บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
4.74
0.04 (0.84%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4890 out_tok=2336 at=2026-07-25T19:51:39 -->
# LST พลิกกำไรโต 111% ใน Q3/2566 รับแรงหนุนต้นทุนวัตถุดิบดิ่ง-บริหารราคาขายดี
## รายได้-กำไร Q3/66 พุ่งแรง หลังต้นทุนวัตถุดิบปาล์มลดลง ขณะที่ปริมาณขายและ GPM ดีขึ้น
บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ LST รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 125.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 111.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 59.4 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะลดลง 7.5% มาอยู่ที่ 2,544.6 ล้านบาท โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการบริหารจัดการราคาขายที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรของ LST ในไตรมาส 3 ปี 2566 พลิกกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง คือ **การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนวัตถุดิบ ประกอบกับการบริหารจัดการราคาขายที่สามารถชดเชยราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่ลดลงได้** ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของบริษัทและบริษัทย่อยเพิ่มขึ้นจาก 8.9% ในไตรมาส 3 ปี 2565 เป็น 14.1% ในไตรมาส 3 ปี 2566 หรือเพิ่มขึ้นถึง 5.2 percentage points (ppt) แม้ว่ารายได้จากการขายจะลดลง 7.4% เป็น 2,503.5 ล้านบาท เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง 22.8% แต่ปริมาณการขายกลับเพิ่มขึ้นถึง 18.9%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การลดลงของต้นทุนขายเฉลี่ยต่อหน่วยของบริษัทอยู่ที่ 11.5% ซึ่งมากกว่าราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่ลดลง ทำให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 113.5 ล้านบาท หรือ 46.4% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก **ราคาวัตถุดิบที่ลดลง** และ **บริษัทสามารถบริหารจัดการราคาขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ**
สำหรับบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจสวนปาล์ม (บ2๐10) แม้รายได้จากการขายจะลดลง 32.4% จากปริมาณขายที่ลดลง 27.6% และราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบลดลง 12.7% และ 21.8% ตามลำดับ แต่ต้นทุนขายของบริษัทย่อยนี้ลดลงถึง 40.6% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบโดยเฉลี่ยลดลง
ในขณะที่บริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจอาหาร (บ6๐) มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 17.4% โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มและผักผลไม้กระป๋อง ส่งผลให้มีกำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้น 63.1%
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่องในระดับหนึ่ง แต่ต้องจับตาปัจจัยราคาวัตถุดิบและปริมาณการขาย** ฝ่ายจัดการระบุว่าต้นทุนขายเฉลี่ยต่อหน่วยของบริษัทลดลงมากกว่าราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ GPM อย่างไรก็ตาม การที่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง 22.8% เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นแนวโน้มต่อเนื่องหรือไม่
ส่วนบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจอาหารมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจช่วยชดเชยความผันผวนของธุรกิจปาล์มได้
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/66 พุ่ง 111.2% YoY** แตะ 125.3 ล้านบาท จาก 59.4 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้รวม Q3/66 ลดลง 7.5% YoY** อยู่ที่ 2,544.6 ล้านบาท สาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่ลดลง 22.8%
* **ปริมาณการขาย Q3/66 เพิ่มขึ้น 18.9% YoY** เกือบทุกช่องทางการขาย
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) Q3/66 ขยายตัวโดดเด่น** เป็น 14.1% จาก 8.9% ในปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 5.2 ppt
* **ต้นทุนขาย Q3/66 ลดลง 12.7% YoY** โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
* **บริษัทย่อยกลุ่มอาหาร (บ6๐) เติบโตดี** รายได้เพิ่ม 17.4% กำไรเพิ่ม 63.1%
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายรวม 2,503.5 ล้านบาท ลดลง 7.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่ปรับตัวลดลง 22.8% ในขณะที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 18.9% เกือบทุกช่องทางการขาย ต้นทุนขายลดลง 12.7% ทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 46.4% ส่งผลให้กำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้น 111.6% เป็น 135.5 ล้านบาท เมื่อรวมผลของบริษัทย่อยแล้ว กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 125.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111.2% จาก 59.4 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและราคาขาย:** ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและรักษา GPM ได้ดี เป็นโอกาสในการสร้างผลกำไรที่แข็งแกร่ง
* **การเติบโตของธุรกิจอาหาร:** บริษัทย่อยกลุ่มอาหาร (บ6๐) มีการเติบโตของรายได้และกำไรที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มและผักผลไม้กระป๋อง ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายตลาด
* **ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น:** การที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นเกือบทุกช่องทาง แสดงถึงความต้องการสินค้าที่ยังคงมีอยู่ และเป็นโอกาสในการเพิ่มยอดขายหากสามารถบริหารจัดการราคาขายได้
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้ในไตรมาสนี้ต้นทุนวัตถุดิบจะลดลง แต่ราคาวัตถุดิบทางการเกษตรมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ GPM ในอนาคต
* **การแข่งขันด้านราคาขาย:** การที่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง 22.8% บ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านราคาในตลาด ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้และกำไรหากไม่สามารถบริหารจัดการได้
* **ผลประกอบการของธุรกิจปาล์ม:** บริษัทย่อยธุรกิจสวนปาล์ม (บ2๐10) มีรายได้ลดลงจากปริมาณและราคาขายที่ลดลง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์หลักในไตรมาสถัดไป
* ความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิต
* การเติบโตของยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่มธุรกิจอาหาร
* ผลกระทบจากฤดูกาลผลิตและสภาพอากาศต่อปริมาณผลผลิตปาล์ม
* การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
* **ราคาวัตถุดิบ/สินค้า:** ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของบริษัทลดลง 22.8% แต่ต้นทุนขายเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง 11.5% ทำให้ GPM ดีขึ้น ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบลดลง 12.7% และ 21.8% ตามลำดับ
* **Volume:** ปริมาณการขายโดยรวมเพิ่มขึ้น 18.9% โดยเฉพาะในส่วนของบริษัท ขณะที่บริษัทย่อยธุรกิจปาล์มมีปริมาณขายลดลง 27.6%
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 8.9% เป็น 14.1%
* **ช่องทางขาย:** การเติบโตของปริมาณการขายเกือบทุกช่องทางเป็นสัญญาณที่ดี
* **สต็อก:** ไม่ได้ระบุข้อมูลในเอกสาร
* **อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก:** ไม่ได้ระบุข้อมูลในเอกสาร
* **ฤดูกาลผลิต:** มีผลกระทบต่อบริษัทย่อยธุรกิจปาล์ม (บ2๐10) ที่ปริมาณขายลดลง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ไม่ได้ระบุข้อมูลในเอกสาร
## สรุปท้าย
LST โชว์ผลงาน Q3/2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิก้าวกระโดด 111.2% จากการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการบริหารราคาขายที่สามารถชดเชยราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวอย่างโดดเด่น แม้รายได้รวมจะปรับลดลงตามราคาขาย แต่ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและการเติบโตของธุรกิจอาหารเป็นปัจจัยหนุนที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของราคาวัตถุดิบและแรงกดดันด้านราคาขายในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ LST ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
3,092.07
ล้านบาท
↑ 11% YoY
กำไรขั้นต้น
341.99
ล้านบาท
↑ 2.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
11.06
%
กำไรสุทธิ
107.10
ล้านบาท
↓ 18.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.46
%
D/E Ratio
0.42
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
3,092
↑ + 11%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
342
↑ + 2.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
107
↓ -18.4%
YoY
D/E Ratio
0.42
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — LST
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.42
ROE (%)
9.83
ROA (%)
9.19
Book Value/หุ้น
6.91
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — LST
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+138
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+298
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — LST
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
138.47
-151.04%
|
-271.28
-56.32%
|
-621.11
-221.48%
|
511.30
+34.37%
|
380.51
+64.01%
|
232.01
-42.34%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
297.55
+34.18%
|
221.75
-245.63%
|
-152.27
-24.37%
|
-201.33
-273.88%
|
115.79
-141.12%
|
-281.59
+16.43%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-333.24
+303.44%
|
-82.60
-114.76%
|
559.70
-157.38%
|
-975.43
+86.97%
|
-521.70
+320.73%
|
-124.00
+27.05%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
102.77
-177.78%
|
-132.13
-251.39%
|
87.28
-125.14%
|
-347.18
+1,266.85%
|
-25.40
-85.37%
|
-173.57
-175.71%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
589.52
+37.94%
|
427.36
+22.95%
|
347.59
+95.07%
|
178.19
-25.22%
|
238.29
-64.12%
|
664.17
+236.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|