ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
SET · ธนาคาร
110.00
2.00 (1.79%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้น เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยสุดทธิส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่เกิดจากธุรกิจตลาดทุนที่มีผลการดําเนินงานที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.1 จากปี 2563 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจ Private Wealth Management ตามการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้ คําแนะนําการลงทุน
ไตรมาส 4 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่ ลดลงร้อยละ 23.9 จากจํานวน 2,077 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 4/2563 สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมที่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี นอกจากนี้ในระหว่าง ไตรมาส 4/2564 ธนาคารได้มีการปรับสํารองพิเศษ (Management Overlay) บางส่วนที่เคยตั้งไว้แล้วไปเป็นสํารองตามโมเดลการ วัดมูลค่าผลขาดทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามการจัดชั้นสินเชื่อเชิงคุณภาพ และได้มีการพิจารณาตั้งสํารองพิเศษ (Management Overlay) เพิ่มเติมสําหรับไตรมาส 4/2564 เป็นจํานวนรวม 928 ล้านบาท โดยเป็นการตั้งเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก มาตรการช่วยเหลือทางการเงินจากสถานการณ์การแพร่ระบาด
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=34580 out_tok=2979 at=2026-07-25T07:05:01 -->
# KKP กำไร Q2/66 ลดลง 30.7% YoY รับผลสำรองฯ พุ่ง-ขายสินทรัพย์รอการขาย
## รายได้รวมแกร่ง แต่สำรองฯ-ขาดทุนสินทรัพย์กดดันกำไรสุทธิ
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,408 ล้านบาท ลดลง 30.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจากการดำเนินงานจะเติบโตได้ดี แต่การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย เป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลกำไร
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ KKP ในไตรมาส 2/2566 ปรับลดลง 30.7% YoY มาอยู่ที่ 1,408 ล้านบาท มาจาก **การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) และผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย** ซึ่งหักล้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของรายได้จากการดำเนินงาน
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ECL ที่เพิ่มขึ้น:** ฝ่ายจัดการระบุว่า การตั้งสำรอง ECL ที่เพิ่มขึ้น 131.2% YoY เป็นผลมาจากการขยายตัวของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกเพื่อรองรับคุณภาพสินเชื่อภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวเฉพาะส่วนและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดย Credit Cost (ECL + ขาดทุนจากการขายรถยึด) ไม่รวมการปรับสำรองส่วนเกิน อยู่ที่ 2.99% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย เพิ่มขึ้นจาก 1.47% ใน Q2/2565
* **ผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย:** ส่วนนี้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ Q2/2565 โดยเฉพาะจากผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของสินเชื่อเช่าซื้อในอดีต
แม้ว่ารายได้รวมจากการดำเนินงานจะเติบโตได้ดีถึง 20.8% YoY โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 23.4% ตามปริมาณสินเชื่อและการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 13.7% จากธุรกิจตลาดทุนและธุรกิจวานิชธนกิจ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากรายการที่กล่าวมาข้างต้นได้
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม**
* **ECL:** ฝ่ายจัดการระบุว่าได้ดำเนินการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในคุณภาพสินเชื่อที่ปล่อยใหม่ รวมถึงมีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ 143.1% ซึ่งถือว่าสูง อย่างไรก็ตาม สภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวเฉพาะส่วนและการแข่งขันที่รุนแรงยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา ซึ่งอาจส่งผลต่อการตั้งสำรองในอนาคต
* **ทรัพย์สินรอการขาย:** ผลขาดทุนส่วนนี้มีลักษณะเป็นครั้งคราว ขึ้นอยู่กับปริมาณการขายรถยึดและอสังหาริมทรัพย์รอการขาย ซึ่งธนาคารพยายามบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 30.7% YoY อยู่ที่ 1,408 ล้านบาท** และครึ่งแรกปี 66 ลดลง 14.6% YoY อยู่ที่ 3,493 ล้านบาท
* **รายได้รวมจากการดำเนินงานเติบโต 20.8% YoY** ใน Q2/66 และ 14.1% YoY ในครึ่งแรกปี 66
* **ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้น 131.2% YoY** ใน Q2/66 และ 58.4% YoY ในครึ่งแรกปี 66
* **ผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายเพิ่มขึ้นมาก** โดยเฉพาะจากรถยึด
* **NIM ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย** เป็น 5.3% ใน Q2/66 จาก 5.2% ใน Q2/65
* **NPL ratio ปรับเพิ่มขึ้น** เป็น 3.6% ณ สิ้น Q2/66 จาก 3.3% ณ สิ้นปี 65
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2/2566 KKP มีกำไรสุทธิ 1,408 ล้านบาท ลดลง 30.7% YoY ขณะที่กำไรเบ็ดเสร็จรวมอยู่ที่ 1,311 ล้านบาท ลดลง 28.2% YoY สำหรับงวดครึ่งแรกปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 3,493 ล้านบาท ลดลง 14.6% YoY และกำไรเบ็ดเสร็จรวมอยู่ที่ 3,450 ล้านบาท ลดลง 8.7% YoY
รายได้รวมจากการดำเนินงานใน Q2/66 แข็งแกร่ง เติบโต 20.8% YoY เป็น 7,423 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 23.4% YoY จากการขยายตัวของสินเชื่อและการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 13.7% YoY จากธุรกิจตลาดทุนและวานิชธนกิจ
อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรอง ECL ที่เพิ่มขึ้น 131.2% YoY เป็น 1,878 ล้านบาท และผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับลดลง
สำหรับงวดครึ่งแรกปี 2566 รายได้รวมจากการดำเนินงานเติบโต 14.1% YoY เป็น 14,364 ล้านบาท โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 22.4% YoY แต่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 5.0% YoY จากสภาวะตลาดทุนที่ยังไม่เอื้ออำนวย การตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น 58.4% YoY เป็น 2,975 ล้านบาท และผลขาดทุนจากทรัพย์สินรอการขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิและกำไรเบ็ดเสร็จรวมลดลง
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย:** การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่องและการบริโภคภาคเอกชนที่เริ่มขยายตัว เป็นปัจจัยบวกต่อภาคธุรกิจ
* **การเติบโตของสินเชื่อ:** ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่อในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและมีคุณภาพดี โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ ที่เติบโตได้ดี
* **ธุรกิจตลาดทุน:** แม้สภาวะตลาดทุนยังผันผวน แต่ KKP ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นอันดับ 1 และมีรายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจที่ปรับเพิ่มขึ้น
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้สุทธิ (Efficiency Ratio) ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี โดยปรับลดลงมาอยู่ที่ 37.8% ใน Q2/66
## ความเสี่ยง
* **สภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว:** ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย และอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจ
* **การแข่งขันที่รุนแรง:** ในภาคธุรกิจธนาคารและตลาดทุน อาจกดดันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
* **ความผันผวนของตลาดทุน:** ส่งผลกระทบต่อรายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และธุรกิจวานิชธนกิจ
* **ความเสี่ยงด้านเครดิต:** แม้ธนาคารจะบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด แต่สภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวเฉพาะส่วนอาจส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อในอนาคต
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการตั้งสำรอง ECL:** การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์และแนวโน้มการตั้งสำรองในไตรมาสถัดไป
* **การเติบโตของสินเชื่อ:** การขยายตัวของสินเชื่อในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีคุณภาพดี
* **ผลประกอบการธุรกิจตลาดทุน:** ความสามารถในการสร้างรายได้ท่ามกลางความผันผวนของตลาด
* **การบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย:** แนวโน้มผลขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย
* **ทิศทางอัตราดอกเบี้ย:** ผลกระทบต่อ NIM และต้นทุนทางการเงิน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
**ธุรกิจธนาคารพาณิชย์:**
* **สินเชื่อ:** สินเชื่อรวม (ไม่รวม POCI) เติบโต 5.6% YTD เป็น 399,851 ล้านบาท โดยสินเชื่อรายย่อยเติบโต 5.6% YTD เป็น 270,024 ล้านบาท โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ ที่เติบโต 9.8% YTD สินเชื่อธุรกิจเติบโต 7.9% YTD เป็น 64,205 ล้านบาท โดยสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตโดดเด่น 18.4% YTD สินเชื่อบรรษัทเติบโต 4.0% YTD เป็น 53,876 ล้านบาท
* **คุณภาพสินเชื่อ:** สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) เพิ่มขึ้นเป็น 3.6% ณ สิ้น Q2/66 จาก 3.3% ณ สิ้นปี 65 โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อบรรษัท
* **NIM:** ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อยู่ที่ 5.3% ใน Q2/66 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 5.2% ใน Q2/65 โดยอัตราผลตอบแทนสินเชื่ออยู่ที่ 7.1% และต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ 1.8%
* **เงินฝาก:** เงินรับฝากรวม 333,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% YTD โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินฝากประจำ ขณะที่เงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ลดลง
**ธุรกิจตลาดทุน:**
* **นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์:** KKP ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ที่ 18.2% รายได้ค่านายหน้าอยู่ที่ 353 ล้านบาทใน Q2/66
* **วานิชธนกิจ:** รายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจรวม 110 ล้านบาทใน Q2/66
* **การลงทุน:** ผลกำไรจากธุรกิจลงทุนรวม 400 ล้านบาทใน Q2/66
* **จัดการกองทุน:** มีทรัพย์สินภายใต้การจัดการ (AUM) กองทุนรวม 114,816 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 20,104 ล้านบาท รายได้ค่าธรรมเนียมรวม 218 ล้านบาทใน Q2/66
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ สิ้น Q2/66 อยู่ที่ 530,508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% YTD จากสิ้นปี 65 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินให้สินเชื่อและรายการระหว่างธนาคาร
* **หนี้สินรวม:** ณ สิ้น Q2/66 อยู่ที่ 470,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% YTD โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม
* **เงินกองทุน:** BIS Ratio อยู่ที่ 15.98% (รวมกำไรถึงสิ้นปี 65) และ Tier 1 Ratio อยู่ที่ 12.88% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท.
## สรุปท้าย
KKP ในไตรมาส 2/2566 เผชิญแรงกดดันจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและผลขาดทุนจากทรัพย์สินรอการขายที่เพิ่มขึ้น แม้รายได้รวมจะเติบโตได้ดี แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมีฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มการตั้งสำรอง ECL และการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย รวมถึงการเติบโตของสินเชื่อในกลุ่มที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนที่ดี เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KKP ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
6,602.28
ล้านบาท
↓ 3.1% YoY
กำไรขั้นต้น
20,898.83
ล้านบาท
↓ 6.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
316.54
%
กำไรสุทธิ
1,772.01
ล้านบาท
↑ 26.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
26.84
%
D/E Ratio
6.49
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
6,602
↓ -3.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
20,899
↓ -6.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,772
↑ + 26.1%
YoY
D/E Ratio
6.49
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KKP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
6.49
ROE (%)
9.26
ROA (%)
3.34
Book Value/หุ้น
81.52
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KKP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-20,143
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+6,315
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท