บริษัท เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET · ขนส่งและโลจิสติกส์
0.52
+0.02 (+0.00%)
สรุปสั้น
มีรายได้จากการขายและการให้บริการที่ 18,917 ล้านบาท ปรับตัว ลดลงเล็กน้อยคิดเป็นร้อยละ 4.4 จากปีก่อนหน้าที่ 19,782 ล้านบาท โดยเป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) และเป็นไปตามกลยุทธ์การปรับ ลดราคาเชิงรุกของบริษัทฯ เพื่อเข้าถึงตลาดทุนส่งแบบประหยัด
แม้รายได้จากการขายและการให้บริการจะลดลง แต่กําไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ และกําไรสุทธิปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นที่ร้อยละ 10.1 และ 5.8 จากปีก่อนหน้าตามลําดับ ซึ่งเป็นผล จากต้นทุนที่ลดน้อยลง โดยมีสาเหตุจากมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการดําเนินงานและการลดค่าใช้จ่าย
ณ ปัจจุบัน ความสามารถคัดแยกพัสดุสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านชิ้นต่อวัน โดยมีการคัดแยกพัสดุเฉลี่ยที่ประมาณ 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน และมีปริมาณการจัดส่งทั้งหมดเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 7.3 จากปีก่อนหน้า
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=8316 out_tok=2969 at=2026-07-25T18:55:52 -->
# KEX Q1/2566 กำไรสุทธิหด 60% รับปริมาณพัสดุวูบ-ต้นทุนพุ่ง
## รายได้-กำไรทรุดหนักจากอุปสงค์ชะลอ-ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น ฝ่ายบริหารเร่งปรับโครงสร้างรับมือ
บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 787.5 ล้านบาท ลดลง 60.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายและให้บริการ 3,130.6 ล้านบาท ลดลง 29.1% YoY ขณะที่ต้นทุนขายและบริการยังคงสูง กดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นติดลบต่อเนื่อง ฝ่ายบริหารชี้ปัจจัยหลักมาจากปริมาณการจัดส่งพัสดุที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญตามภาวะเศรษฐกิจและการบริโภคที่ชะลอตัว รวมถึงต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้นจากการลดลงของการประหยัดต่อขนาด แม้จะมีการปรับขึ้นราคาค่าบริการและดำเนินมาตรการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องก็ตาม
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ KEX ในไตรมาส 1/2566 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คือ **ปริมาณการจัดส่งพัสดุที่ลดลงอย่างรุนแรง** ส่งผลให้รายได้จากการขายและให้บริการหดตัว 29.1% YoY และ **ต้นทุนต่อหน่วยที่ปรับตัวสูงขึ้น** เนื่องจากการลดลงของการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) แม้ว่าราคาค่าบริการต่อหน่วยจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้กำไรขั้นต้นติดลบถึง -19.0% และส่งผลต่อเนื่องให้ขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 60.4% YoY เป็น 787.5 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ปริมาณการจัดส่งพัสดุที่ลดลงมีสาเหตุหลักมาจาก **การชะลอตัวของอุปสงค์** อันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สดใส การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัว และการค้าปลีกทางออนไลน์ที่ลดลงหลังการเปิดประเทศ ซึ่งทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปซื้อสินค้าหน้าร้านมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาคุณภาพการให้บริการในช่วงแคมเปญปลายปี 2565 ยังส่งผลให้สูญเสียลูกค้าบางส่วนไปในช่วงต้นปี 2566 เมื่อปริมาณการจัดส่งลดลง การประหยัดต่อขนาดจึงลดลง ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น แม้ KEX จะดำเนินมาตรการลดต้นทุน (LEAN Programme) และควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างเข้มงวด รวมถึงปรับขึ้นราคาค่าบริการตามกลยุทธ์ Market Segmentation แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากปริมาณที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้นได้
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่มีปัจจัยที่ต้องติดตาม** ฝ่ายบริหารระบุว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัวยังคงเป็นความท้าทาย อย่างไรก็ตาม KEX กำลังเร่งปรับปรุงเครือข่ายและระบบปฏิบัติการครั้งใหญ่ โดยนำ Best Practices ของ SF Express มาใช้ รวมถึงการลงทุนในระบบอัตโนมัติและดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าลดผลขาดทุนจากการดำเนินงานลง และกลับมามีกำไรจากการดำเนินงานรายเดือนภายในปี 2567 ซึ่งบ่งชี้ว่าฝ่ายบริหารคาดว่าสถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น แต่การกลับมาทำกำไรได้นั้นขึ้นอยู่กับความสำเร็จของแผนการปรับโครงสร้างและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิ 787.5 ล้านบาท:** ลดลง 60.4% YoY จากช่วงเดียวกันปีก่อน
* **รายได้ 3,130.6 ล้านบาท:** ลดลง 29.1% YoY และ 23.4% QoQ
* **ปริมาณพัสดุลดลง 26.0% QoQ:** เป็นผลจาก Low season, เศรษฐกิจชะลอตัว และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน
* **ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น:** จากการลดลงของการประหยัดต่อขนาด แม้จะมีการลดต้นทุนและปรับราคา
* **แผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่:** นำ Best Practices ของ SF Express มาใช้, ลงทุนระบบอัตโนมัติ-ดิจิทัล
* **เป้าหมายกลับมามีกำไร:** ตั้งเป้ามีกำไรจากการดำเนินงานรายเดือนภายในปี 2567
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1 ปี 2566 บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX รายงานผลประกอบการที่เผชิญความท้าทายอย่างมาก โดยมีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 3,130.6 ล้านบาท ลดลง 29.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2565 และลดลง 23.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2565 การลดลงของรายได้นี้สอดคล้องกับการหดตัวของปริมาณการจัดส่งพัสดุที่ลดลงถึง 26.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค แม้ว่าบริษัทจะมีการปรับขึ้นราคาค่าบริการต่อหน่วยเล็กน้อย แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนขายและบริการที่สูงขึ้น ซึ่งรวมเป็น 3,724.2 ล้านบาท ลดลง 19.6% YoY แต่ลดลงน้อยกว่ารายได้ ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนขั้นต้นถึง 593.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ -19.0% ซึ่งแย่ลงกว่าปีก่อนที่ -4.9% และไตรมาสก่อนหน้าที่ -12.7% เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง 9.9% YoY เป็น 387.6 ล้านบาท จากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด แต่ก็ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ให้กลับมามีกำไรได้ ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิส่วนของผู้เป็นเจ้าของบริษัทเพิ่มขึ้น 60.4% YoY เป็น 787.5 ล้านบาท
## โอกาส
* **การปรับกลยุทธ์ Market Segmentation:** มุ่งเน้นขยายตลาดระดับกลางถึงบนและบริการระดับพรีเมียม เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหน่วยและผลตอบแทน
* **การลดการพึ่งพา E-commerce Platform:** กระจายความเสี่ยงและลดแรงกดดันด้านราคาจากการแข่งขัน
* **การปรับปรุงเครือข่ายและระบบปฏิบัติการ:** การนำ Best Practices ของ SF Express มาใช้, การลงทุนในระบบอัตโนมัติและดิจิทัล คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว
* **การร่วมทุนในบริษัท ไฮฟ์บ็อกซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด:** การให้บริการตู้ล็อคเกอร์อัจฉริยะ เป็นการขยายช่องทางการให้บริการและสร้างรายได้ใหม่
* **การสนับสนุนทางการเงินจากผู้ถือหุ้นใหญ่:** การได้รับเงินกู้ยืมระยะสั้นวงเงิน 1,500 ล้านบาท จาก KLN Logistics จะช่วยเสริมสภาพคล่องและสนับสนุนการลงทุน
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง:** ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของธุรกิจจัดส่งพัสดุ
* **การแข่งขันด้านราคาในอุตสาหกรรม:** แม้จะมีการแข่งขันที่ลดลงในบางช่วง แต่การแข่งขันด้านราคายังคงเป็นปัจจัยกดดันความสามารถในการทำกำไร
* **ต้นทุนแรงงานที่ตึงตัว:** การเปิดประเทศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดแรงงานตึงตัวและอาจกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน
* **ความล่าช้าในการปรับปรุงประสิทธิภาพ:** หากแผนการปรับโครงสร้างและพัฒนาระบบไม่เป็นไปตามเป้า อาจส่งผลให้การกลับมาทำกำไรล่าช้ากว่าที่คาดการณ์
* **การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค:** การหันไปซื้อสินค้าหน้าร้านมากขึ้นหลังเปิดประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการจัดส่งพัสดุทางออนไลน์ในระยะยาว
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความคืบหน้าของแผน LEAN Programme และการปรับโครงสร้างเครือข่าย:** ประสิทธิภาพในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
* **แนวโน้มปริมาณการจัดส่งพัสดุ:** การฟื้นตัวของอุปสงค์และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
* **การปรับขึ้นราคาค่าบริการและการตอบรับจากลูกค้า:** ความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มรายได้ต่อหน่วย
* **ความคืบหน้าของการลงทุนในระบบอัตโนมัติและดิจิทัล:** ผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานและต้นทุน
* **ผลประกอบการรายไตรมาส:** การลดลงของผลขาดทุนและการเข้าใกล้เป้าหมายการกลับมามีกำไรในปี 2567
* **การขยายบริการตู้ล็อคเกอร์อัจฉริยะ (HiveBox):** ศักยภาพในการสร้างรายได้ใหม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**รายได้และปริมาณพัสดุ:** รายได้จากการขายและการให้บริการลดลง 29.1% YoY เป็น 3,130.6 ล้านบาท และปริมาณการจัดส่งพัสดุลดลง 26.0% QoQ โดยมีสัดส่วนลูกค้า C2C อยู่ที่ 48%, B2C 50% และ B2B 2% ในไตรมาส 1/2566 ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากปีก่อนที่ B2C มีสัดส่วนสูงกว่า การลดลงนี้สะท้อนถึงอุปสงค์ที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่ลดลงในตลาด
**ต้นทุนและอัตรากำไร:** ต้นทุนขายและบริการลดลง 19.6% YoY เป็น 3,724.2 ล้านบาท แต่ลดลงน้อยกว่ารายได้ ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นติดลบต่อเนื่องที่ -19.0% แม้จะมีการดำเนินมาตรการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง แต่การลดลงของการประหยัดต่อขนาดเป็นปัจจัยกดดันหลัก
**ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** ลดลง 9.9% YoY เป็น 387.6 ล้านบาท จากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด
**การลงทุนใหม่:** บริษัทได้ลงทุน 18.0 ล้านบาท ในบริษัท ไฮฟ์บ็อกซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อให้บริการตู้ล็อคเกอร์อัจฉริยะ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในไตรมาส 2/2566
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 1/2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 10,386.0 ล้านบาท ลดลง 14.1% จากสิ้นปี 2565 โดยเงินสดและเงินลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินที่มีสภาพคล่องลดลง 40.4% มาอยู่ที่ 1,764.5 ล้านบาท เนื่องจากการใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงานและการชำระหนี้สินตามสัญญาเช่า สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่าลดลงจากการสิ้นสุดอายุสัญญาและบางส่วนถูกยกเลิกตามแผน LEAN Programme
หนี้สินรวมอยู่ที่ 4,665.8 ล้านบาท ลดลง 16.6% และส่วนของเจ้าของอยู่ที่ 5,720.3 ล้านบาท ลดลง 12.0% ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.82 เท่า
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบต่อเนื่อง สะท้อนถึงผลขาดทุนจากการดำเนินงาน
## สรุปท้าย
KEX ในไตรมาส 1/2566 เผชิญกับผลประกอบการที่อ่อนแอ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ปริมาณการจัดส่งพัสดุที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ประกอบกับต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้นจากการลดลงของการประหยัดต่อขนาด แม้บริษัทจะมีความพยายามในการปรับกลยุทธ์ Market Segmentation และดำเนินมาตรการลดต้นทุนอย่างเข้มงวด รวมถึงได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวและการแข่งขันในอุตสาหกรรมยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ความสำเร็จของแผนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพา KEX กลับมาสู่การสร้างกำไรได้อีกครั้งภายในปี 2567 ตามเป้าหมายที่วางไว้
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KEX ไตรมาส 1/2566
รายได้รวม
1,822.95
ล้านบาท
↓ 28.4% YoY
กำไรขั้นต้น
-2,231.63
ล้านบาท
↑ 215.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-122.42
%
กำไรสุทธิ
-2,624.79
ล้านบาท
↑ 127.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-143.99
%
D/E Ratio
2.18
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,823
↓ -28.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-2,232
↑ + 215.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-2,625
↑ + 127.1%
YoY
D/E Ratio
2.18
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KEX
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.18
ROE (%)
-234.73
ROA (%)
-59.38
Book Value/หุ้น
0.00
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KEX
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+1,494
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+382
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KEX
| รายการ | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
1,493.79
-15.95%
|
1,777.29
+48.52%
|
1,196.66
-161.02%
|
-1,961.24
-156.74%
|
3,456.74
+85.70%
|
1,861.43
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
381.61
-130.60%
|
-1,247.17
-1,762.89%
|
75.00
-98.41%
|
4,731.86
-1,360.15%
|
-375.50
-75.50%
|
-1,532.78
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
2,550.61
+28.03%
|
1,992.24
+61.75%
|
1,231.71
-58.15%
|
2,943.17
-48.42%
|
5,705.72
+47,447.67%
|
12.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-2,313.26
-191.71%
|
2,522.35
+0.76%
|
2,503.38
-129.77%
|
-8,407.90
-195.69%
|
8,786.96
+2,479.47%
|
340.65
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
736.33
-65.96%
|
2,163.03
+67.82%
|
1,288.87
-86.71%
|
9,696.76
+965.81%
|
909.80
+59.85%
|
569.15
-35.83%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|