บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
0.05
0.01 (16.67%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=17256 out_tok=2865 at=2026-07-26T00:39:40 -->
# PRIME Q3/2565 กำไรสุทธิหด 19.7% รับต้นทุนบริการพุ่ง-ค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่ม
## รายได้รวมโต 14.8% แต่กำไรสุทธิไตรมาส 3/2565 ลดลง 19.7% เหตุต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายบริหารสูงขึ้น
บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIME รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีรายได้รวม 1,593.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นกลับลดลง 19.7% มาอยู่ที่ 111.7 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ PRIME ในไตรมาส 3/2565 ปรับตัวลดลง 19.7% YoY มาอยู่ที่ 111.7 ล้านบาท (อัตรากำไรสุทธิ 7.0%) แม้รายได้รวมจะเติบโต 14.8% เป็น 1,593.0 ล้านบาทนั้น มาจาก **ต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้น** และ **ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น** โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณากำไรสุทธิที่ไม่รวมรายการพิเศษ ซึ่งก็ยังคงลดลง 19.7% เช่นกัน
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า สาเหตุหลักของการลดลงของกำไรสุทธิในไตรมาสนี้มาจาก **ต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้น** ในส่วนของค่าแรงงาน ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมี **ต้นทุนคงที่ในรูปของค่าเสื่อมราคาคลังสินค้าที่เปิดให้บริการใหม่** รวมถึง **ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มเติม** จากค่าบริการที่ปรึกษาในการพัฒนาธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจ และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
เมื่อพิจารณารายละเอียดตามกลุ่มธุรกิจ พบว่า:
* **กลุ่มธุรกิจให้บริการจัดเก็บและบริหารสินค้าทั่วไป** มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 140.9% ในไตรมาส 3/2565 จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้พื้นที่คลังสินค้าและรายได้จากงานบริการมูลค่าเพิ่ม
* **กลุ่มธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารสินค้าอันตราย** มีกำไรขั้นต้นลดลง 30.0% เนื่องจากอุตสาหกรรมเคมิคอลส์และปิโตรเคมีอยู่ในช่วงขาลง ประกอบกับลูกค้ามีระยะเวลาการออกตู้เร็วขึ้น
* **กลุ่มธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารรถยนต์** มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 2.7% แม้รายได้รวมจะลดลงเล็กน้อย
* **กลุ่มธุรกิจให้บริการรับฝากและบริหารสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็ง** มีกำไรขั้นต้นลดลง 18.0% จากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนและค่าเสื่อมราคาจากการเปิดให้บริการห้องเย็นแห่งใหม่
* **กลุ่มธุรกิจให้บริการเก็บของใช้ส่วนตัวของมีค่า ผลงานศิลปะ และจัดเก็บไวน์** มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 119.0% จากการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ให้บริการและการขยายสาขา
* **กลุ่มธุรกิจอาหาร** มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 6.7% จากยอดขายผลิตภัณฑ์ผักแช่แข็งและไอศกรีมที่เพิ่มขึ้น
* **กลุ่มธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้า** มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 102.5% จากการรับรู้รายได้ของบริษัทย่อย VNS Transport และการเพิ่มขึ้นของรายได้ในหมวดสินค้าทั่วไป รถยนต์ และสินค้าข้ามแดน
* **กลุ่มธุรกิจให้บริการในต่างประเทศ** มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 151.2% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในกัมพูชา
* **กลุ่มธุรกิจให้บริการขนย้ายในประเทศและต่างประเทศ** มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 31.6% จากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และฤดูกาลการขนย้าย
* **กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์** มีกำไรขั้นต้นลดลง 52.5% แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากแบกรับต้นทุนสูงจากราคาน้ำมัน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร **ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่** แม้ฝ่ายจัดการจะระบุถึงการเพิ่มขึ้นของต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายบริหาร แต่ก็มีการลงทุนในโครงการใหม่ๆ เช่น ห้องเย็นสระบุรี และการขยายสาขาธุรกิจ Self-Storage ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนในระยะสั้น แต่คาดว่าจะสร้างรายได้และกำไรในระยะยาว นอกจากนี้ การฟื้นตัวของบางกลุ่มธุรกิจ เช่น สินค้าทั่วไป, รถยนต์, สินค้าข้ามแดน, และธุรกิจในต่างประเทศ อาจช่วยชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ในอนาคต ต้องติดตามผลประกอบการในไตรมาสถัดไปเพื่อประเมินแนวโน้มที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวม Q3/2565 เติบโต 14.8% YoY** แตะ 1,593.0 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้า, กลุ่มธุรกิจให้บริการในต่างประเทศ, และกลุ่มธุรกิจให้บริการขนย้าย
* **กำไรสุทธิ Q3/2565 ลดลง 19.7% YoY** อยู่ที่ 111.7 ล้านบาท แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น
* **อัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลง** จาก 23.8% ใน Q3/2564 เป็น 22.1% ใน Q3/2565
* **ต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้น** เป็นปัจจัยกดดันกำไรสุทธิในไตรมาสนี้
* **ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** 67.4% YoY แตะ 68.8 ล้านบาท จากการลงทุนในธุรกิจที่กัมพูชาและอินโดนีเซีย
* **ฐานะการเงินแข็งแกร่ง** สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 4.5% เป็น 13,171.7 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเป็นสัดส่วนหลัก
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 4,402.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรายได้ค่าเช่าและบริการเพิ่มขึ้น 18.1% ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 391.5 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 395.4 ล้านบาท (ลดลง 1.0%)
ในส่วนของไตรมาส 3/2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,593.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นลดลง 19.7% มาอยู่ที่ 111.7 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 7.0% ลดลงจาก 10.0% ในปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศกัมพูชา** หนุนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจให้บริการในต่างประเทศ
* **การผ่อนคลายมาตรการโควิด-19** ส่งผลให้กิจกรรมการขนย้ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
* **การลงทุนในโครงการใหม่** เช่น ห้องเย็นสระบุรี และการขยายสาขา Self-Storage จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำรายได้และกำไรในระยะยาว
* **การเติบโตของธุรกิจอาหาร** จากยอดขายผลิตภัณฑ์ผักแช่แข็งและไอศกรีมที่เพิ่มขึ้น
* **การรับรู้รายได้จากบริษัทย่อย VNS Transport** หนุนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้า
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้น** จากค่าแรงงาน ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง
* **ต้นทุนคงที่จากคลังสินค้าที่เปิดใหม่** ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้น
* **ความผันผวนของอุตสาหกรรมเคมิคอลส์และปิโตรเคมี** ส่งผลกระทบต่อธุรกิจสินค้าอันตราย
* **การเพิ่มขึ้นของต้นทุนและค่าเสื่อมราคา** จากการเปิดห้องเย็นแห่งใหม่
* **ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น** จากการกู้ยืมและหุ้นกู้ที่จัดสรรเพิ่มเติม
* **ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน**
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายบริหารในไตรมาสถัดไป
* ผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจที่ลงทุนใหม่ (ห้องเย็นสระบุรี, Self-Storage) และการรับรู้รายได้เต็มที่
* การฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจสินค้าอันตราย และผลกระทบจากวิกฤตต้นทุนพลังงาน
* การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน และการเพิ่มขึ้นของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย
* การเติบโตของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้า
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
แม้ PRIME จะอยู่ในกลุ่มทรัพยากร แต่การดำเนินธุรกิจหลักคือโลจิสติกส์และคลังสินค้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนของค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับภาคขนส่ง และค่าไฟฟ้าสำหรับคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ
* **ต้นทุนพลังงาน:** การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งสินค้า และต้นทุนการดำเนินงานของคลังสินค้าบางประเภท เช่น สินค้าอันตราย และโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์
* **ค่าไฟฟ้า:** เป็นต้นทุนสำคัญสำหรับกลุ่มธุรกิจสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็ง ซึ่งมีการเปิดคลังสินค้าแห่งใหม่ ทำให้ต้นทุนค่าเสื่อมราคาและค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
* **การบริหารจัดการ:** ฝ่ายจัดการต้องบริหารจัดการต้นทุนเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 13,171.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเป็นส่วนใหญ่ (ที่ดินอาคารอุปกรณ์, เงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า)
หนี้สินรวมอยู่ที่ 9,073.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่น รวมถึงหุ้นกู้ที่ออกเพิ่มเติม
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 4,098.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 119.9 ล้านบาท
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 2.21 เท่า (ไม่รวม TFRS16 อยู่ที่ 1.84 เท่า) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน สะท้อนการเพิ่มขึ้นของหนี้สินเพื่อรองรับการลงทุน
กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานอยู่ที่ 913.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.0% ขณะที่กระแสเงินสดใช้ไปจากกิจกรรมลงทุนเพิ่มขึ้น 8.9% เป็น 986.4 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากการให้กู้ยืมแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกันและการซื้อที่ดินอาคารอุปกรณ์ กระแสเงินสดใช้ไปจากกิจกรรมจัดหาเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 368.0 ล้านบาท
## สรุปท้าย
PRIME ในไตรมาส 3/2565 เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายบริหารที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง แม้รายได้รวมจะเติบโตได้ดีจากหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะการขนส่งและบริการในต่างประเทศ การลงทุนในโครงการใหม่ๆ และการฟื้นตัวของบางกลุ่มธุรกิจเป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว แต่ความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความสามารถในการรักษาอัตรากำไรในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ PRIME ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
164.94
ล้านบาท
↓ 54.4% YoY
กำไรขั้นต้น
90.31
ล้านบาท
↑ 13.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
54.75
%
กำไรสุทธิ
-96.61
ล้านบาท
↑ 1.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-58.57
%
D/E Ratio
2.71
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
165
↓ -54.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
90
↑ + 13.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-97
↑ + 1.4%
YoY
D/E Ratio
2.71
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — PRIME
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.71
ROE (%)
-12.77
ROA (%)
-2.46
Book Value/หุ้น
0.46
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — PRIME
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-131
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+60
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — PRIME
| รายการ | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
-131.34
-181.37%
|
161.42
-78.88%
|
764.45
-332.40%
|
-328.94
-298.74%
|
165.51
+27.98%
|
129.32
+91.50%
|
67.53
-148.86%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
59.66
-6.87%
|
64.06
-89.49%
|
609.74
-4.91%
|
641.23
+216.72%
|
202.46
+9.30%
|
185.24
-164.10%
|
-288.97
+5,173.18%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
209.71
-319.32%
|
-95.62
-147.36%
|
201.88
-115.02%
|
-1,343.72
+496.84%
|
-225.14
+54.28%
|
-145.93
-190.31%
|
161.59
+15.40%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
83.61
-35.62%
|
129.86
-91.76%
|
1,576.07
-252.80%
|
-1,031.43
-822.19%
|
142.82
-15.31%
|
168.63
-381.71%
|
-59.86
+1,116.67%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
191.92
-32.78%
|
285.52
-73.73%
|
1,087.00
+276.99%
|
288.34
+32.52%
|
217.59
+387.43%
|
44.64
-53.95%
|
96.93
+206.35%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
56.80
-70.41%
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|