บริษัท เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET · ขนส่งและโลจิสติกส์
0.52
+0.02 (+0.00%)
สรุปสั้น
มีรายได้จากการขายและการให้บริการที่ 18,917 ล้านบาท ปรับตัว ลดลงเล็กน้อยคิดเป็นร้อยละ 4.4 จากปีก่อนหน้าที่ 19,782 ล้านบาท โดยเป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) และเป็นไปตามกลยุทธ์การปรับ ลดราคาเชิงรุกของบริษัทฯ เพื่อเข้าถึงตลาดทุนส่งแบบประหยัด
แม้รายได้จากการขายและการให้บริการจะลดลง แต่กําไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ และกําไรสุทธิปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นที่ร้อยละ 10.1 และ 5.8 จากปีก่อนหน้าตามลําดับ ซึ่งเป็นผล จากต้นทุนที่ลดน้อยลง โดยมีสาเหตุจากมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการดําเนินงานและการลดค่าใช้จ่าย
ณ ปัจจุบัน ความสามารถคัดแยกพัสดุสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านชิ้นต่อวัน โดยมีการคัดแยกพัสดุเฉลี่ยที่ประมาณ 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน และมีปริมาณการจัดส่งทั้งหมดเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 7.3 จากปีก่อนหน้า
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=8376 out_tok=3018 at=2026-07-25T19:25:25 -->
KEX Q1/2565 พลิกขาดทุนสุทธิ 491 ล้านบาท รับปริมาณพัสดุโต 46%
ฝ่ายจัดการ KEX เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 491.1 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 302.8 ล้านบาท แม้รายได้รวมเติบโต 5.5% เป็น 4,416.0 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากปริมาณการจัดส่งพัสดุที่เติบโตถึง 46% จากกลยุทธ์ราคาเชิงรุกและการขยายพันธมิตร แต่ต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 32.6% ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมขาดทุน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่อธิบายผลประกอบการของ KEX ในไตรมาส 1/2565 คือ **การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปริมาณการจัดส่งพัสดุที่ 46% YoY** ซึ่งเป็นผลมาจากกลยุทธ์ราคาเชิงรุก (Aggressive Pricing) และการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้กลับไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้ ทำให้บริษัทฯ พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 491.1 ล้านบาท
กลไกที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าว เริ่มต้นจากการที่ KEX ใช้กลยุทธ์ราคาเชิงรุกเพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้า B2C บนแพลตฟอร์ม E-commerce และกลุ่มลูกค้าจัดส่งราคาประหยัด ส่งผลให้ปริมาณการจัดส่งพัสดุเติบโตสูงถึง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเป็นช่วง Low Season และมีการแข่งขันที่รุนแรง
แต่การเติบโตของปริมาณพัสดุนี้ มาพร้อมกับต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้นถึง 32.6% YoY ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของรายได้ที่ 5.5% YoY สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายเพื่อเตรียมทรัพยากรสำรองรองรับสถานการณ์ COVID-19 ที่แม้จะลดลงแต่ก็ยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารยังเพิ่มขึ้นถึง 36.5% YoY ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวสู่ธุรกิจใหม่ๆ และการเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ **อัตรากำไรขั้นต้นพลิกกลับมาติดลบที่ -4.9%** จาก 16.6% ในปีก่อน และ **อัตรากำไรสุทธิติดลบที่ -11.1%** จาก 7.4% ในปีก่อน ซึ่งสะท้อนว่า แม้ปริมาณการจัดส่งจะเพิ่มขึ้น แต่การบริหารจัดการต้นทุนยังไม่สามารถตามทัน ทำให้ภาพรวมผลประกอบการขาดทุน
สำหรับแนวโน้มความต่อเนื่องของปัจจัยนี้ **ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ฝ่ายจัดการจะคาดการณ์ว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมจะลดความรุนแรงลงในระยะกลาง และอาจเกิดการควบรวมของผู้เล่นรายต่างๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการกำหนดราคาในอนาคต แต่ในระยะสั้น การที่ต้นทุนยังคงปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจใหม่ๆ อาจยังคงเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรของบริษัทฯ
## Highlight สำคัญ
* **ปริมาณพัสดุเติบโต 46% YoY:** เป็นผลจากกลยุทธ์ราคาเชิงรุกและการขยายพันธมิตร
* **รายได้รวม 4,416.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% YoY:** แต่ลดลง 6.0% QoQ จากช่วง High Season
* **ขาดทุนสุทธิ 491.1 ล้านบาท:** พลิกจากกำไร 302.8 ล้านบาทใน Q1/2564
* **ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 32.6% YoY:** สูงกว่าการเติบโตของรายได้
* **อัตรากำไรขั้นต้นติดลบ -4.9%:** จาก 16.6% ในปีก่อน
* **ขยายธุรกิจใหม่:** KERRY COOL (ควบคุมอุณหภูมิ) และ KERRY XL (สินค้าขนาดใหญ่) เริ่มดำเนินการ
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 4,416.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่ลดลง 6.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งเป็นช่วง High Season การเติบโตของรายได้ YoY เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการจัดส่งพัสดุถึง 46% ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ราคาเชิงรุกและการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลาย
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและการให้บริการรวมอยู่ที่ 4,630.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 32.6% YoY และ 9.5% QoQ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนนี้สูงกว่าการเติบโตของปริมาณพัสดุ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นติดลบ 214.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ -4.9% ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 696.4 ล้านบาท หรือ 16.6% ใน Q1/2564
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 36.5% YoY และ 14.7% QoQ มาอยู่ที่ 430.0 ล้านบาท โดยมีสาเหตุมาจากการเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน การบริหารจัดการ และการขยายตัวสู่ธุรกิจใหม่ๆ
ผลประกอบการโดยรวมส่งผลให้บริษัทฯ ขาดทุนสุทธิส่วนของผู้เป็นเจ้าของบริษัทเท่ากับ 491.1 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำกำไรสุทธิ 302.8 ล้านบาท และดีขึ้นเล็กน้อย 18.7% QoQ จากการขาดทุน 604.3 ล้านบาทในไตรมาส 4/2564
## โอกาส
* **การเติบโตของตลาด E-commerce และการบริโภคภายในประเทศ:** การที่สถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายลง ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น และตลาด E-commerce ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
* **การขยายธุรกิจใหม่:** การเปิดตัวธุรกิจ KERRY COOL (ขนส่งควบคุมอุณหภูมิ) และ KERRY XL (ขนส่งสินค้าขนาดใหญ่) รวมถึงบริการส่งด่วน "Instant Pickup" ร่วมกับ Grab และโมเดลตัวแทนจำหน่าย Orange Express เป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้ในช่องทางใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ
* **การขยายจุดให้บริการ:** การเพิ่มขึ้นของจุดให้บริการกว่า 19.5% สู่ 31,000 แห่งทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าและขยายฐานลูกค้า Longtail
* **การร่วมมือกับพันธมิตร:** การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรรายใหญ่ เช่น เครือเบทาโกร และเซ็นทรัลรีเทล ช่วยเสริมความแข็งแกร่งและขยายฐานลูกค้า
* **การพัฒนา Ecosystem:** การพัฒนา KERRY WALLET เป็น Open Platform จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศน์ของ KEX และต่อยอดสู่บริการใหม่ๆ
* **การควบรวมกิจการ (M&A):** บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสในการควบรวมกิจการที่มีศักยภาพเพื่อเสริมความแข็งแกร่งทั้งด้านรายได้และการดำเนินงาน
## ความเสี่ยง
* **การแข่งขันที่รุนแรงและกลยุทธ์ราคาเชิงรุก:** แม้ฝ่ายจัดการคาดว่าการแข่งขันจะลดลง แต่การใช้กลยุทธ์ราคาเชิงรุกยังคงส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
* **ต้นทุนที่ผันผวน:** ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนการดำเนินงาน
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน:** การบริโภคภายในประเทศฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีความไม่แน่นอน
* **การลงทุนในธุรกิจใหม่:** การขยายธุรกิจใหม่ๆ ต้องใช้เงินลงทุนและอาจยังไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ทันที
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทายยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการแข่งขันและราคาค่าจัดส่ง:** จะมีการปรับตัวดีขึ้นตามที่ฝ่ายจัดการคาดการณ์หรือไม่
* **ผลประกอบการของธุรกิจใหม่:** KERRY COOL และ KERRY XL จะสามารถสร้างรายได้และผลกำไรได้ตามเป้าหมายหรือไม่
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** บริษัทฯ จะสามารถควบคุมต้นทุนท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้อย่างไร
* **การขยายจุดให้บริการและฐานลูกค้า Longtail:** จะสามารถเพิ่มปริมาณการจัดส่งและรายได้ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่
* **ความคืบหน้าในการพัฒนา KERRY WALLET และโอกาส M&A:** จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Ecosystem และการเติบโตของบริษัทฯ ได้มากน้อยเพียงใด
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**รายได้และปริมาณการจัดส่ง:** รายได้รวม 4,416.0 ล้านบาท (+5.5% YoY) มาจากการเติบโตของปริมาณพัสดุ 46% YoY โดยมีสัดส่วนรายได้จากลูกค้า C2C 50%, B2C 48% และ B2B 2% ในไตรมาส 1/2565 การเติบโตของ B2C มาจากกลยุทธ์ Aggressive Pricing และการเข้าสู่ตลาดจัดส่งราคาประหยัด
**ต้นทุนและอัตรากำไร:** ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 32.6% YoY ทำให้กำไรขั้นต้นติดลบ -4.9% ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนเพื่อรองรับสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งคาดว่าจะลดลงในอนาคต แต่การบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังคงเป็นความท้าทาย
**การขยายธุรกิจและพันธมิตร:** มีการเปิดตัว KERRY COOL และ KERRY XL เพื่อขยายตลาดไปยังสินค้าควบคุมอุณหภูมิและสินค้าขนาดใหญ่ รวมถึงบริการ Instant Pickup ร่วมกับ Grab และโมเดล Reseller Model (Orange Express) เพื่อเพิ่มจุดให้บริการและเข้าถึงลูกค้ากลุ่ม Longtail
**เครือข่ายและลูกค้า:** มีจุดให้บริการมากกว่า 31,000 แห่งทั่วประเทศ (+19.5% จากสิ้นปี 2564) และมีลูกค้ามากกว่า 20 ล้านรายในเดือนมีนาคม 2565 (+29.9% YoY)
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 15,290.7 ล้านบาท ลดลง 10.3% จากสิ้นปี 2564 โดยมีเงินสดและเงินลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินที่มีสภาพคล่องลดลง 20.2% มาอยู่ที่ 5,824.0 ล้านบาท
หนี้สินรวมอยู่ที่ 6,473.3 ล้านบาท ลดลง 16.2% จากสิ้นปี 2564 โดยมีเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นลดลง 28.7% และหนี้สินตามสัญญาเช่าลดลง 17.4%
ส่วนของเจ้าของอยู่ที่ 8,817.3 ล้านบาท ลดลง 5.4% จากสิ้นปี 2564 ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.73 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.62 เท่าในปีก่อน
อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็วอยู่ที่ 1.25 เท่า ลดลงจาก 1.35 เท่าในไตรมาสก่อนหน้า และอัตราส่วนสภาพคล่องกระแสเงินสดติดลบที่ -0.11 เท่า บ่งชี้ถึงความท้าทายในการบริหารกระแสเงินสด
## สรุปท้าย
KEX ในไตรมาส 1/2565 เผชิญกับความท้าทายจากการขาดทุนสุทธิ 491.1 ล้านบาท แม้ปริมาณพัสดุจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 46% จากกลยุทธ์ราคาเชิงรุก แต่ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนขายและบริการ ทำให้กำไรขั้นต้นติดลบ การขยายธุรกิจใหม่ๆ เช่น KERRY COOL และ KERRY XL รวมถึงการเพิ่มจุดให้บริการและพันธมิตร เป็นโอกาสในการสร้างรายได้และกระจายความเสี่ยงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางราคาน้ำมันที่ผันผวน และแนวโน้มการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของอัตรากำไรในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KEX ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
1,822.95
ล้านบาท
↓ 28.4% YoY
กำไรขั้นต้น
-2,231.63
ล้านบาท
↑ 215.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-122.42
%
กำไรสุทธิ
-2,624.79
ล้านบาท
↑ 127.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-143.99
%
D/E Ratio
2.18
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,823
↓ -28.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-2,232
↑ + 215.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-2,625
↑ + 127.1%
YoY
D/E Ratio
2.18
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KEX
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.18
ROE (%)
-234.73
ROA (%)
-59.38
Book Value/หุ้น
0.00
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KEX
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+1,494
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+382
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KEX
| รายการ | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
1,493.79
-15.95%
|
1,777.29
+48.52%
|
1,196.66
-161.02%
|
-1,961.24
-156.74%
|
3,456.74
+85.70%
|
1,861.43
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
381.61
-130.60%
|
-1,247.17
-1,762.89%
|
75.00
-98.41%
|
4,731.86
-1,360.15%
|
-375.50
-75.50%
|
-1,532.78
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
2,550.61
+28.03%
|
1,992.24
+61.75%
|
1,231.71
-58.15%
|
2,943.17
-48.42%
|
5,705.72
+47,447.67%
|
12.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-2,313.26
-191.71%
|
2,522.35
+0.76%
|
2,503.38
-129.77%
|
-8,407.90
-195.69%
|
8,786.96
+2,479.47%
|
340.65
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
736.33
-65.96%
|
2,163.03
+67.82%
|
1,288.87
-86.71%
|
9,696.76
+965.81%
|
909.80
+59.85%
|
569.15
-35.83%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|