บริษัท ยูบิส (เอเชีย) จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.39
0.02 (1.42%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6498 out_tok=2785 at=2026-07-26T11:12:16 -->
# UBIS Q3/2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 26 ล้านบาท รับผลกระทบค่าชดเชยสินค้าเสียหาย 40 ล้านบาท
## รายได้และกำไรขั้นต้นหดตัว แต่ GPM ทรงตัว เหตุต้นทุนวัตถุดิบอ่อนตัว
บริษัท ยูบิส (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ UBIS รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 26 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 21 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการบันทึกค่าชดเชยสินค้าเสียหายจำนวน 40 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากหักรายการดังกล่าวออก บริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงาน 20 ล้านบาท แม้รายได้จากการขายจะลดลง 19% แต่กำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ UBIS ในไตรมาส 3/2566 คือ **การบันทึกค่าชดเชยสินค้าเสียหายจำนวน 40 ล้านบาท** ซึ่งส่งผลให้บริษัทพลิกจากกำไรสุทธิ 21 ล้านบาทในไตรมาส 3/2565 เป็นขาดทุนสุทธิ 26 ล้านบาทในไตรมาส 3/2566 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเชิงลบนี้เป็นรายการพิเศษที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปกติ
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การขาดทุนสุทธิในไตรมาส 3/2566 เกิดจากการที่บริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยสินค้าเสียหายให้กับคู่ค้าเป็นจำนวน 40 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน หากไม่รวมรายการนี้ บริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงาน 20 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าการดำเนินงานหลักยังคงมีกำไรอยู่
ในขณะเดียวกัน รายได้จากการขายลดลง 19% มาอยู่ที่ 226 ล้านบาท โดยยอดขายในประเทศลดลง 21% และยอดขายต่างประเทศลดลง 22% ซึ่งเป็นผลมาจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทายจากสถานการณ์สงครามและความผันผวนของตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นลดลงเพียง 15% มาอยู่ที่ 52 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 23% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 22% ในปีก่อน แม้ว่ายอดขายจะลดลง ปัจจัยที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อการดำเนินงาน
ส่วนต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารรวมกันเพิ่มขึ้น 41% เป็น 80 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการจ่ายค่าชดเชยสินค้าเสียหาย 40 ล้านบาท หากไม่รวมรายการนี้ ต้นทุนดังกล่าวจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 49% เป็น 2.6 ล้านบาท เนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น
ส่วนกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง 5 ล้านบาท เป็น 6 ล้านบาท เนื่องจากการแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินบาท
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** การขาดทุนสุทธิในไตรมาส 3/2566 มีลักษณะเป็นครั้งคราว เนื่องจากมีสาเหตุหลักมาจากการบันทึกค่าชดเชยสินค้าเสียหายจำนวน 40 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปกติ การดำเนินงานหลักยังคงมีกำไรอยู่ และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิ 26 ล้านบาท:** พลิกจากกำไร 21 ล้านบาทใน Q3/2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการจ่ายค่าชดเชยสินค้าเสียหาย 40 ล้านบาท
* **รายได้จากการขายลดลง 19%:** อยู่ที่ 226 ล้านบาท โดยยอดขายในประเทศลดลง 21% และต่างประเทศลดลง 22%
* **กำไรขั้นต้นลดลง 15%:** อยู่ที่ 52 ล้านบาท แต่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับดีขึ้นเล็กน้อยเป็น 23% จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
* **ต้นทุนจัดจำหน่ายและบริหารเพิ่มขึ้น 41%:** รวม 80 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากค่าชดเชยสินค้าเสียหาย 40 ล้านบาท หากหักรายการนี้ออก ต้นทุนจะลดลง
* **ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 49%:** เป็น 2.6 ล้านบาท จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
* **กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก:** 72 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ติดลบ 104 ล้านบาท จากการบริหารลูกหนี้และสินค้าคงคลังที่ดีขึ้น
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายรวม 226 ล้านบาท ลดลง 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายในประเทศลดลง 21% และยอดขายต่างประเทศลดลง 22% ขณะที่ยอดขายในประเทศจีนลดลง 12%
กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 52 ล้านบาท ลดลง 15% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 23% ซึ่งดีขึ้นเล็กน้อยจาก 22% ในปีก่อน แม้ว่ายอดขายจะลดลง แต่ GPM ที่ดีขึ้นเกิดจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารรวมกันอยู่ที่ 80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการจ่ายค่าชดเชยสินค้าเสียหาย 40 ล้านบาท หากไม่รวมรายการนี้ ต้นทุนดังกล่าวจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 49% เป็น 2.6 ล้านบาท จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
ส่งผลให้บริษัทรายงานขาดทุนสุทธิ 26 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 222%
## โอกาส
* **การขยายตลาดในกลุ่มลาตินอเมริกา:** ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก Anvisa ของประเทศบราซิล ทำให้สามารถขยายตลาดบรรจุภัณฑ์โลหะสำหรับอาหารในบราซิล ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงถึง 4,500 ล้านบาท
* **โอกาสจากตลาดรัสเซีย:** มาตรการคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน-รัสเซีย ทำให้บริษัทระดับโลกบางรายต้องขายกิจการในรัสเซีย เปิดโอกาสให้ UBIS เข้าไปดำเนินธุรกิจได้มากขึ้น
* **การปรับเปลี่ยนและปรับแต่งผลิตภัณฑ์:** บริษัทมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งรายใหญ่จากความสามารถในการปรับเปลี่ยนและปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า
* **การให้ความสำคัญกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม:** การคำนวณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon footprint) เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย CBAM ของยุโรป จะช่วยเตรียมพร้อมสำหรับลูกค้าในอนาคตและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน
## ความเสี่ยง
* **ความตึงเครียดจากสถานการณ์สงคราม:** สงครามระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และสงครามรัสเซีย-ยูเครน อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าขายของโลก และอาจลุกลามไปในวงกว้าง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ว่าในไตรมาสนี้ต้นทุนวัตถุดิบจะลดลงและเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ความผันผวนเหล่านี้ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
* **การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม:** กฎหมาย CBAM ของยุโรป และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อาจเพิ่มภาระต้นทุนและการดำเนินงานให้กับบริษัท
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มยอดขายในประเทศและต่างประเทศ:** การฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดหลัก
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ:** ความสามารถในการรักษา GPM ท่ามกลางความผันผวนของราคา
* **ผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม:** การขยายตัวของความขัดแย้งและผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
* **ความคืบหน้าในการขยายตลาดลาตินอเมริกา:** การรับคำสั่งซื้อและส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นในบราซิล
* **การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม:** การปรับตัวและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ Carbon footprint
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่การลดลงของยอดขายอาจส่งผลกระทบต่อระดับการใช้กำลังการผลิต
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การขยายตลาดในลาตินอเมริกาและโอกาสในรัสเซียอาจเป็นปัจจัยหนุน Order Book ในอนาคต
* **ราคาวัตถุดิบ:** มีการระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงเป็นปัจจัยหนุน GPM ซึ่งสะท้อนว่าราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในไตรมาสนี้
* **GPM:** ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเป็น 23% จาก 22% ในปีก่อน แม้รายได้ลดลง
* **ส่งออก:** ยอดขายต่างประเทศลดลง 22% บ่งชี้ถึงความท้าทายในตลาดโลก
* **ค่าเงิน:** การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลให้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงคลังลดลง 74 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 1,068 ล้านบาท โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่า 194 ล้านบาท, ลูกหนี้การค้า 320 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือ 231 ล้านบาท
หนี้สินรวมอยู่ที่ 425 ล้านบาท ลดลง 89 ล้านบาทจากสิ้นปี 2565 โดยมีหนี้สินหมุนเวียน 237 ล้านบาท (เบิกเกินบัญชีและเงินกู้ระยะสั้น) และหนี้สินไม่หมุนเวียน 47 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 643 ล้านบาท ลดลง 63 ล้านบาทจากสิ้นปี 2565
กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 72 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนที่ใช้ไป 104 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงคลัง รวมถึงเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น
กระแสเงินสดสุทธิที่ใช้ไปในกิจกรรมการลงทุนอยู่ที่ 12 ล้านบาท ลดลงจากการลงทุนในทรัพย์สินถาวร
กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปจากกิจกรรมจัดหาเงิน 118 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการชำระหนี้สินระยะสั้นเพื่อลดภาระดอกเบี้ย
## สรุปท้าย
UBIS ในไตรมาส 3/2566 เผชิญกับความท้าทายจากรายการพิเศษคือค่าชดเชยสินค้าเสียหาย 40 ล้านบาท ซึ่งทำให้บริษัทพลิกขาดทุนสุทธิ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานหลักยังคงมีกำไรขั้นต้นที่ทรงตัวได้จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น โอกาสในการขยายตลาดในลาตินอเมริกาและการปรับตัวตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยบวกที่ต้องจับตา ขณะที่ความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามและความผันผวนของตลาดโลกยังคงเป็นประเด็นที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ UBIS ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
222.07
ล้านบาท
↓ 13.5% YoY
กำไรขั้นต้น
66.83
ล้านบาท
↑ 2.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
30.09
%
กำไรสุทธิ
12.38
ล้านบาท
↓ 31.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
5.57
%
D/E Ratio
0.86
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
222
↓ -13.5%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
67
↑ + 2.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
12
↓ -31.4%
YoY
D/E Ratio
0.86
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — UBIS
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.86
ROE (%)
1.57
ROA (%)
2.09
Book Value/หุ้น
2.42
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — UBIS
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+110
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+54
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — UBIS
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
110.23
-223.38%
|
-89.34
+94.18%
|
-46.01
-143.77%
|
105.11
-416.88%
|
-33.17
-123.70%
|
139.97
+14.49%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
53.58
-12.42%
|
61.18
+262.87%
|
16.86
-45.12%
|
30.72
+485.14%
|
5.25
-122.70%
|
-23.13
-60.73%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-111.69
-169.08%
|
161.68
-39.90%
|
269.01
-158.61%
|
-459.00
-1,462.02%
|
33.70
-156.18%
|
-59.99
-21.81%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
51.79
-58.52%
|
124.85
-48.21%
|
241.09
-174.26%
|
-324.66
+2,755.41%
|
-11.37
-120.09%
|
56.60
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
368.41
+47.12%
|
250.41
-1.46%
|
254.11
+460.83%
|
45.31
+308.94%
|
11.08
-124.34%
|
-45.52
+42.47%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
302.44
-17.91%
|
368.41
+47.12%
|
250.41
-1.46%
|
254.11
+460.83%
|
45.31
+308.94%
|
11.08
-124.34%
|