บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน)
SET · การแพทย์
1.59
+0.04 (+2.58%)
สรุปสั้น
กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก รายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาล เพิ่มขึ้น 1,023.0 ล้านบาท คิดเป็น 42%YoY
โดยการแพร่ระบาดทวีความรุนแรงขึ้นและ แพร่กระจายไปในหลายพื้นที่ ทําให้พบผู้ติดเชื้อสะสมเป็นจํานวนมาก จากสถานการณ์ดังกล่าวทําให้รายได้ที่ เกี่ยวเนื่องจากโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นไปตามกัน โดยมาจากการให้บริการตรวจคัดกรอง, การให้บริการเกี่ยวกับสถาน กักกันโรค (ASQ) และการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อ โควิด19
นอกจากนั้น รายได้จากโครงการภาครัฐอื่นๆ ไตรมาส 2 ปี 2564 เพิ่มขึ้นร้อยละ 515 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2563 จาก จํานวนเคสที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับอัตราการจ่ายเงินของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จากเดิม 8,250 บาท เป็น 8,750 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 6% ซึ่งมีผลตั้งแต่มิถุนายน 2563 เป็นต้นมา
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6944 out_tok=3144 at=2026-07-27T08:53:56 -->
# CHG กำไร Q2/64 ทะยาน 272% รับอานิสงส์โควิด-19 หนุนรายได้พุ่ง
## รายได้โต 81% จากบริการตรวจรักษาโควิด-19 และภาครัฐ ขณะที่ต้นทุนคุมได้ดี ดันกำไรสุทธิก้าวกระโดด
บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 576.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 272% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 81% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการปรับเพิ่มการจ่ายเงินของภาครัฐ ขณะที่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: บริการ
เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจาก volume/SSS, จำนวนลูกค้า-สาขา, utilization, ราคาขาย, ต้นทุนแรงงาน/ค่าเช่า, หรือรายได้พิเศษ
หัวใจสำคัญที่ผลักดันผลประกอบการของ CHG ในไตรมาส 2 ปี 2564 คือ **การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นถึง 81%** โดยมีแรงหนุนหลักจาก **รายได้ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19** และ **การปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินของโครงการภาครัฐ** ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิพุ่งสูงขึ้นถึง 272%
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ปี 2564 ส่งผลให้มีความต้องการบริการด้านสาธารณสุขเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย CHG ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการให้บริการตรวจคัดกรอง, การให้บริการสถานกักกันโรค (ASQ) และการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลให้เติบโตอย่างโดดเด่น นอกจากนี้ รายได้จากโครงการภาครัฐอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นถึง 515% โดยมีปัจจัยจากการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จาก 8,250 บาท เป็น 8,750 บาทต่อเคส ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนเคสที่เข้ารับบริการตรวจคัดกรองและรักษาโควิด-19 ทั้งในโรงพยาบาลและหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ (Hospitel)
ในส่วนของรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยทั่วไป แม้จะได้รับผลกระทบจากการหลีกเลี่ยงการเข้าสถานพยาบาลของผู้ป่วยชาวต่างชาติ แต่รายได้จากกลุ่มผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) ก็ยังคงเติบโตได้ 64% โดยมีส่วนหนึ่งมาจากการรักษาที่เกี่ยวเนื่องกับโควิด-19 เช่นกัน ขณะที่รายได้โครงการประกันสังคมเติบโต 2% จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ประกันตนและค่าบริการทางการแพทย์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง
การเติบโตของรายได้ที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาล (เพิ่มขึ้น 48%) และค่าใช้จ่ายในการบริหาร (เพิ่มขึ้น 46%) ทำให้ **อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นจาก 29.01% เป็น 41.76%** และ **อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 27%** ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัทฯ
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยด้านสถานการณ์โควิด-19 และนโยบายภาครัฐ** การให้บริการที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 และการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินของภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนรายได้ในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นปัจจัยภายนอกที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมถึงนโยบายการจ่ายเงินของภาครัฐในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี แต่หากรายได้จากปัจจัยข้างต้นลดลง อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรได้
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q2/64 พุ่ง 272% YoY สู่ 576.1 ล้านบาท** จาก 154.8 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลโต 81% YoY สู่ 2,071.0 ล้านบาท**
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 29.01% เป็น 41.76%**
* **อัตรากำไรสุทธิ (NPM) เพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 27%**
* **รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 1,584% สู่ 64.0 ล้านบาท** จากการรับจ้างบริหารโรงพยาบาลรัฐ
* **สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2564 กำไรสุทธิโต 143% YoY สู่ 827.9 ล้านบาท** โดยมีรายได้รวมเติบโต 46% YoY
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลรวม 2,071.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยทั่วไป 64% ซึ่งแบ่งเป็นรายได้จากผู้ป่วยนอก (OPD) เพิ่มขึ้น 272.21 ล้านบาท และผู้ป่วยใน (IPD) เพิ่มขึ้น 121.11 ล้านบาท ประกอบกับรายได้ที่เกี่ยวเนื่องจากโควิด-19 เช่น การตรวจคัดกรอง, สถานกักกันโรค (ASQ) และการรักษาผู้ป่วยโควิด-19
รายได้จากโครงการสวัสดิการภาครัฐเติบโตถึง 101% โดยโครงการประกันสังคมเพิ่มขึ้น 2% และโครงการภาครัฐอื่นๆ เพิ่มขึ้นถึง 515% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินของ สปสช. และการเพิ่มขึ้นของเคสตรวจคัดกรองและรักษาโควิด-19 รวมถึงการเปิด Hospitel
รายได้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 1,584% เป็น 64.0 ล้านบาท จากการประมูลรับจ้างบริหารงานให้กับโรงพยาบาลภาครัฐ
ในด้านค่าใช้จ่าย ต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 48% และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 46% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายได้ แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 41.76% และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 27% ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนของบริษัทฯ ในไตรมาส 2 ปี 2564 อยู่ที่ 576.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 272% เมื่อเทียบกับปีก่อน
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2564 บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิ 827.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 42% เป็น 3,485.8 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 36.87% และอัตรากำไรสุทธิ 23%
## โอกาส
* **การให้บริการที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19:** ความต้องการบริการตรวจคัดกรอง, สถานกักกันโรค (ASQ) และการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ยังคงมีอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์การแพร่ระบาด
* **การปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินของภาครัฐ:** การปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินของ สปสช. เป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากโครงการภาครัฐ
* **การขยายธุรกิจ:** การรับจ้างบริหารโรงพยาบาลภาครัฐเป็นอีกช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่ม
* **การควบคุมต้นทุน:** บริษัทฯ มีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มอัตรากำไร
* **ฐานะการเงินแข็งแกร่ง:** อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE Ratio) ที่ 0.55 เท่า สะท้อนความสามารถในการกู้ยืมเพื่อขยายกิจการได้อีกมาก
## ความเสี่ยง
* **ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19:** การระบาดที่อาจลดลงหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบ อาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19
* **การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ:** การปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงอัตราการจ่ายเงินของโครงการภาครัฐอาจส่งผลกระทบต่อรายได้
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรมโรงพยาบาล:** การแข่งขันที่สูงอาจส่งผลต่อราคาและส่วนแบ่งทางการตลาด
* **ต้นทุนบุคลากรทางการแพทย์:** การเพิ่มขึ้นของต้นทุนแรงงานและค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19:** จะยังคงเติบโตต่อเนื่องหรือชะลอตัวลง
* **การปรับอัตราการจ่ายเงินของโครงการภาครัฐ:** มีการเปลี่ยนแปลงหรือประกาศนโยบายใหม่หรือไม่
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** บริษัทฯ จะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและสุทธิให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **แผนการขยายธุรกิจ:** ความคืบหน้าในการรับจ้างบริหารโรงพยาบาลรัฐ และการลงทุนในโครงการใหม่ๆ
* **การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ:** หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย จะส่งผลต่อรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติอย่างไร
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**รายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาล:** เติบโตโดดเด่น 81% YoY โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากรายได้ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ทั้งการตรวจคัดกรอง, ASQ และการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงขึ้น รายได้จากโครงการภาครัฐอื่นๆ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 515% จากการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินของ สปสช. และจำนวนเคสที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปิด Hospitel
**อัตรากำไร:** อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมากจาก 29.01% เป็น 41.76% และอัตรากำไรสุทธิ (NPM) เพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 27% สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับการเติบโตของรายได้
**รายได้อื่น:** การรับจ้างบริหารโรงพยาบาลรัฐเป็นปัจจัยใหม่ที่เข้ามาเสริมรายได้ โดยเพิ่มขึ้นถึง 1,584%
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 7,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.5% จากสิ้นปี 2563 โดยหลักมาจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดที่เพิ่มขึ้น 611 ล้านบาท และรายได้ค่าบริการทางการแพทย์ค้างรับที่เพิ่มขึ้น 444 ล้านบาท
หนี้สินรวมอยู่ที่ 2,622 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.6% จากสิ้นปี 2563 โดยมีสาเหตุหลักจากเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 162 ล้านบาท และเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นเพิ่มขึ้น 260 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 12.8% เป็น 4,728 ล้านบาท จากผลกำไรและการจ่ายเงินปันผล
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE Ratio) อยู่ที่ 0.55 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนความสามารถในการกู้ยืมเพื่อขยายกิจการได้อีกมาก
กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2564 อยู่ที่ 949.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 526.27 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับผลกำไรที่เพิ่มขึ้น
## สรุปท้าย
CHG โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 สุดแข็งแกร่ง ด้วยกำไรสุทธิที่พุ่งสูงถึง 272% จากการเติบโตของรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นถึง 81% โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากบริการที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 และการปรับเพิ่มการจ่ายเงินของภาครัฐ ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นและสุทธิปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่น แม้ว่าโอกาสในการเติบโตจากปัจจัยเหล่านี้ยังมีอยู่ แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 และนโยบายภาครัฐยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ CHG ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
2,219.64
ล้านบาท
↑ 14.7% YoY
กำไรขั้นต้น
291.37
ล้านบาท
↓ 146.7% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
13.13
%
กำไรสุทธิ
224.25
ล้านบาท
↑ 144.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
10.10
%
D/E Ratio
0.24
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,220
↑ + 14.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
291
↓ -146.7%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
224
↑ + 144.8%
YoY
D/E Ratio
0.24
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — CHG
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.24
ROE (%)
11.96
ROA (%)
12.11
Book Value/หุ้น
0.73
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — CHG
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-1,082
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+76
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — CHG
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-1,082.27
+54.41%
|
-700.91
-48.43%
|
-1,359.18
+64.05%
|
-828.52
-153.42%
|
1,551.06
+187.61%
|
539.29
+39.54%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
76.11
-72.38%
|
275.52
-62.15%
|
728.01
+531.57%
|
115.27
+810.51%
|
12.66
-115.01%
|
-84.37
-75.65%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
628.73
+11.09%
|
565.95
-49.86%
|
1,128.76
-19.51%
|
1,402.36
-617.04%
|
-271.23
-44.84%
|
-491.73
+448.56%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-259.84
+66.09%
|
-156.45
-131.44%
|
497.56
-27.80%
|
689.11
-46.68%
|
1,292.48
-3,611.22%
|
-36.81
-25.82%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
1,691.69
+20.89%
|
1,399.36
-30.06%
|
2,000.74
-28.28%
|
2,789.67
+409.49%
|
547.54
+17.11%
|
467.55
-0.66%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
1,768.19
+4.52%
|
1,691.69
+20.89%
|
1,399.36
-30.06%
|
2,000.74
-28.28%
|
2,789.67
+409.49%
|
547.54
+17.11%
|