บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
0.05
0.01 (16.67%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7267 out_tok=2534 at=2026-07-26T00:48:23 -->
PRIME พลิกขาดทุนหนัก Q2/2566 รับรายได้โทรคมนาคมฟิลิปปินส์พุ่ง
รายได้รวมหดตัว 54.7% แต่กำไรขั้นต้นติดลบหนัก 316.2% จากต้นทุนคงที่ ขณะที่ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น 31.7% ส่งผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 76.5%
บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIME รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 43.11 ล้านบาท ลดลง 54.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีการรับรู้รายได้จากการให้เช่าเสาโทรคมนาคมในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น 210.40% และเริ่มรับรู้รายได้จากการตรวจสอบเสาโทรคมนาคม (Tower Audit) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับธุรกิจในอนาคต แต่ภาพรวมบริษัทยังคงประสบภาวะขาดทุนสุทธิ 46.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่อธิบายผลประกอบการที่เปลี่ยนแปลงไปในไตรมาส 2 ปี 2566 ของ PRIME คือ **การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้รวม ประกอบกับการมีต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้ (Cost of Idle Capacity) ซึ่งส่งผลให้ขาดทุนขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก** แม้จะมีสัญญาณบวกจากธุรกิจในฟิลิปปินส์ที่เริ่มเติบโต
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น**
ฝ่ายจัดการระบุว่า รายได้รวมจากการขายและบริการลดลง 54.7% มาจากธุรกิจภายในประเทศที่ลดลง 75.4% และธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศที่ลดลง 70.8% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันรายได้โดยรวม ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้ ส่งผลให้ขาดทุนขั้นต้นพลิกจากกำไร 4.90 ล้านบาทในปีก่อน เป็นขาดทุน 10.59 ล้านบาทในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารยังเพิ่มขึ้น 31.7% เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทย่อยสูงขึ้น และมีการปรับปรุงรายการสิทธิการใช้ (Right of Use) ซึ่งส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 26.21 ล้านบาท เป็น 46.28 ล้านบาท
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่**
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าบริษัทฯ จะมีแผนเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ เพิ่มการใช้กำลังการผลิต และลดค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีกำไรขั้นต้นดีขึ้นเป็นลำดับ และมีสัญญาณบวกจากธุรกิจในฟิลิปปินส์ที่เริ่มรับรู้รายได้จากการให้เช่าเสาโทรคมนาคมเพิ่มขึ้น 210.40% และการให้บริการตรวจสอบเสาโทรคมนาคม (Tower Audit) แต่การลดลงของรายได้รวมในภาพรวมยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญ และยังไม่มีความชัดเจนว่าการฟื้นตัวของรายได้จะเกิดขึ้นได้เร็วเพียงใด
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมลดลง 54.7%** อยู่ที่ 43.11 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจภายในประเทศลดลง 75.4% และธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศลดลง 70.8%
* **ขาดทุนขั้นต้นพลิกจากบวกเป็นลบ** อยู่ที่ -10.59 ล้านบาท จากเดิม 4.90 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้
* **ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 76.5%** อยู่ที่ 46.28 ล้านบาท จากเดิม 26.21 ล้านบาท
* **ธุรกิจในฟิลิปปินส์มีสัญญาณบวก** โดยรายได้จากการให้เช่าเสาโทรคมนาคมเพิ่มขึ้น 210.40% และเริ่มรับรู้รายได้จาก Tower Audit
* **งานโครงการภาครัฐเริ่มทยอยประมูล** บริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อจาก กฟผ. มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท คาดรับรู้รายได้เพิ่มตั้งแต่ไตรมาส 4/2566
* **โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่ง** D/E Ratio อยู่ที่ 0.22 เท่า
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท PRIME มีรายได้จากการขายและบริการรวม 43.11 ล้านบาท ลดลง 54.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจภายในประเทศอยู่ที่ 25.24 ล้านบาท (58.53%) และรายได้จากธุรกิจโทรคมนาคมในฟิลิปปินส์อยู่ที่ 17.88 ล้านบาท (41.47%) บริษัทฯ มีขาดทุนขั้นต้น 10.59 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรขั้นต้น 4.90 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการดำเนินงานลดลงและยังมีต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 9.07 ล้านบาท เป็น 37.72 ล้านบาท เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทย่อยสูงขึ้นและมีการปรับปรุงรายการสิทธิการใช้ ส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 46.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุน 26.21 ล้านบาท
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจในฟิลิปปินส์:** การรับรู้รายได้จากการให้เช่าเสาโทรคมนาคมที่เพิ่มขึ้น 210.40% และการเริ่มให้บริการตรวจสอบเสาโทรคมนาคม (Tower Audit) รวมถึงการพัฒนาธุรกิจด้านระบบไฟฟ้าในสถานีโทรคมนาคม จะเป็นแหล่งรายได้เพิ่มเติม
* **งานโครงการภาครัฐ:** การทยอยประมูลงานโครงการภาครัฐที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะงานโครงการเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเพิ่มการส่งมอบและรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/2566 เป็นต้นไป
* **การเพิ่มการใช้กำลังการผลิต:** บริษัทฯ มีแผนเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้และเพิ่มการใช้กำลังการผลิต ควบคู่กับการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีกำไรขั้นต้นดีขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้:** หากไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตหรือการใช้กำลังการผลิตได้ อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นอย่างต่อเนื่อง
* **ความผันผวนของรายได้:** การพึ่งพิงรายได้จากโครงการภาครัฐและธุรกิจในต่างประเทศ อาจมีความเสี่ยงจากความล่าช้าในการประมูล หรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในต่างประเทศ
* **ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น:** ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทย่อยและการปรับปรุงรายการสิทธิการใช้ อาจส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* ความสามารถในการเพิ่มรายได้และลดต้นทุนคงที่ เพื่อพลิกขาดทุนขั้นต้นให้กลับมาเป็นกำไร
* ความคืบหน้าในการรับรู้รายได้จากงานโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะจาก กฟผ. ตั้งแต่ไตรมาส 4/2566 เป็นต้นไป
* การเติบโตของธุรกิจบริการใหม่ๆ ในฟิลิปปินส์ เช่น Tower Audit และบริการด้านระบบไฟฟ้า
* แนวโน้มรายได้จากธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศว่าจะฟื้นตัวได้หรือไม่
* การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้มีประสิทธิภาพ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ในไตรมาส 2 ปี 2566 PRIME เผชิญกับความท้าทายด้านรายได้รวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจภายในประเทศและธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมขาดทุนหนักขึ้น แม้ว่าจะมีสัญญาณบวกจากการเติบโตของรายได้ค่าเช่าเสาโทรคมนาคมในฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้นถึง 210.40% และการเริ่มให้บริการตรวจสอบเสาโทรคมนาคม (Tower Audit) ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ การที่บริษัทฯ มีต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้ (Cost of Idle Capacity) เป็นประเด็นสำคัญที่กดดันอัตรากำไรขั้นต้นอย่างรุนแรง ทำให้ขาดทุนขั้นต้นเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน
ในด้านโอกาส บริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อโครงการเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงและโครงสร้างสถานีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทยอยส่งมอบและรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2566 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมีงานโครงการภาครัฐอื่นๆ ที่คาดว่าจะเปิดประมูลเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนรายได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงอยู่ที่การบริหารจัดการต้นทุนคงที่ให้มีประสิทธิภาพ หากไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตหรือการใช้กำลังการผลิตให้เต็มที่ อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความผันผวนของรายได้จากโครงการภาครัฐ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,205.31 ล้านบาท ลดลง 1.14% หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 40.06% เป็น 213.51 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 6.15% เป็น 1,008.09 ล้านบาท โครงสร้างทุนของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง โดยมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.22 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำ และบริษัทฯ มีสภาพคล่องทางการเงินและเงินทุนสำรองเพียงพอต่อการลงทุนตามแผนการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจใหม่
## สรุปท้าย
PRIME ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้รวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและต้นทุนคงที่ที่ไม่ได้ใช้ ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น แม้จะมีสัญญาณบวกจากธุรกิจในฟิลิปปินส์และโอกาสจากงานโครงการภาครัฐที่กำลังจะเข้ามา แต่การบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มการใช้กำลังการผลิตจะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นผลประกอบการให้กลับมามีกำไรในอนาคต นักลงทุนควรจับตาความคืบหน้าในการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ๆ และความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ PRIME ไตรมาส 2/2566
รายได้รวม
164.94
ล้านบาท
↓ 54.4% YoY
กำไรขั้นต้น
90.31
ล้านบาท
↑ 13.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
54.75
%
กำไรสุทธิ
-96.61
ล้านบาท
↑ 1.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-58.57
%
D/E Ratio
2.71
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
165
↓ -54.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
90
↑ + 13.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-97
↑ + 1.4%
YoY
D/E Ratio
2.71
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — PRIME
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.71
ROE (%)
-12.77
ROA (%)
-2.46
Book Value/หุ้น
0.46
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — PRIME
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-131
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+60
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — PRIME
| รายการ | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
-131.34
-181.37%
|
161.42
-78.88%
|
764.45
-332.40%
|
-328.94
-298.74%
|
165.51
+27.98%
|
129.32
+91.50%
|
67.53
-148.86%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
59.66
-6.87%
|
64.06
-89.49%
|
609.74
-4.91%
|
641.23
+216.72%
|
202.46
+9.30%
|
185.24
-164.10%
|
-288.97
+5,173.18%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
209.71
-319.32%
|
-95.62
-147.36%
|
201.88
-115.02%
|
-1,343.72
+496.84%
|
-225.14
+54.28%
|
-145.93
-190.31%
|
161.59
+15.40%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
83.61
-35.62%
|
129.86
-91.76%
|
1,576.07
-252.80%
|
-1,031.43
-822.19%
|
142.82
-15.31%
|
168.63
-381.71%
|
-59.86
+1,116.67%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
191.92
-32.78%
|
285.52
-73.73%
|
1,087.00
+276.99%
|
288.34
+32.52%
|
217.59
+387.43%
|
44.64
-53.95%
|
96.93
+206.35%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
56.80
-70.41%
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|