
+1,116.67%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
191.92
-32.78%
|
285.52
-73.73%
|
1,087.00
+276.99%
|
288.34
+32.52%
|
217.59
+387.43%
|
44.64
-53.95%
|
96.93
+206.35%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
56.80
-70.41%
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|