บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
0.05
0.01 (16.67%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6741 out_tok=2583 at=2026-07-26T00:52:18 -->
# PRIME Q3/2566 กำไรสุทธิพุ่ง 172% รับอานิสงส์ผลิตภัณฑ์ใหม่ดันยอดขาย
## รายได้จากการขายเติบโตโดดเด่น ขณะที่กำไรสุทธิฟื้นตัวแรงจากปีก่อน หลังบริหารต้นทุนและสต็อกมีประสิทธิภาพ
บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIME รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 12.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 172.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยกระตุ้นปริมาณการขายให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2566 กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 21.0% เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ PRIME ในไตรมาส 3 ปี 2566 คือ **การเติบโตของรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น 13.6%** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ **กำไรขั้นต้นที่พุ่งสูงขึ้นถึง 49.5%** และท้ายที่สุดคือ **กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นถึง 172.0%** เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายในไตรมาส 3 ปี 2566 มาจากการ **ออกผลิตภัณฑ์ใหม่** ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น เมื่อปริมาณขายเพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ต้นทุนขายไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 24.1% ในปีก่อน เป็น 31.8% ในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ การบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ฝ่ายจัดการระบุว่า **การออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น** ซึ่งหากผลิตภัณฑ์ใหม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลดีต่อรายได้และกำไรในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิไตรมาส 3/2566 เติบโต 172.0%** มาอยู่ที่ 12.54 ล้านบาท จาก 4.61 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายไตรมาส 3/2566 เพิ่มขึ้น 13.6%** แตะ 211.40 ล้านบาท จาก 186.17 ล้านบาทในปีก่อน
* **อัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 3/2566 ปรับตัวดีขึ้น** เป็น 31.8% จาก 24.1% ในปีก่อน
* **กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2566 ลดลง 21.0%** อยู่ที่ 54.60 ล้านบาท จาก 69.15 ล้านบาทในปีก่อน
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 9 เดือนแรกปี 2566 เพิ่มขึ้น** โดยเฉพาะค่าประชาสัมพันธ์และค่าเสื่อมราคาอาคารสำนักงานใหม่
* **รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม** (เคหะสุขประชา) จำนวน 14.43 ล้านบาท ใน 9 เดือนแรกปี 2566
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2566 PRIME มีรายได้รวม 215.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 189.23 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีรายได้จากการขาย 211.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% และรายได้อื่น 3.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.6% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 49.5% เป็น 67.15 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 172.0% เป็น 12.54 ล้านบาท
ส่วนผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 741.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จาก 725.24 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีรายได้จากการขาย 730.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% และรายได้อื่น 10.99 ล้านบาท ลดลง 22.9% กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 17.1% เป็น 224.01 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิกลับลดลง 21.0% อยู่ที่ 54.60 ล้านบาท เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม
## โอกาส
* **การออกผลิตภัณฑ์ใหม่:** เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ช่วยเพิ่มปริมาณการขายและรายได้ ซึ่งหากได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง จะเป็นโอกาสในการเติบโตของรายได้ในอนาคต
* **การบริหารสินค้าคงคลัง:** การบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น ซึ่งเป็นโอกาสในการรักษาความสามารถในการทำกำไร
* **การควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ:** การลดลงของต้นทุนขายในช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 จากราคาวัตถุดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง เป็นโอกาสในการเพิ่มกำไรขั้นต้น
## ความเสี่ยง
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น:** ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์บริษัทฯ และค่าเสื่อมราคาอาคารสำนักงานใหม่ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ
* **การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม:** การลงทุนในบริษัท เคหะสุขประชา จำกัด (มหาชน) ทำให้บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลกำไรโดยรวม
* **ประสิทธิภาพกระบวนการผลิต:** การลดลงของเศษวัสดุเหลือทิ้งในกระบวนการผลิต แม้จะช่วยลดต้นทุน แต่ก็ส่งผลให้รายได้อื่นจากการขายเศษวัสดุลดลง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้ในช่วง 9 เดือนแรกราคาวัตถุดิบจะลดลง แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบในตลาดโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ผลตอบรับและการเติบโตของผลิตภัณฑ์ใหม่:** จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตของยอดขายได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **แนวโน้มค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** การควบคุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะสามารถทำได้ดีเพียงใด โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และค่าเสื่อมราคา
* **ผลประกอบการของบริษัทร่วม:** การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัท เคหะสุขประชา จะมีแนวโน้มดีขึ้นหรือแย่ลง
* **ประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลังและต้นทุน:** จะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่องหรือไม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ในส่วนของกลุ่มธุรกิจทรัพยากร/พลังงาน PRIME มีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการขายผลิตภัณฑ์ ซึ่งในไตรมาส 3 ปี 2566 มีปัจจัยสำคัญคือการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยกระตุ้นปริมาณการขายให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น 13.6% สะท้อนถึงความสามารถในการขยายตลาดหรือเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้
ด้านต้นทุนขายมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย 2.1% ในไตรมาส 3 ปี 2566 เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการบริหารต้นทุนที่ทำได้ดี หรืออาจเป็นผลมาจากส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ขายมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้นทุนต่ำลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่นจาก 24.1% เป็น 31.8%
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 10.3% และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 32.4% ในไตรมาส 3 ปี 2566 ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนในการประชาสัมพันธ์และการขยายธุรกิจ (อาคารสำนักงานใหม่) ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กำไรสุทธิ (Net Profit Margin) แม้จะเติบโตสูงถึง 172.0% แต่ก็ยังคงอยู่ที่ระดับ 5.8% ซึ่งต่ำกว่าอัตรากำไรขั้นต้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับภาพรวม 9 เดือนแรกปี 2566 รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 2.8% แต่กำไรสุทธิกลับลดลง 21.0% ชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิในระยะยาวมากกว่าผลบวกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ อยู่ที่ 1,177.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการก่อสร้างอาคารโรงงานใหม่ และการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าจากการขายที่เพิ่มขึ้น
หนี้สินรวมอยู่ที่ 773.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.1% จากสิ้นปี 2565 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น รวมถึงเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงินเพื่อรองรับการก่อสร้างอาคารโรงงานเพิ่มเติม
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 18.8% อยู่ที่ 403.95 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นจำนวน 148.07 ล้านบาท ในงวด 9 เดือนแรกปี 2566 ซึ่งมากกว่ากำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน (54.60 ล้านบาท) ทำให้ D/E Ratio เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## สรุปท้าย
PRIME ในไตรมาส 3 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการฟื้นตัวของผลกำไร โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยผลักดันรายได้จากการขายให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับการบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลกระทบจากการลงทุนในบริษัทร่วม ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันกำไรสุทธิในภาพรวม 9 เดือนแรกของปีนี้ การรักษาโมเมนตัมการเติบโตของผลิตภัณฑ์ใหม่และการควบคุมค่าใช้จ่ายจะเป็นกุญแจสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ PRIME ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
164.94
ล้านบาท
↓ 54.4% YoY
กำไรขั้นต้น
90.31
ล้านบาท
↑ 13.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
54.75
%
กำไรสุทธิ
-96.61
ล้านบาท
↑ 1.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-58.57
%
D/E Ratio
2.71
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
165
↓ -54.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
90
↑ + 13.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-97
↑ + 1.4%
YoY
D/E Ratio
2.71
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — PRIME
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.71
ROE (%)
-12.77
ROA (%)
-2.46
Book Value/หุ้น
0.46
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — PRIME
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-131
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+60
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — PRIME
| รายการ | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
-131.34
-181.37%
|
161.42
-78.88%
|
764.45
-332.40%
|
-328.94
-298.74%
|
165.51
+27.98%
|
129.32
+91.50%
|
67.53
-148.86%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
59.66
-6.87%
|
64.06
-89.49%
|
609.74
-4.91%
|
641.23
+216.72%
|
202.46
+9.30%
|
185.24
-164.10%
|
-288.97
+5,173.18%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
209.71
-319.32%
|
-95.62
-147.36%
|
201.88
-115.02%
|
-1,343.72
+496.84%
|
-225.14
+54.28%
|
-145.93
-190.31%
|
161.59
+15.40%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
83.61
-35.62%
|
129.86
-91.76%
|
1,576.07
-252.80%
|
-1,031.43
-822.19%
|
142.82
-15.31%
|
168.63
-381.71%
|
-59.86
+1,116.67%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
191.92
-32.78%
|
285.52
-73.73%
|
1,087.00
+276.99%
|
288.34
+32.52%
|
217.59
+387.43%
|
44.64
-53.95%
|
96.93
+206.35%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
56.80
-70.41%
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|