บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
4.74
0.04 (0.84%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4894 out_tok=2664 at=2026-07-27T10:40:30 -->
# LST กำไรสุทธิ Q2/2564 พุ่ง 90.9% รับแรงหนุนราคาขายปาล์ม-ปริมาณขายโต
## รายได้-กำไรโตเด่นจากธุรกิจปาล์ม ขณะที่ธุรกิจอาหารกระป๋องเผชิญแรงกดดัน
บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ LST รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 141.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้และกำไรจากธุรกิจน้ำมันปาล์มของบริษัทย่อย UPOIC ที่ได้อานิสงส์จากราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธุรกิจอาหารกระป๋องของบริษัทย่อย UFC ยังคงเผชิญความท้าทาย
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรของ LST ในไตรมาส 2 ปี 2564 คือ **การปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายในธุรกิจของบริษัทย่อย UPOIC** ซึ่งส่งผลให้รายได้และกำไรขั้นต้นของกลุ่มบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 90.9% YoY
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การที่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันเมล็ดในปาล์มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 64.6% และ 87.3% ตามลำดับ เป็นผลโดยตรงจากสภาวะตลาดที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการที่ปริมาณการขายน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันเมล็ดในปาล์มของ UPOIC เพิ่มขึ้นถึง 22.3% และ 224.0% ตามลำดับ ทำให้รายได้จากการขายของ UPOIC เติบโตถึง 120.6% และมีกำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้น 79.2 ล้านบาท
ในส่วนของบริษัทแม่ LST เอง รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 44.4% โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น 31.1% และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 10.2% ทำให้กำไรขั้นต้นของบริษัทแม่เพิ่มขึ้น 56.7 ล้านบาท แม้ว่าต้นทุนขายเฉลี่ยต่อหน่วยจะเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันที่ 31.2% แต่การเพิ่มขึ้นของราคาขายที่มากกว่าทำให้ GPM ของบริษัทแม่ยังคงทรงตัวได้ดี
อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของบริษัทย่อย UFC ที่ดำเนินธุรกิจอาหารกระป๋องและเครื่องดื่ม มีรายได้จากการขายลดลง 4.4% โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มที่ลดลง 36.0 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสำหรับงวดของ UFC ลดลง 6.2 ล้านบาท หรือ 20.8%
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยด้านราคาและปริมาณ** จากข้อมูลในเอกสาร ระบุว่าราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของน้ำมันปาล์มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายใน UPOIC ที่สูงมากในไตรมาสนี้ (โดยเฉพาะน้ำมันเมล็ดในปาล์ม) อาจเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามว่าสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ได้ต่อเนื่องหรือไม่ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพที่ UPOIC รับรู้ขาดทุน 44.0 ล้านบาท เป็นรายการที่อาจผันผวนได้
ส่วนธุรกิจ UFC ที่มีรายได้ลดลงนั้น ฝ่ายจัดการไม่ได้ให้แนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัวได้เมื่อใด ทำให้ต้องจับตาการปรับกลยุทธ์และการตอบรับของตลาดต่อผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพุ่ง 90.9% YoY:** กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 141.7 ล้านบาท เทียบกับ 74.2 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้รวมเติบโต 25.9%:** จาก 1,709.1 ล้านบาท เป็น 2,149.7 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจน้ำมันปาล์ม
* **ธุรกิจ UPOIC โดดเด่น:** รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 120.6% จากราคาขายและปริมาณการขายน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้น
* **ธุรกิจ UFC ชะลอตัว:** รายได้จากการขายลดลง 4.4% โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่ม
* **GPM กลุ่มบริษัทดีขึ้น:** อยู่ที่ 18.2% จาก 16.2% ในปีก่อน โดย GPM ของบริษัทแม่ทรงตัวที่ 11.0% (คำนวณจาก 100%-89.0%)
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย รายงานรายได้จากการขายสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564 เพิ่มขึ้น 442.7 ล้านบาท หรือ 25.9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เป็น 2,149.7 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ของบริษัทแม่ที่เพิ่มขึ้น 524.5 ล้านบาท หรือ 44.4% จากราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่สูงขึ้น 31.1% และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 10.2% ขณะที่บริษัทย่อย UPOIC มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 265.3 ล้านบาท หรือ 120.6% จากราคาขายและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายของบริษัทย่อย UFC ลดลง 19.2 ล้านบาท หรือ 4.4%
ต้นทุนขายของกลุ่มบริษัทคิดเป็น 81.8% ของรายได้จากการขาย ลดลงจาก 83.8% ในปีก่อน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้น 115.3 ล้านบาท หรือ 41.8% เป็น 391.9 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 18.2% เพิ่มขึ้นจาก 16.2% ในปีก่อน
กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ สำหรับงวดนี้อยู่ที่ 141.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.5 ล้านบาท หรือ 90.9% เมื่อเทียบกับ 74.2 ล้านบาทในปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมอยู่ที่ 6.5% เพิ่มขึ้นจาก 4.3% ในปีก่อน
## โอกาส
* **ราคาวัตถุดิบและสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับสูง:** เป็นปัจจัยบวกต่อรายได้และกำไรของธุรกิจน้ำมันปาล์ม
* **การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขาย:** โดยเฉพาะในธุรกิจ UPOIC ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตลาด
* **การบริหารต้นทุน:** การที่ต้นทุนขายของกลุ่มบริษัทคิดเป็นสัดส่วนที่ลดลงเมื่อเทียบกับรายได้ เป็นสัญญาณที่ดีในการบริหารจัดการ
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและสินค้าเกษตร:** แม้ปัจจุบันราคาจะสูง แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงได้
* **ผลประกอบการของบริษัทย่อย UFC ที่ยังคงอ่อนแอ:** รายได้และกำไรที่ลดลงในกลุ่มอาหารกระป๋องและเครื่องดื่ม อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของกลุ่มบริษัทหากไม่สามารถพลิกฟื้นได้
* **ขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพ:** รายการนี้อาจส่งผลกระทบต่อกำไรในแต่ละไตรมาสได้
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น:** โดยเฉพาะค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นในส่วนของ UPOIC
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาขายน้ำมันปาล์มและปริมาณการขายของ UPOIC:** จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **กลยุทธ์การฟื้นฟูธุรกิจของ UFC:** จะสามารถพลิกฟื้นรายได้และกำไรในกลุ่มอาหารกระป๋องและเครื่องดื่มได้เมื่อใด
* **ผลกระทบจากขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพ:** จะมีนัยสำคัญต่อกำไรในไตรมาสถัดไปหรือไม่
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน:** โดยเฉพาะค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
ธุรกิจหลักของ LST คือการผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงธุรกิจอาหารกระป๋องและเครื่องดื่ม ในไตรมาส 2 ปี 2564 ธุรกิจน้ำมันปาล์มของบริษัทย่อย UPOIC เป็นดาวเด่น โดยได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันเมล็ดในปาล์มที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 64.6% และ 87.3% ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบที่ 66.6% ทำให้ GPM ของ UPOIC ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะน้ำมันเมล็ดในปาล์มที่เพิ่มขึ้นถึง 224.0%
ในทางกลับกัน ธุรกิจอาหารกระป๋องและเครื่องดื่มของบริษัทย่อย UFC ยังคงเผชิญความท้าทาย โดยรายได้จากการขายลดลง 4.4% โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มที่ลดลงถึง 36.0 ล้านบาท ทำให้กำไรของ UFC ลดลง 20.8% อัตราส่วนต้นทุนขายต่อรายได้ของ UFC เพิ่มขึ้นจาก 78.5% เป็น 81.3% ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนหรือราคาขายที่อ่อนแอ
การบริหารต้นทุนขายของบริษัทแม่ LST อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยต้นทุนขายคิดเป็น 89.0% ของรายได้จากการขาย ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน แม้ราคาขายจะเพิ่มขึ้น 31.1% แต่ต้นทุนก็เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันที่ 31.2% ทำให้ GPM ของบริษัทแม่ยังคงทรงตัวได้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง จึงไม่สามารถสรุปในส่วนนี้ได้
## สรุปท้าย
LST ในไตรมาส 2 ปี 2564 โชว์ผลประกอบการที่โดดเด่นด้วยกำไรสุทธิที่เติบโตเกือบเท่าตัว โดยมีหัวใจสำคัญมาจากธุรกิจน้ำมันปาล์มของ UPOIC ที่ได้อานิสงส์จากราคาขายและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่ธุรกิจอาหารกระป๋องและเครื่องดื่มของ UFC ที่รายได้และกำไรยังคงปรับตัวลดลง นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาโภคภัณฑ์และแผนการฟื้นฟูธุรกิจของ UFC เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ LST ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
3,092.07
ล้านบาท
↑ 11% YoY
กำไรขั้นต้น
341.99
ล้านบาท
↑ 2.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
11.06
%
กำไรสุทธิ
107.10
ล้านบาท
↓ 18.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.46
%
D/E Ratio
0.42
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
3,092
↑ + 11%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
342
↑ + 2.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
107
↓ -18.4%
YoY
D/E Ratio
0.42
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — LST
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.42
ROE (%)
9.83
ROA (%)
9.19
Book Value/หุ้น
6.91
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — LST
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+138
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+298
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — LST
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
138.47
-151.04%
|
-271.28
-56.32%
|
-621.11
-221.48%
|
511.30
+34.37%
|
380.51
+64.01%
|
232.01
-42.34%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
297.55
+34.18%
|
221.75
-245.63%
|
-152.27
-24.37%
|
-201.33
-273.88%
|
115.79
-141.12%
|
-281.59
+16.43%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-333.24
+303.44%
|
-82.60
-114.76%
|
559.70
-157.38%
|
-975.43
+86.97%
|
-521.70
+320.73%
|
-124.00
+27.05%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
102.77
-177.78%
|
-132.13
-251.39%
|
87.28
-125.14%
|
-347.18
+1,266.85%
|
-25.40
-85.37%
|
-173.57
-175.71%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
589.52
+37.94%
|
427.36
+22.95%
|
347.59
+95.07%
|
178.19
-25.22%
|
238.29
-64.12%
|
664.17
+236.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|