ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
SET · ธนาคาร
110.00
2.00 (1.79%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้น เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยสุดทธิส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่เกิดจากธุรกิจตลาดทุนที่มีผลการดําเนินงานที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.1 จากปี 2563 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจ Private Wealth Management ตามการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้ คําแนะนําการลงทุน
ไตรมาส 4 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่ ลดลงร้อยละ 23.9 จากจํานวน 2,077 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 4/2563 สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมที่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี นอกจากนี้ในระหว่าง ไตรมาส 4/2564 ธนาคารได้มีการปรับสํารองพิเศษ (Management Overlay) บางส่วนที่เคยตั้งไว้แล้วไปเป็นสํารองตามโมเดลการ วัดมูลค่าผลขาดทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามการจัดชั้นสินเชื่อเชิงคุณภาพ และได้มีการพิจารณาตั้งสํารองพิเศษ (Management Overlay) เพิ่มเติมสําหรับไตรมาส 4/2564 เป็นจํานวนรวม 928 ล้านบาท โดยเป็นการตั้งเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก มาตรการช่วยเหลือทางการเงินจากสถานการณ์การแพร่ระบาด
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=22217 out_tok=2703 at=2026-07-27T10:26:08 -->
# KKP กำไร Q2/64 โต 14.4% รับรายได้ดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมหนุน
## รายได้ดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมโตต่อเนื่อง ดันกำไร KKP ไตรมาส 2/64 เพิ่มขึ้น 14.4% YoY
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 1,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เติบโต 5.0% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 56.9% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานยังคงบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้สุทธิลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ KKP ในไตรมาส 2/2564 ให้เติบโต 14.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจาก **การเติบโตที่แข็งแกร่งของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income)** ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 56.9% YoY ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) ที่ 5.0% YoY แม้ว่าธนาคารจะยังคงตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในระดับสูงถึง 1,378 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โควิด-19
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมาจากหลายส่วน โดยเฉพาะ **รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้นถึง 82.5%** ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ตามปริมาณการซื้อขายที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงรายได้จากธุรกิจ Private Wealth Management และธุรกิจวานิชธนกิจที่กลับมาคึกคักตามกิจกรรมในตลาดทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ รายได้จากธุรกิจค่านายหน้าขายประกันก็ปรับเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของสินเชื่อ
ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 5.0% มาจากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 28.2% แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยจะลดลงเล็กน้อย 3.9% จากการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยรวมถึงการปรับพอร์ตสินเชื่อไปสู่สินเชื่อที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่การบริหารต้นทุนที่ดียังคงส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเติบโตได้
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เนื่องจากกิจกรรมในตลาดทุนมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง และ KKP มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจ Private Wealth Management และวานิชธนกิจที่ยังคงมีศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรอง ECL ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอาจเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา เนื่องจากยังคงต้องพิจารณาตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q2/64 เท่ากับ 1,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% YoY**
* **รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income) เติบโตโดดเด่น 56.9% YoY** โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้น 82.5%
* **รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) เพิ่มขึ้น 5.0% YoY** จากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ
* **ตั้งสำรอง ECL สูง 1,378 ล้านบาท** เพิ่มขึ้น 85.2% YoY เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
* **สินเชื่อรวมเติบโต 6.6% YTD** โดยหลักจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบรรษัท
* **คุณภาพสินเชื่อ:** NPL Ratio อยู่ที่ 3.4% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.2% ในไตรมาสก่อนหน้า และมี Coverage Ratio ที่ 160.1%
* **ธุรกิจตลาดทุน:** บล.เกียรตินาคินภัทรมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ที่ 12.10%
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2/2564 KKP มีกำไรสุทธิ 1,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% YoY และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวม 1,807 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 5.0% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 56.9% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานควบคุมได้ดี ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้สุทธิลดลงเหลือ 39.2% อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงตั้งสำรอง ECL ในระดับสูงที่ 1,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.2% YoY เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โควิด-19
สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,817 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% YoY และกำไรเบ็ดเสร็จรวมอยู่ที่ 3,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.5% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 6.6% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 13.2% รวมถึงการลดลงของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินรอการขาย
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของตลาดทุน:** กิจกรรมในตลาดทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์, วานิชธนกิจ และ Private Wealth Management
* **การเติบโตของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์:** การอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่และรถยนต์ใช้แล้วเพิ่มขึ้น 47.7% YoY สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์
* **การขยายฐานลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อ:** ธนาคารขยายฐานไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี ส่งผลให้อัตราส่วนการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ต่อยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้น
* **การบริหารต้นทุนทางการเงิน:** การบริหารต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง 28.2% YoY ช่วยหนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
## ความเสี่ยง
* **สถานการณ์โควิด-19:** การระบาดระลอกใหม่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และอาจส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อในระยะต่อไป
* **การตั้งสำรอง ECL ที่สูง:** ธนาคารยังคงตั้งสำรอง ECL ในระดับสูง ซึ่งอาจกดดันกำไรในอนาคตหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
* **คุณภาพสินเชื่อ:** NPL Ratio ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.4% โดยเฉพาะในส่วนของสินเชื่อรายย่อย
* **ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ:** ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยจากปัจจัยต่างๆ เช่น การกระจายวัคซีนล่าช้า ความกังวลต่อประสิทธิภาพวัคซีน และสถานการณ์การเมือง
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการตั้งสำรอง ECL:** การบริหารจัดการสำรองส่วนเกิน (Management Overlay) และการตั้งสำรองพิเศษจะส่งผลต่อกำไรในอนาคต
* **คุณภาพสินเชื่อ:** การติดตาม NPL Ratio และการบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจ
* **การเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย:** การรักษาโมเมนตัมการเติบโตของธุรกิจตลาดทุน โดยเฉพาะธุรกิจนายหน้า, วานิชธนกิจ และ Private Wealth Management
* **การขยายสินเชื่อ:** การเติบโตของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์, สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบรรษัท ควบคู่กับการรักษาคุณภาพสินเชื่อ
* **ผลกระทบจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้:** การติดตามผลกระทบของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากธนาคารแห่งประเทศไทยและภาครัฐ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
**ธุรกิจธนาคารพาณิชย์:**
* **สินเชื่อรวม:** เติบโต 6.6% YTD โดยมีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์, สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบรรษัท เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
* **สินเชื่อรายย่อย:** เติบโต 9.5% YTD โดยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เติบโต 9.4% และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเติบโต 16.3%
* **สินเชื่อธุรกิจ:** หดตัว 4.1% YTD โดยสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หดตัว 8.9% ขณะที่สินเชื่อ SME เติบโตเล็กน้อย 0.3%
* **คุณภาพสินเชื่อ:** NPL Ratio อยู่ที่ 3.4% เพิ่มขึ้นจาก 3.2% ณ สิ้นไตรมาสก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายย่อย
* **การตั้งสำรอง:** ตั้งสำรอง ECL สูง 1,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.2% YoY โดยมี Management Overlay จำนวน 824 ล้านบาท
**ธุรกิจตลาดทุน:**
* **ธุรกิจนายหน้า:** ส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ที่ 12.10% รายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้นตามปริมาณการซื้อขาย
* **ธุรกิจวานิชธนกิจ:** รายได้รวม 393 ล้านบาท เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมตลาดทุน
* **ธุรกิจการลงทุน:** มีกำไรจากการลงทุนรวม 626 ล้านบาท
* **ธุรกิจจัดการกองทุน:** สินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) กองทุนรวม 81,310 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 14,392 ล้านบาท
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2/2564 ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 390,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% จากสิ้นปี 2563 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินให้สินเชื่อ หนี้สินรวมอยู่ที่ 342,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.0% จากสิ้นปี 2563 โดยมีเงินรับฝาก 249,259 ล้านบาท และตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม 42,855 ล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 18.08% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
## สรุปท้าย
KKP โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2564 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเป็นพระเอกสำคัญจากการฟื้นตัวของธุรกิจตลาดทุน ประกอบกับการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรอง ECL ในระดับสูงยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและคุณภาพสินเชื่อเป็นหลัก
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KKP ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
6,602.28
ล้านบาท
↓ 3.1% YoY
กำไรขั้นต้น
20,898.83
ล้านบาท
↓ 6.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
316.54
%
กำไรสุทธิ
1,772.01
ล้านบาท
↑ 26.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
26.84
%
D/E Ratio
6.49
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
6,602
↓ -3.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
20,899
↓ -6.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,772
↑ + 26.1%
YoY
D/E Ratio
6.49
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KKP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
6.49
ROE (%)
9.26
ROA (%)
3.34
Book Value/หุ้น
81.52
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KKP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-20,143
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+6,315
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท