ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
SET · ธนาคาร
110.00
2.00 (1.79%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้น เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยสุดทธิส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่เกิดจากธุรกิจตลาดทุนที่มีผลการดําเนินงานที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.1 จากปี 2563 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจ Private Wealth Management ตามการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้ คําแนะนําการลงทุน
ไตรมาส 4 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่ ลดลงร้อยละ 23.9 จากจํานวน 2,077 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 4/2563 สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมที่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี นอกจากนี้ในระหว่าง ไตรมาส 4/2564 ธนาคารได้มีการปรับสํารองพิเศษ (Management Overlay) บางส่วนที่เคยตั้งไว้แล้วไปเป็นสํารองตามโมเดลการ วัดมูลค่าผลขาดทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามการจัดชั้นสินเชื่อเชิงคุณภาพ และได้มีการพิจารณาตั้งสํารองพิเศษ (Management Overlay) เพิ่มเติมสําหรับไตรมาส 4/2564 เป็นจํานวนรวม 928 ล้านบาท โดยเป็นการตั้งเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก มาตรการช่วยเหลือทางการเงินจากสถานการณ์การแพร่ระบาด
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=22493 out_tok=3038 at=2026-07-25T18:59:41 -->
# KKP กำไร Q3/66 ดิ่ง 38.5% สวนทางรายได้ดอกเบี้ยโตแรง เหตุตั้งสำรองฯพุ่ง
## ฝ่ายจัดการ KKP ชี้กำไรสุทธิไตรมาส 3/2566 ลดลง 38.5% YoY เป็นผลจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสูงขึ้น และผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย ขณะที่รายได้รวมจากการดำเนินงานยังเติบโตได้ 9.4%
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,281 ล้านบาท ลดลง 38.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจากการดำเนินงานจะเติบโต 9.4% โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 25.4% แต่ถูกหักล้างด้วยการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่สูงขึ้น 54.0% และผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำกำไรสุทธิของ KKP ในไตรมาส 3/2566 ปรับลดลง 38.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ **การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 54.0%** และ **ผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายที่เพิ่มขึ้นถึง 233.3%** ซึ่งปัจจัยทั้งสองนี้ส่งผลกระทบต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ให้ลดลงถึง 43.1% แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเติบโตได้ดีถึง 25.4%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **การตั้งสำรอง ECL ที่สูงขึ้น:** ฝ่ายจัดการระบุว่า การตั้งสำรองที่สูงขึ้นนี้เป็นไปเพื่อรองรับคุณภาพของสินเชื่อภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวเฉพาะส่วน และการแข่งขันในตลาดที่ปรับตัวรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับปริมาณการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นในระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ขยายตัว
* **ผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายที่เพิ่มขึ้น:** สาเหตุหลักมาจากผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 280.3% ซึ่งเป็นผลจากปริมาณการขายรถยึดที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อเช่าซื้อในอดีต และการบริหารจัดการปริมาณรถยึดคงค้างอย่างเชิงรุกของธนาคารเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่องในบางส่วน แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด**
* **การตั้งสำรอง ECL:** แม้ว่าผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) จะปรับลดลง 10.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) แต่เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ยังคงปรับเพิ่มขึ้น 54.0% ซึ่งสะท้อนถึงความระมัดระวังของธนาคารในการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน การที่ธนาคารยังคงเน้นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและติดตามคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิด บ่งชี้ว่าการตั้งสำรองอาจยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปหากสภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
* **ผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย:** การที่ผลขาดทุนจากการขายรถยึดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนั้น เป็นผลมาจากการบริหารจัดการสินทรัพย์รอการขายเชิงรุก ซึ่งอาจเกิดขึ้นต่อเนื่องหากธนาคารยังคงดำเนินนโยบายนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม หากปริมาณสินเชื่อเช่าซื้อที่ปล่อยใหม่มีคุณภาพดีขึ้นในอนาคต อาจช่วยลดแรงกดดันในส่วนนี้ได้
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/66 อยู่ที่ 1,281 ล้านบาท ลดลง 38.5% YoY** และ 9.1% QoQ
* **รายได้รวมจากการดำเนินงานเติบโต 9.4% YoY** มาอยู่ที่ 7,444 ล้านบาท
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 25.4% YoY** แตะ 5,988 ล้านบาท จากการขยายตัวของสินเชื่อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
* **รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 28.2% YoY** อยู่ที่ 1,456 ล้านบาท โดยหลักจากรายได้ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลงตามสภาวะตลาดทุน
* **ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้น 54.0% YoY** อยู่ที่ 1,678 ล้านบาท
* **ผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย (ส่วนใหญ่คือรถยึด) เพิ่มขึ้น 233.3% YoY** อยู่ที่ 1,344 ล้านบาท
* **อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.5%** ลดลงเล็กน้อยจาก 3.6% ในไตรมาสก่อน
* **อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 145.3%** ปรับเพิ่มขึ้นจาก 143.1% ในไตรมาสก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3/2566 KKP มีกำไรสุทธิ 1,281 ล้านบาท ลดลง 38.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2565 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้น 54.0% และผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายที่เพิ่มขึ้น 233.3% อย่างไรก็ตาม รายได้รวมจากการดำเนินงานยังคงเติบโตได้ 9.4% เป็น 7,444 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 25.4% จากการขยายตัวของสินเชื่อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับลดลง 28.2% เนื่องจากสภาวะตลาดทุนที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน
สำหรับงวดเก้าเดือนปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 4,774 ล้านบาท ลดลง 22.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยคล้ายคลึงกันคือ ECL ที่เพิ่มขึ้น 56.8% และผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายที่เพิ่มขึ้น 280.3% แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเติบโตได้ 23.4%
## โอกาส
* **การเติบโตของสินเชื่อ:** แม้จะชะลอตัวลงตามแผน แต่สินเชื่อรวมยังคงเติบโต 6.0% YTD โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ (สินเชื่อบุคคล, Micro SMEs, ที่อยู่อาศัย) ที่เติบโตได้ดี 14.7% YTD และสินเชื่อบรรษัทที่เติบโต 9.1% YTD
* **การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์:** ธนาคารมีการติดตามและบริหารจัดการสินเชื่อที่มีการด้อยค่าอย่างใกล้ชิด รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้และการตัดหนี้สูญ ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบในระยะยาว
* **ธุรกิจตลาดทุน:** แม้รายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์จะลดลง แต่ KKP ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ที่ 20.7% และธุรกิจวานิชธนกิจยังคงสร้างรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ได้
## ความเสี่ยง
* **คุณภาพสินทรัพย์:** สภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเฉพาะส่วนและการแข่งขันที่รุนแรงยังคงเป็นปัจจัยกดดันคุณภาพสินเชื่อ ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรอง ECL ในระดับสูง
* **สภาวะตลาดทุน:** ความไม่แน่นอนของตลาดทุนส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน
* **ผลขาดทุนจากทรัพย์สินรอการขาย:** การบริหารจัดการรถยึดที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้มีผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบต่อผลกำไรในระยะสั้น
* **อัตราดอกเบี้ย:** แม้รายได้ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนทางการเงินก็ปรับสูงขึ้นตามภาวะดอกเบี้ยในตลาด รวมถึงการปรับเพิ่มขึ้นของเงินสมทบ FIDF
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มการตั้งสำรอง ECL ในไตรมาสถัดไป และคุณภาพสินเชื่อที่ปล่อยใหม่
* ผลกระทบของสภาวะตลาดทุนต่อรายได้ค่าธรรมเนียมและกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน
* การบริหารจัดการและผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย (โดยเฉพาะรถยึด)
* ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายและผลกระทบต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM)
* การเติบโตของสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ และสินเชื่อบรรษัท
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
* **NIM:** ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อยู่ที่ 5.1% ลดลงจาก 5.3% ในปีก่อน แม้ว่าอัตราผลตอบแทนสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.1% จาก 6.4% ตามดอกเบี้ยนโยบาย แต่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายก็ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.0% จาก 1.2% ปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของเงินรับฝากและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
* **NII/Non-NII:** รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เติบโตแข็งแกร่ง 25.4% YoY แต่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) หดตัว 28.2% YoY โดยเฉพาะรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลดลงตามมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ลดลง 27.8% YoY
* **NPL:** อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.5% ลดลงเล็กน้อยจาก 3.6% ในไตรมาสก่อนหน้า
* **Coverage:** อัตราส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Coverage Ratio) อยู่ที่ 145.3% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 143.1% ในไตรมาสก่อน สะท้อนความแข็งแกร่งของเงินสำรอง
* **Credit Cost:** Credit Cost (ECL และขาดทุนจากการขายรถยึด) อยู่ที่ 3.32% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพิ่มขึ้นจาก 1.90% ในปีก่อน
* **CAR/Basel:** อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 16.43% (รวมกำไรครึ่งแรกปี 66) และ 16.60% (รวมกำไร Q3/66) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธปท. อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานะเงินกองทุน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3/2566 ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 553,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินให้สินเชื่อและรายการระหว่างธนาคาร ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 493,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% จากสิ้นปี 2565 โดยมีเงินรับฝากเพิ่มขึ้น 5.6% เป็น 350,042 ล้านบาท อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝากและเงินกู้ยืม (Loan to Deposit Ratio) อยู่ที่ 96.4% ทรงตัวจากสิ้นปี 2565
## สรุปท้าย
KKP เผชิญแรงกดดันด้านกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2566 จากการตั้งสำรอง ECL ที่สูงขึ้นและการขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเติบโตได้ดีจากสินเชื่อที่ขยายตัวและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุกและการรักษาเสถียรภาพของ NPL Ratio รวมถึงการมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ยังเป็นปัจจัยบวกที่ต้องจับตาควบคู่ไปกับความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุนที่ยังคงผันผวน
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KKP ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
6,602.28
ล้านบาท
↓ 3.1% YoY
กำไรขั้นต้น
20,898.83
ล้านบาท
↓ 6.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
316.54
%
กำไรสุทธิ
1,772.01
ล้านบาท
↑ 26.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
26.84
%
D/E Ratio
6.49
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
6,602
↓ -3.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
20,899
↓ -6.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,772
↑ + 26.1%
YoY
D/E Ratio
6.49
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KKP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
6.49
ROE (%)
9.26
ROA (%)
3.34
Book Value/หุ้น
81.52
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KKP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-20,143
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+6,315
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท